ผ่าทางตันสาธารณสุขไทย! ระดมสมอง ‘ปฏิรูประบบสุขภาพ’ ส่งต่อนักการเมืองรับโจทย์ใหญ่ ก่อนเลือกตั้ง

Policy Forum : ปฏิรูประบบสุขภาพ สะท้อนวิกฤตสาธารณสุขไทย กระจายอำนาจติดข้อจำกัด สถานะการเงิน รพ.รัฐ ที่ยังรอแก้ปัญหา ภาคประชาชนฝันเห็นระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ด้าน ตัวแทน 4 พรรคการเมือง ร่วมรับฟัง เห็นฟ้องระบบมีปัญหาจริง หวังเดินหน้าแก้ด้วยนโยบาย

ระบบสุขภาพที่เราอยากเห็น…หน้าตาเป็นอย่างไร ? คือคำถามที่นำไปสู่การพูดคุยในวง Policy Forum : ปฏิรูประบบสุขภาพ ซึ่ง The Active – Policy Watch Thai PBS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ภาคีเครือข่าย และภาคประชาสังคม ชวนล้อมวงคุย เพื่อหาทางออกและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกันในช่วงเวลาที่ “ระบบสุขภาพไทย” กำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ ทั้งภาระงานของบุคลากรที่ล้นมือ วิกฤตการเงินติดลบ และการเข้าถึงบริการสุขภาพยังมีช่องว่าง ส่วนหนึ่งของงาน Policy Watch Connect 2026

ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว

บัณฑิต แป้นวิเศษ ประธานเครือข่ายแรงงานผู้ใช้สิทธิประกันสังคม ในฐานะของผู้รับบริการในระบบสุขภาพ และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย สะท้อนปัญหาที่พบเจอ ในฐานะผู้ประกันตนในมาตร 33 โดยเห็นว่า ปัญหาอยู่ที่หน่วยพื้นที่พยาบาลที่รองรับ บางที่เอาทั้งพื้นที่ สปสช.และประกันสังคมไว้ในที่เดียวกัน ทำให้เกิดความแออัดมาก ทำให้เป็นพื้นที่เสี่ยงของการกระจายโรค อีกทั้งขั้นตอนมีความซับซ้อน ผู้ใช้บริการประสบปัญหาในเรื่องของความเครียด เนื่องจากรอนานมาก สิ่งที่สำคัญคือผู้ให้บริการก็เกิดภาวะกดดัน 

ส่วนตัวจึงมีข้อเสนอ เรื่องของ ระบบการรักษาควรจะเป็นมาตรฐานเดียว ระบบเดียวกันทั้งหมด ขณะเดียวกันก็เห็นว่า การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ เช่น การเบิกจ่ายยา ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเพิ่มความลำบากให้กับผู้ใช้บริการที่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องไปรับยาทุก 15 วัน ต่างจากเมื่อก่อนที่รับยาทุก 3 เดือน

บัณฑิต แป้นวิเศษ ประธานเครือข่ายแรงงานผู้ใช้สิทธิประกันสังคม

กระจายอำนาจระบบสุขภาพ ความจริงที่ยังมีข้อจำกัด

ทรงพล  ตุละทา ผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ก็ให้มุมมองถึงความพยายามส่งเสริมการดูแลปฐมภูมิ เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล แต่ในความเป็นจริง อาจทำได้ยาก เรื่องสุขภาพอยู่ในทุกนโยบาย ไม่ใช่แค่สาธารณสุข เวลากำหนดนโยบาย การมีส่วนร่วมตัดสินใจ การรับรู้ข้อมูลของประชาชนเกิดข้อจำกัด แต่กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น กรณีมลพิษข้ามแดน จนแม่น้ำกก ปนเปื้อนสารพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน 

ทรงพล ตุละทา ผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ในมุมของท้องถิ่นอย่าง ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายก อบจ. ลำปาง ก็สะท้อนถึงปัญหาด้านโครงสร้าง การกำหนดนโยบายกระจุกตัว หลายพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำสูง การกระจายอนาจไปสู่ระบบการจัดในระดับปฐมภูมิส่วนท้องถิ่น อย่าง รพ.สต. ยังน้อยอยู่ในปัจจุบัน

เม็ดเงินงบประมาณจำนวนมากทุ่มให้กับการบริการในโรงพยาบาลระดับสูงเท่านั้น ทำให้งบประมาณการรักษาท้องถิ่นน้อยลง หลังจากถ่ายโอน รพ.สต.มาอยู่กับ อบจ. เป็นการทำตามนโยบายการกระจายอำนาจ ซึ่งมีนโยบายให้ท้องถิ่นรับไปดูแล ปรากฏว่าขั้นตอนระเบียบต่าง ๆ ยังไม่มีความชัดเจน 

ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายก อบจ. ลำปาง

“ที่ผ่านมา ผลักดันการกระจายอำนาจ เรื่องโครงสร้าง นโยบายกระจุกตัว ความเหลื่อมล้ำสูง การกระจายตัวไม่ลงไปถึง รพ.ชุมชน หรือ รพ.สต. ขณะที่ปัญหาเชิงระบบ ที่เราต้องเน้นสร้าง มากกว่าซ่อม แต่ทำจริง ๆ เราทำซ่อมมากกว่า ซึ่งสะท้อนออกมาจากการใช้งบประมาณ เราต้องมีการปฏิรูปให้เกิดการใช้งบฯ ไปกับการ ซ่อม ตามเจตนารมณ์ การถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจ แต่พบว่ามีความสำเร็จน้อย ถ่ายโอนจริงไม่มาก แต่ขั้นตอนระเบียบไม่ชัดเจน บางแห่งรับโอนไปแบบที่ยังขาดความพร้อม ทั้งเรื่อง คน งบฯ อุปกรณ์”

นายก อบจ.ลำปาง ให้ความเห็น

การเงิน รพ.รัฐ ฉุดสถานการณ์วิกฤตหนัก

ขณะที่ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์  อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป ชี้ให้ในมุมผู้บริหาร คือการเงิน ซึ่งตอนนี้วิกฤตจริง ๆ การจัดการภาพรวมยังไม่เห็นภาพ คิดว่าต้องมองภาพรวมการส่งเสริมสุขภาพ อย่างน้อยคนไทยทุกคนจะได้สิทธิ์รักษาเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่กองทุนไหนก็ตาม

นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์  อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป

ส่วนในด้านการเงินก็พบว่า โรงพยาบาลรัฐ 900 กว่าแห่ง วิกฤตจริง เงินบำรุงเริ่มลดลงเรื่อย ๆ และต้องใช้งบกลางมาเติม ในวิกฤตโควิด-19 มีเงินบำรุง ทั้งประเทศพุ่งแสนล้าน ล่าสุดลดลงมาเหลือหมื่นล้าน ซึ่งนำมาบริการ 3 กอง ปัญหาที่เยอะสุดคือ “บัตรทอง” ที่ต้องนำเงินจากสิทธิข้าราชการมาอุดบัตรทอง

“บุคคลากร ภาระงาน เยอะกว่าคนทำ ติดกรอบ กพ.เพิ่ม จำนวนพยาบาลในะบบไม่ได้ เมื่อมีคนลาออก คนทำงานก็จะหนักกว่าเดิม”

นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์

หวังพรรคการเมืองเสนอโมเดลสร้างระบบสุขภาพเขตเมือง

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ก็ย้ำจุดแข็งที่ระบบสุขภาพ “ปฐมภูมิ” แต่จากที่ติดตามนโยบาย แก้ปัญหา ความแออัด ใช้งานแพทย์ฉุกเฉินที่หนัก งบประมาณที่สูงขึ้น โดยเฉพาะงานเชิงป้องกัน ซึ่งในช่วงภัยภิบัติจะเห็นชัดว่าเราทำงานเชิงป้องกันได้น้อย แต่เรากลับถอดบทเรียนอย่างเดียว ตั้งความหวังว่าจะมีใครสักคนมาแก้ปัญหาต่าง ๆ 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19

จึงมีข้อเสนอว่า อยากให้มองเรื่องกระจายอำนาจต้องจริงจัง และปัญหามีอีกเยอะ ปฐมภูมิระดับเขตเมืองยังไม่ครอบคลุม พรรคการเมืองไหนจะเสนอ โมเดลการสร้างสุขภาพ ที่ไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล

พรรคการเมืองกับแนวทาง ข้อเสนอแก้ปัญหาวิกฤตระบบสุขภาพ

วงสนทนาวันนี้ ยังมีตัวแทนนักการเมืองมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และย้ำถึงนโยบายด้านสุขภาพที่แต่ละพรรคกำลังขับเคลื่อน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า ปัญหาในระบบสาธารณสุขมีจริง ๆ การเชื่อมข้อมูลทำยากมาก ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล เรื่องระบบการจัดการข้อมูล เรื่อง AI ในการออกแบบงบประมาณ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พรรคเพื่อไทย

โดยเชื่อว่า ระบบสาธารณสุขเป็นรากฐานของทุกเรื่อง งบประมาณสาธารณสุข และการศึกษาไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาบจะต้อง “จำกัด”  งบบริการประชาชน กับ งบฯ การพัฒนา เช่น ระบบบริการ ระบบเชื่อมข้อมูล ควรแยกออกเป็นคนละส่วนกัน และควรมีการนำข้อมูลมาใช้ในการออกแบบการใช้งบประมาณว่าควรจะใช้เท่าไหร่ เพื่อให้สามารถมีงบประมาณมาใช้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ

ปัญหาที่มีหลายคนพูดในกรุงเทพฯ หรือชุมชนเมืองบางที่ ตอนนี้ไม่เชื่อมข้อมูลกัน ต่างคนต่างเก็บข้อมูลไว้ สำคัญคือต้องแชร์ข้อมูลกัน ย้ำว่า Digital Goverment เริ่มต้นได้ในโรงพยาบาล

