ข้อมูลผิด–งบฯ ไม่ตัน! ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ โต้ สปสช. ชี้ งบฯ 225 ล. ฉีดวัคซีน PCV ได้ทั่วประเทศ

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เผย สปสช.ใช้ข้อมูลต่ำกว่าความจริง 54 เท่า ค้านชะลอวัคซีน PCV เด็กเล็กถ้วนหน้า เตือนเสี่ยงสูญเสียไม่จำเป็น ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อเด็ก ถามตรง ๆ “จะรออะไรอีก” วันหนึ่งมีเด็กป่วย IPD อย่างน้อย 4 คน นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก ย้ำ ภาระโรค IPD สูงกว่ารายงานจริงหลายเท่า โต้ สปสช.คำนวณความคุ้มค่าวัคซีน PCV คลาดเคลื่อน ขณะที่ กมธ.สาธารณสุข สว. เตรียมเชิญ สปสช. แจงงบฯ วัคซีนเด็ก ชี้ วงเงิน 225 ล. อาจเพียงพอ หากต่อรองราคาได้เหมาะสม

วันนี้ (10 ก.พ. 69) รศ.พล.ต.หญิง พญ.ฤดีวิไล สามโกเศศ ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนและกุมารเวชศาสตร์ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ถึงกรณีมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 69 ที่ยังไม่บรรจุวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (PCV) เป็นสิทธิประโยชน์เด็กเล็ก และให้กลับไปศึกษานำร่องใหม่ โดยระบุว่า เป็นการตัดสินใจที่อาจตั้งอยู่บนข้อมูลภาระโรคที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ 

พญ.ฤดีวิไล บอกว่า วัคซีน PCV เป็นวัคซีนจำเป็นตามคำแนะนำของ องค์การอนามัยโลก (WHO) เด็กทุกคนควรได้รับเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสแบบรุนแรง หรือ IPD ซึ่งอาจนำไปสู่ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะพิการถาวร และการเสียชีวิต โดยวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคได้ร้อยละ 80–90 

ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ระบุว่า สปสช.ใช้อ้างอิงข้อมูลภาระโรคจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล พบผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพียง 153 รายต่อปี และมีค่าใช้จ่ายราว 3.5–5.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำจนน่าตกใจ และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยา เพราะหากเฉลี่ยรายจังหวัด จะเท่ากับเพียง 2 รายต่อจังหวัดต่อปี ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากกรมควบคุมโรค พบว่า เด็กป่วยปอดบวมต้องนอนโรงพยาบาลมากกว่า 41,000 รายต่อปี มีผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรงจากนิวโมคอคคัสกว่า 7,000 รายต่อปี ซึ่งหมายความว่าตัวเลขที่ สปสช.ใช้ต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 54 เท่า หากคำนวณค่าใช้จ่ายตามภาระโรคที่แท้จริง งบประมาณการรักษาจะเพิ่มเป็นอย่างน้อย 270 ล้านบาทต่อปี และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในผู้ป่วยหนัก ค่า ICU การดูแลเด็กพิการระยะยาว หรือภาระที่ตกกับครอบครัวผู้ป่วย ซึ่งไม่ถูกนำมาคิดในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ

พญ.ฤดีวิไล ยังย้ำว่า การเสนอให้ศึกษานำร่องวัคซีน PCV เพิ่มอีก 1 ปี เป็นเรื่องไม่จำเป็น เนื่องจากประเทศไทยมีการศึกษานำร่องมาแล้วตั้งแต่กว่า 20 ปีก่อน และล่าสุดคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (ACIP) ได้พิจารณาข้อมูลครบถ้วนเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 69 และเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพราะจะยิ่งเสียเวลา งบประมาณ และเพิ่มความเสี่ยงให้เด็กทั่วประเทศ

