เปิดใจ ‘ศ.พญ.กุลกัญญา’ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ ผู้ผลักดันวัคซีน PCV เข้าบอร์ด สปสช. กว่า 8 ปี แต่ไม่สำเร็จ! 

เผยเสนอข้อมูลเข้าสู่การพิจารณาบอร์ด สปสช. กว่า 17 ครั้ง แต่ยังไม่ถูกบรรจุในสิทธิประโยชน์ WHO มีคำแนะนำ และประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก จัดวัคซีน PCV อยู่ในแผนวัคซีนแห่งชาติแล้ว ระบุเชื้อ ‘นิวโมคอคคัส’ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก ชี้ ไทยรายงานภาระโรคต่ำกว่าความเป็นจริง ย้ำ เด็กไทยต้องได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียม  

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อาจารย์สาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดใจกับ The Active  ถึงเหตุผลที่ผลักดันให้ประเทศไทยบรรจุ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) ในชุดสิทธิประโยชน์ของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 8 ปี โดยยืนยันว่า โรคดังกล่าวเป็น “ภัยเงียบ” ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและความพิการในเด็กจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลและการวินิจฉัยโรค ทำให้ภาระโรคที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน

เชื้อ ‘นิวโมคอคคัส’ สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก

ศ.พญ.กุลกัญญา อธิบายว่า เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยอยู่ในอันดับต้นของโรคติดเชื้อที่ทำให้สูญเสียปีสุขภาวะชีวิต (Years of Life Lost) โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรงสูง

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อาจารย์สาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เชื้อชนิดนี้พบได้ตามธรรมชาติในลำคอของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็ก การศึกษาพบว่า เด็กไทยมีเชื้อนี้อยู่ในลำคอประมาณร้อยละ 44.5 แม้ในภาวะปกติจะไม่ก่อโรค แต่เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัส หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง หรือปอด ส่งผลให้เกิดโรครุนแรงได้

“โรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว เด็กที่แข็งแรงดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน การศึกษาพบว่าเด็กที่ป่วยรุนแรงจำนวนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยง”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

ภาระโรคในไทยอาจสูงกว่าที่รายงาน

ข้อมูลจากการศึกษาภาคสนามในจังหวัดสระแก้ว และนครพนม พบว่า อัตราการติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนิวโมคอคคัสในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.2–29 รายต่อแสนประชากร ขณะที่ เชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบในเด็กประมาณ 20–60%

นอกจากนี้ยังพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นสาเหตุของหูชั้นกลางอักเสบประมาณ 30% โดยประเมินว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนี้ราว 500 คนต่อปี มีผู้ป่วยปอดอักเสบราว 24,000 คนต่อปี และหูชั้นกลางอักเสบกว่า 30,000 คนต่อปี

อย่างไรก็ตามข้อมูลของ สปสช. ระบุว่า เด็กอายุ 0-5 ปี นอนโรงพยาบาล จากปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเชื้อนี้เฉลี่ย 153 คนต่อปีนั้น ศ.พญ.กุลกัญญา มองว่า อาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากเชื้อนี้ตายง่ายทำให้การเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการตรวจพบได้เพียง 10% อีกทั้งหลายพื้นที่ยังไม่มีศักยภาพตรวจวินิจฉัยขั้นสูง ส่งผลให้เกิดภาวะ “รายงานต่ำกว่าความจริง” (Under-report)

โรครุนแรง เสี่ยงเสียชีวิตและพิการแม้มียารักษา

ศ.พญ.กุลกัญญา ยังระบุว่า แม้โรค IPD จะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่การวินิจฉัยมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแล้ว ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจต้องเผชิญความพิการ เช่น การสูญเสียอวัยวะจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง

พร้อมยกตัวอย่าง กรณีผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดแขนขา และผู้ป่วยทารกที่ติดเชื้อจนเกิดความพิการทางสมอง เพื่อสะท้อนผลกระทบระยะยาวของโรคดังกล่าว

สำหรับกลุ่มโรครุนแรง หรือ IPD ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จากการศึกษาพื้นที่เฝ้าระวังโรค เมื่อนำมาประมาณการในระดับประเทศ คาดว่ามีผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณ 500 รายต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 หรือราว 50–60 รายต่อปี

WHO แนะบรรจุวัคซีนตั้งแต่ปี 2549

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ทุกประเทศบรรจุวัคซีนป้องกันโรคนิวโมคอคคัส (PCV) ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติตั้งแต่ปี 2549 โดยแนะนำให้เด็กได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม ในช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน

ข้อมูลของ WHO ระบุว่า การใช้วัคซีนดังกล่าวสามารถลดจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกจากประมาณ 14 ล้านราย เหลือ 3.7 ล้านราย และลดการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จากประมาณ 700,000 รายต่อปี เหลือ 230,000 รายต่อปี หรือคิดเป็นการลดลงประมาณร้อยละ 70

วัคซีนมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์

ศ.พญ.กุลกัญญา ยังเปิดเผยว่า การศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศไทย โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) พบว่าวัคซีน PCV มีความคุ้มค่า โดยค่าใช้จ่ายต่อปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความคุ้มค่าที่ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ประมาณ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ

นอกจากนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมต้นทุนทางสังคม เช่น การสูญเสียโอกาสของครอบครัว การลางานของผู้ปกครอง และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก

‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ ลดการแพร่เชื้อในชุมชน

ศ.พญ.กุลกัญญา อธิบายว่า วัคซีน PCV ไม่เพียงปกป้องผู้ที่ได้รับวัคซีน แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในชุมชน หรือเกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” โดยเด็กที่ได้รับวัคซีนจะมีเชื้อก่อโรครุนแรงในลำคอลดลง ส่งผลให้ลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กหรือประชาชนที่ไม่ได้รับวัคซีน

ทั้งยังระบุว่า หลายประเทศทั่วโลกพบผลลัพธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจนหลังนำวัคซีนเข้าสู่ระบบ

ไทยยังไม่บรรจุวัคซีน แม้ส่วนใหญ่ทั่วโลกดำเนินการแล้ว

ศ.พญ.กุลกัญญา ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกได้บรรจุวัคซีน PCV ในแผนวัคซีนแห่งชาติแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ดำเนินการ แม้จะมีโครงการนำร่องในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดมหาสารคาม และกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ ยังเห็นว่า โครงการนำร่องดังกล่าวยังไม่มีระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถสะท้อนประสิทธิผลของวัคซีนได้อย่างครบถ้วน

ผลักดันเข้าสู่การพิจารณาบอร์ด สปสช.แล้วกว่า 17 ครั้ง ย้ำวัคซีนคุ้มค่า

ศ.พญ.กุลกัญญา เปิดเผยว่า การผลักดันวัคซีน PCV เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณามาแล้วอย่างน้อย 17 ครั้ง โดยทุกขั้นตอนมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขสนับสนุนว่าเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มค่า

โดยการผลักดันวัคซีนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล แต่เป็นข้อเสนอจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กทั่วประเทศ ทั้งจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

แต่การพิจารณาในขั้นคณะกรรมการ สปสช. กลับมีการขอให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยเฉพาะประเด็นผลของภูมิคุ้มกันหมู่ในบริบทประเทศไทย ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ หากยังไม่มีการใช้วัคซีนในวงกว้าง

ตั้งคำถามกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ศ.พญ.กุลกัญญา ยังสะท้อนข้อกังวลต่อกระบวนการพิจารณานโยบาย โดยระบุว่า มีกรณีที่ผลการวิเคราะห์ของนักวิจัยสรุปว่าวัคซีนมีความคุ้มค่า แต่ข้อสรุปในที่ประชุมกลับระบุว่า “ไม่คุ้มค่า” จึงมองว่าอาจสะท้อนปัญหาเชิงกระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณสุข

หนึ่งในเหตุผลที่ถูกหยิบยกในการพิจารณานโยบาย คือ การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรักษาผู้ป่วยกับงบประมาณจัดซื้อวัคซีน โดยข้อมูลสปสข. ที่ระบุว่ามีผู้ป่วยประมาณ 150 คนต่อปี และใช้งบประมาณรักษาประมาณ 5 ล้านบาท ขณะที่การจัดซื้อวัคซีนต้องใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาท มองว่า แนวคิดดังกล่าวอาจยังไม่สะท้อนต้นทุนทางสังคมและคุณค่าของชีวิต เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวจากภาวะพิการ การสูญเสียศักยภาพของเด็ก รวมถึงผลกระทบต่อครอบครัวและระบบเศรษฐกิจ

พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้จะใช้ตัวเลขผู้ป่วย 150 คนต่อปี หากมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 10% ก็อาจหมายถึงเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 15 คนต่อปี และยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่อาจมีความพิการหรือโรคแทรกซ้อนระยะยาว 

งบประมาณวัคซีนเคยได้รับการจัดสรรแล้ว แต่ยังถูกเลื่อนพิจารณา

ศ.พญ.กุลกัญญา เปิดเผยอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วัคซีน PCV เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณในระดับหนึ่งแล้ว โดยมีวงเงินประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อเตรียมการนำเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์

แม้จะมีการจัดสรรงบประมาณ แต่ข้อเสนอการดำเนินงานยังถูกเลื่อนหรือขอศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยมักมีเหตุผลเรื่องผลกระทบงบประมาณ (Budget Impact)

“หากใช้งบประมาณประมาณ 200 ล้านบาท อาจสามารถจัดหาวัคซีนให้เด็กได้มากกว่า 300,000 คน จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ปีละประมาณ 400,000 คน ดังนั้นการขยายการเข้าถึงวัคซีนในวงกว้างจะช่วยให้สามารถติดตามผลลัพธ์ด้านการลดภาระโรคได้ชัดเจนมากขึ้น”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

ย้ำเด็กไทยควรได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียม

ศ.พญ.กุลกัญญา ย้ำด้วยว่า ในบริบทที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดลดลง เด็กทุกคนควรได้รับการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม โดยวัคซีน PCV เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถลดการเสียชีวิต ความพิการ และภาระโรคในระยะยาว

“เราไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องเสี่ยงกับโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศสุดท้ายที่ให้วัคซีนชนิดนี้กับเด็ก”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

ทั้งนี้การดำเนินนโยบายด้านสุขภาพเด็กควรดำเนินต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือผู้บริหาร เนื่องจากเป็นมาตรการป้องกันโรคระยะยาวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชากรในอนาคต​​​​​​​​​​​​​​​​

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active