สาธิต ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ให้ความเห็นว่า การเข้าถึงระบบสุขภาพที่มีคุณภาพ จะให้ยั่งยืนผู้ให้ และผู้รับบริการต้องเข้าใจระบบด้วย ความแออัดเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะเราให้คนเข้าถึง 47 ล้านคน 

สาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์

ผู้รับบริการ ไม่ใช่คิดว่า ไปโรงพยาบาลทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบทั้งหมด ต้องเข้าใจระบบบริการรายหัวด้วยว่ามีการกระจาย องค์ความรู้เรื่องบุคคลาก่อนทางการแพทย์ คือ ต้องสร้างมากกว่าซ่อม ทำให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีแรงจูงใจที่มากพอ

จึงมองว่า ระบบสุขภาพมีช่องว่างที่เรายอมรับร่วมกัน อย่างปัญหาหน้างานของคนทำงาน เมื่อหน้างานทำไม่ทันปัญหาหลายอย่างก็เกิดขึ้น ข้อมูลที่แตกต่างต้องนำมาคุยกันสักที ว่าจะทำให้หน้างานเข้าใจตรงกัน สอดรับกัน ก็ต้องมาปรับ พร้อมเสนอ “กองทุนที่ 4” หรือ Co-payment โดยใช้คลินิกพิเศษนอกเวลา เพื่อลดการใช้งบฯ ในการเข้าบริการห้อง ER มาใช้บริการส่วนนี้

ด้าน นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ จากพรรคภูมิใจไทย ย้ำว่า สิ่งที่เห็นมาตลอด คือ มีตัวที่ขาดหายไปของระบบ ต้องดูว่าเราทำอะไรขาดหายไปหรือไม่ ต้องทบทวนว่าต้องปฏิรูปอะไร 20 ปี ของบัตรทอง ต้องมีตัวกลางว่าคนไทยทุกคนควรได้รับสิ่งนี้อย่างจริงจัง ประกันภาคสมัครใจของเอกชน เราได้รับปัญหา ถ้าเขาอยากมีประกัน เขามีวงเงินแค่นี้ ก็ไปจำกัดสิทธิ์ของเขา

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคภูมิใจไทย

จึงเสนอให้มี “พยาบาลอาสา” หรือ 1 หมู่บ้าน 1 บุคคลกรอาสา ซึ่งใช้ไปโยงกับทหารอาสา อย่างผู้ที่จบด้านสาธารณสุข มาทำงานกับชุมชน เช่น บุคคลากรที่เกษียณแล้ว 1 หมู่บ้านต้องมีบุคคลากรทางการแพทย์ทำงานกับ อสม. มีคนที่รู้เรื่องสุขภาพของคนในชุมชน 

โดยเชื่อว่าทัศนคติในการจัดการระบบตอนนี้ไม่ตรงกัน มองข้อมูลไปคนละมุมกัน เงินที่ออกไปนอกระบบนอกโรงพยาบาลไปอยู่ตรงไหน มองว่าต้องทำทั้งระบบไปด้วยกัน ถึงเวลาที่ทุกหน่วยต้องคุยกันจริง ๆ สักที เพราะการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิ์ ทั้งนี้มองว่าต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ในเชิงในนโยบาย มีการเปิดตัวคนที่จะดูแลในแต่ละด้าน ทีมนโยบายต้องทำงานเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะ เช่นเดียวกันตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข

เดชรัต สุขกําเนิด พรรคประชาชน

ขณะที่ เดชรัต สุขกําเนิด จากพรรคประชาชน ก็มีข้อเสนอ ไปที่การแก้ปัญหา สปสช. ที่งบประมาณไม่เพียงพอ งบฯ ปฐมภูมิจำเป็นต้องมี 2 หมื่นล้านบาท เข้าไปเสริมปฐมภูมิ ลดภาระโรงพยาบาล จัดรับปฐมภูมิใหม่ ต้องเซ็ตให้เป็นวงเป็นการบริการเดียวกันให้ได้ มีเพิ่มงบฯ และเพิ่มคน เช่น นโยบายการดูแล ประคับคอง ช่วยแนวหน้าในการดูแล ส่วนเรื่องสุดท้ายต้องมีการรองรับการเกิดเหตุ

จึงมองว่าต้องนำระบบข้อมูลเชื่อมเข้ามาหากันให้ได้ ไม่ฉะนั้นจะเกิดปัญหาซับซ้อนในการใช้สิทธิ์การรักษา ในส่วนที่จะมีการ Co-Pay  ต้องเห็นฐานข้อมูลที่ชัดเจนก่อน ทุกอย่างเริ่มต้นจากสิทธิประโยชน์พื้นฐานก่อน ถ้าเริ่มต้นทันทีโดยกองทุนไม่คุยกันเกรงจะไปต่อยาก หากพรรคได้เป็นรัฐบาลก็จะแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์ เพื่อให้มีคนทำงานแก่ประชาชน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active