ข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคยังพบว่า ทุกจังหวัดมีความเสี่ยงต่อโรค IPD ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง การเลือกเพียงบางจังหวัดมานำร่องจึงไม่สอดคล้องทั้งหลักวิชาการและจริยธรรมการวิจัย พร้อมย้ำว่านโยบายที่เหมาะสมควรเป็นการ “ปูพื้นให้ทั้งประเทศ” ตามแนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ระบุด้วยว่า ปัจจุบันจาก 195 ประเทศทั่วโลก มี 176 ประเทศบรรจุวัคซีน PCV ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแล้ว ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังไม่ให้สิทธิเด็กอย่างถ้วนหน้า โดยการอ้างกรณีประเทศจีนไม่สามารถนำมาเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบได้ เนื่องจากโครงสร้างประชากร ระบบบริหาร และบริบทสาธารณสุขแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ ราคาวัคซีน PCV ในภาคเอกชนอยู่ที่ราว 2,800 บาทต่อเข็ม เด็กหนึ่งคนต้องฉีด 3–4 เข็ม รวมค่าใช้จ่ายมากกว่า 10,000 บาท ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กที่ครอบครัวมีกำลังซื้อ กับเด็กในครอบครัวรายได้น้อย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ จึงเรียกร้องให้ สปสช.ทบทวนมติ ใช้ข้อมูลภาระโรคและการวิเคราะห์ความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจด้านนโยบายวัคซีนสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของเด็กไทยทั้งประเทศ

“จะรออะไรอีก” ชี้ชะลอวัคซีน PCV วันหนึ่งมีเด็กป่วย IPD อย่างน้อย 4 คน

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก และคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ แสดงความเห็นต่อกรณีการชะลอบรรจุวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (PCV) เป็นสิทธิประโยชน์เด็กเล็ก โดยตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยจะรออะไรอีก” ในเมื่อทุกวันที่ล่าช้า ยังมีเด็กป่วยจากโรคติดเชื้อรุนแรง (IPD) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

นพ.ทวี ระบุว่า ข้อมูลทางระบาดวิทยาชี้ว่า ในแต่ละวันมีผู้ป่วย IPD ประมาณ 4 ราย โดยโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตราวร้อยละ 10 และในกลุ่มที่รอดชีวิต ร้อยละ 20 จะมีภาวะพิการถาวร เช่น ความผิดปกติทางสมอง การได้ยิน หรือการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่สามารถย้อนกลับได้ ขณะที่ทั้งปีมีผู้ป่วย IPD ประมาณ 1,400 ราย นับเป็นภาระโรคที่รุนแรงและสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

นอกจากนี้ เชื้อนิวโมคอคคัสยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบและปอดบวมในเด็ก ซึ่งพบผู้ป่วยเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ราย แม้อัตราการเสียชีวิตจะลดลงจากการรักษาที่ดีขึ้น แต่อาการป่วยรุนแรงในเด็กเล็กยังนำไปสู่การนอนรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และอาจทิ้งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด

นพ.ทวี ย้ำว่า วัคซีน PCV ยังช่วยลดการเกิดโรคหูน้ำหนวก ซึ่งพบในเด็กไทยนับแสนรายต่อปี แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่สามารถส่งผลต่อพัฒนาการด้านการได้ยินและการเรียนรู้ในระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนชนิดนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเด็ก ยังบอกว่า ประเทศไทยดำเนินการผลักดันบรรจุวัคซีน PCV มานานกว่า 9 ปี ผ่านกระบวนการพิจารณากว่า 17 ขั้นตอน แต่ยังคงวนเวียนอยู่กับการ “ศึกษานำร่อง” ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ได้บรรจุวัคซีนนี้ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติไปแล้ว ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศสุดท้ายในภูมิภาคที่ยังไม่ให้สิทธิเด็กอย่างถ้วนหน้า

นพ.ทวี ระบุว่า แนวคิดการนำร่องเพียงบางจังหวัดไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการ เนื่องจากความเสี่ยงของโรคมีเท่ากันในเด็กทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเด็กเล็ก พร้อมย้ำว่าการศึกษานำร่องเคยดำเนินการมาแล้วในจังหวัดมหาสารคาม และมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ในประเด็นงบประมาณ นพ.ทวี เห็นว่า วัคซีน PCV สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากเป็นการฉีดตามช่วงอายุเด็กที่ทยอยเกิด ไม่ได้ใช้งบประมาณทั้งหมดในคราวเดียว อีกทั้งราคาวัคซีนได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถต่อรองได้เพิ่มเติม หากรัฐตัดสินใจจัดซื้อในระดับประเทศ

“สิ่งที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แพทย์ แต่คือเด็กและครอบครัว เด็กจะไม่ต้องป่วยหนัก ไม่ต้องพิการ พ่อแม่ไม่ต้องแบกรับภาระดูแลตลอดชีวิต และระบบสาธารณสุขก็ลดภาระผู้ป่วยรุนแรง จึงขอให้เร่งผลักดันให้เด็กไทยได้รับวัคซีน PCV เร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองเด็กที่เกิดใหม่ราว 380,000 คนต่อปีอย่างเท่าเทียม”

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์

ชี้ ภาระโรค IPD สูงกว่ารายงานจริงหลายเท่า

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชี้แจงถึงความสับสนระหว่างคำว่า “โรค IPD” และ “วัคซีน PCV” โดยระบุว่า วัคซีน PCV มีเป้าหมายเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง หรือ Invasive Pneumococcal Disease (IPD) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตและพิการสูง แม้จำนวนผู้ป่วยจะไม่มากเมื่อเทียบกับโรคอื่น แต่ผลกระทบรุนแรงและยาวนาน

ศ.พญ.กุลกัญญา อธิบายว่า เชื้อนิวโมคอคคัสสามารถก่อโรคได้หลากหลาย ตั้งแต่โรคหูอักเสบ ไซนัสอักเสบ ไปจนถึงปอดอักเสบ แต่กลุ่มที่รุนแรงที่สุดคือ IPD ซึ่งเกิดเมื่อเชื้อจากลำคอเข้าสู่กระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยในประเทศไทยประเมินว่ามีผู้ป่วย IPD ไม่น้อยกว่า 500 รายต่อปี ขณะที่ตัวเลขรายงานในระบบของกรมควบคุมโรคมีเพียงประมาณ 170 ราย สะท้อนภาวะรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างน้อย 2–3 เท่า และอาจสูงถึง 10 เท่า เนื่องจากเชื้อชนิดนี้ตรวจพบได้ยาก

นอกจากนี้ วัคซีน PCV ยังช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งพบได้จำนวนมาก โดยคาดว่ามีผู้ป่วยเด็กต่ำกว่า 5 ปี มากกว่า 20,000 รายต่อปี และอาจสูงถึง 30,000–50,000 ราย แต่มีการรายงานเข้าสู่ระบบเพียงราว 7,000 รายต่อปี ผู้ป่วยจำนวนมากต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลและมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่โรคหูอักเสบและไซนัสอักเสบ ซึ่งไม่มีระบบรายงานอย่างเป็นทางการ คาดว่ามีผู้ป่วยไม่น้อยกว่า 30,000 รายต่อปี และอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านการได้ยินในระยะยาว

ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่า หากคำนวณค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ป่วยจากกลุ่มโรคดังกล่าว จะพบว่าภาระทางเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะโรค IPD ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อรายไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ขณะที่การประเมินของ สปสช.ที่อ้างอิงจากการเบิกจ่ายเพียงราว 2–3 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ป่วยเพียง 150 กว่าราย ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากผู้ป่วยบางรายเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายในระบบ หรือค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ตกอยู่กับครอบครัวและภาคเอกชน ซึ่งไม่ถูกนำมาคิดในการวิเคราะห์ความคุ้มค่า

“ความสูญเสียจากการเสียชีวิตหรือพิการของเด็ก 1 คน ซึ่งจะมีชีวิตต่อไปอีก 70–80 ปี ไม่สามารถประเมินค่าได้ หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 20–30 ล้านบาทต่อราย การคำนวณความคุ้มค่าโดยดูเฉพาะการเบิกจ่ายในระบบจึงไม่ถูกต้อง”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

สำหรับกรณีที่ สปสช.ชี้แจงว่า ได้รับงบประมาณ 225 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อวัคซีน PCV แต่ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมเด็กเกิดใหม่ทั้งประเทศราว 400,000 คนต่อปี 

ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่า งบประมาณ 225 ล้านบาทที่ สปสช. จัดสรรไว้สำหรับวัคซีน PCV หากคำนวณจากราคาวัคซีนปัจจุบันที่ประมาณ 200 บาทต่อเข็ม จะสามารถจัดซื้อวัคซีนให้เด็กได้มากกว่า 300,000 คนทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงแสนกว่าคนตามที่มีการประเมิน เนื่องจากในทางปฏิบัติยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ผู้ปกครองเลือกจ่ายเงินฉีดเอง ทำให้งบประมาณดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นค่าวัคซีนให้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ควรนำไปบวกต้นทุนด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ จนทำให้เข้าใจว่างบไม่เพียงพอ

ส่วนแนวคิดที่มองว่างบฯ ไม่พอจนต้องชะลอการดำเนินการ และลดเหลือเพียงการนำร่องในบางจังหวัด เป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเสนอว่าควรใช้หลัก “มีเท่าไหร่ ทำเท่านั้น” ใช้งบ 225 ล้านบาทให้เต็มที่เพื่อฉีดวัคซีนให้เด็กให้ได้มากที่สุดทั่วประเทศ หากปีแรกยังครอบคลุมไม่ครบ ก็สามารถตั้งงบฯ เพิ่มในปีถัดไปเพื่อชดเชยเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

พร้อมกันนี้เรียกร้องให้บอร์ด สปสช. ทบทวนมติเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเห็นว่าหากจะเรียกว่านำร่อง ก็ขอให้เป็น “การนำร่องทั้งประเทศ” เนื่องจากความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสเกิดขึ้นกับเด็กทุกจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะบางพื้นที่ และขอให้ยึดหลักว่างบที่จัดสรรเพื่อวัคซีนเด็ก ต้องนำมาใช้กับเด็กเท่านั้น ไม่ควรถูกดึงไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น

ศ.พญ.กุลกัญญา ยังย้ำว่า วัคซีน PCV เป็นวัคซีนที่ “คุ้มค่า” ทั้งในเชิงสุขภาพและเศรษฐศาสตร์ และไม่ควรถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าอีกต่อไป พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำ

“ขอเรียนถามเลยนะคะ ลูกหลานกรรมการ สปสช. ทุกท่านฉีดหมดแล้ว ลูกหลานท่านฉีดแล้ว ท่านไม่ให้ลูกชาวบ้านฉีดเหรอคะ น้อง ๆ นักข่าวทุกท่านที่มีลูกเล็ก ฉีดหรือยังคะ คุณหมอลูกฉีดไหม ลูกหลานดิฉันฉีดหมดทุกคน ลูกหลานหมอทุกคนฉีดหมดแล้ว ทำไมลูกชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ฉีดคะ กรรมการที่นั่งอยู่ใน ทุกคน ไปถามเลยค่ะ ลูกหลานท่านฉีดหมดแล้วค่ะ เพราะหมอเด็กต้องแนะนำทุกคนอยู่แล้ว อันนี้เป็นวัคซีนพื้นฐานเลย”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ

แพทย์เผยเคสเด็กป่วยวิกฤต–เสียชีวิตจาก IPD ตอกย้ำความจำเป็นวัคซีนถ้วนหน้า

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และโรคติดเชื้อจากหลายสถาบัน ออกมาเปิดเผยสถานการณ์จริงของเด็กที่ป่วยและเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ชี้เป็นความสูญเสียที่กระทบทั้งชีวิตครอบครัว ระบบสาธารณสุข และงบประมาณประเทศ พร้อมย้ำว่าวัคซีนมีความคุ้มค่าและควรเป็นสิทธิพื้นฐานของเด็กไทยทุกคน

รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่า ขณะนี้หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ของโรงพยาบาลกำลังดูแลเด็กอายุ 5 ปี ที่ป่วยหนักจากโรค IPD ทั้งที่เป็นเด็กแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แต่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว เด็กมีภาวะปอดอักเสบรุนแรงและหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และถูกส่งตัวมาจากจังหวัดระยอง

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล พบว่าเด็กมีภาวะล้มเหลวของหลายอวัยวะพร้อมกัน ทั้งปอด ตับ ไต และระบบเลือด ต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ รวมถึงเครื่องฟอกไตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรงพยาบาลขนาดเล็กในต่างจังหวัดไม่สามารถรองรับการรักษาระดับนี้ได้ โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาเพียง 9 วัน มีมูลค่าสูงกว่า 600,000 บาท แม้สิทธิการรักษาจะครอบคลุมประมาณ 390,000 บาท แต่ครอบครัวยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนต่างอีกกว่า 200,000 บาท ซึ่งเกินกำลังของผู้เป็นแม่

รศ.พญ.วนัทปรียา ระบุว่า นอกจากภาระด้านการเงิน ครอบครัวยังได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยโรงพยาบาลต้องจัดหาที่พักให้มารดาที่ไม่มีที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ พร้อมย้ำว่า แม้ทีมแพทย์จะดูแลอย่างเต็มศักยภาพ ก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าเด็กจะรอดชีวิต หรือหากรอด อาจต้องเผชิญความพิการถาวร ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ พร้อมประกาศสนับสนุนให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม

ขณะที่ นาวาอากาศตรี นพ.อรรถสิทธิ์ ดุลอำนวย แพทย์แผนกนิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เปิดเผยว่า ในแต่ละปีพบเด็กเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากเชื้อนิวโมคอคคัสอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเพิ่งชันสูตรศพเด็กอายุเพียง 7 เดือน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องอธิบายสาเหตุการเสียชีวิตให้พ่อแม่ฟัง ทั้งที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

เช่นกันกับ รศ.นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ผู้ป่วย IPD ส่วนใหญ่มักมีอาการรุนแรง เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบรุนแรง หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ต้องรักษาใน ICU และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง แม้รักษาเต็มที่แล้ว เด็กบางรายยังเสียชีวิต หรือมีภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

รศ.นพ.ชนเมธ ยังกล่าวในฐานะผู้ร่วมวิจัยด้านความคุ้มค่าของวัคซีนว่า จากการศึกษาตามมาตรฐานวิชาการและแนวทางองค์การอนามัยโลก พบว่า ด้วยราคาวัคซีนในปัจจุบัน การให้วัคซีน IPD ในบริบทประเทศไทยมีความคุ้มค่าอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการไม่ให้วัคซีน ทั้งในแง่การลดอัตราป่วย ภาวะแทรกซ้อน การเสียชีวิต และค่าใช้จ่ายในการรักษา พร้อมเชื่อมั่นว่า สปสช. สามารถบริหารจัดการ ต่อรองราคา และกระจายวัคซีนให้เด็กไทยได้รับอย่างทั่วถึงทั่วประเทศได้

กมธ.สาธารณสุข สว. เตรียมเชิญ สปสช. แจงงบฯ วัคซีนเด็ก

ทั้งนี้ นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยความคืบหน้าหลังได้รับหนังสือจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับข้อกังวลต่อมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ในการจัดบริการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) ว่า กรรมาธิการฯ เตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการ และจะเชิญ สปสช. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง

นพ.ประพนธ์ ระบุว่า ภายหลังรับเรื่องจากประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อกำหนดกรอบการพิจารณา ว่าจะพิจารณาในประเด็นใดและลึกเพียงใด ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับของรัฐสภา รวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการที่เพิ่งมีผลบังคับใช้

“เราจะเชิญหน่วยงานเจ้าของเรื่องอย่าง สปสช. รวมถึงหน่วยงานและองค์กรวิชาการที่ได้รับผลกระทบ เช่น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เข้ามาให้ข้อมูล เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบด้าน เบื้องต้นคาดว่าจะเชิญ สปสช. เข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุมในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 19”

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สปสช. ชี้แจงว่า วงเงินงบประมาณ 225 ล้านบาทที่จัดสรรไว้ อาจไม่เพียงพอในการให้บริการวัคซีนแก่เด็กเกิดใหม่ทั่วประเทศ นพ.ประพนธ์ มองว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การต่อรองราคาวัคซีน โดยในกระบวนการจัดซื้อมีแนวโน้มว่าราคาวัคซีนต่อเข็มอาจต่ำกว่า 200 บาท หากสามารถต่อรองได้

“ถ้าคิดคร่าว ๆ เด็กหนึ่งคนใช้วัคซีนประมาณ 3 เข็ม ก็จะอยู่ที่ราว 500 บาทต่อคน หากคูณกับเด็กเกิดใหม่ประมาณ 400,000 คน วงเงินก็จะอยู่ราว 200 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงบที่ตั้งไว้ ดังนั้นผมมองว่าวงเงินระดับนี้มีความเป็นไปได้ที่จะฉีดวัคซีนให้เด็กทุกคนในช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน”

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล

นพ.ประพนธ์ ยังระบุว่า หากในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ก็สามารถดำเนินการไปก่อน และเมื่อมีรัฐบาลใหม่สามารถพิจารณาของบกลางมาเพิ่มเติม เพื่อคลี่คลายข้อกังวลของกุมารแพทย์และเพิ่มการคุ้มครองเด็กไทยให้ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับข้อสังเกตที่ว่า ในช่วงแรกของมติบอร์ด สปสช. ยังไม่มีการชี้แจงเรื่องงบประมาณอย่างชัดเจน และเพิ่งมีการอ้างข้อจำกัดด้านงบหลังเกิดกระแสสังคม นพ.ประพนธ์ ระบุว่า การบริหารงบประมาณต้องยึดหลักธรรมาภิบาล ไม่ควรนำงบจากกองหนึ่งไปอุดหนุนอีกกองหนึ่งโดยไม่เหมาะสม

“งบฯ อะไรเป็นของใคร ก็ควรใช้กับเรื่องนั้น การไปบีบงบกองหนึ่งเพื่อไปใช้อีกกองหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งกรรมาธิการมีอนุกรรมาธิการด้านงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของ สปสช. ทำหน้าที่ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว หากเป็นโครงการที่หน่วยงานวิชาการยืนยันว่ามีประโยชน์ต่อเด็กไทย การเดินหน้าโครงการควรทำอย่างเต็มที่ และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ก็ยังมีช่องทางในการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล”

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล

ชี้มติบอร์ด สปสช. ปมวัคซีนเด็ก “ใช้ไม่ได้”

ขณะที่ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา แสดงความเห็นต่อมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เกี่ยวกับการจัดบริการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสในเด็ก โดยระบุว่า มติดังกล่าวไม่เหมาะสมและไม่ควรยึดถือ เนื่องจากมีข้อกังวลหลายประการ ทั้งกระบวนการพิจารณาและข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ

นพ.วีระพันธ์ ระบุด้วยว่า ประเด็นแรก คือ ในวันที่มีการประชุมบอร์ด สปสช. ไม่ปรากฏว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์หรือโรคติดเชื้อเข้าร่วมให้ข้อมูล แม้จะมีความพยายามเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าไปแล้วก็ตาม แต่มีข้อมูลว่าถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าร่วม ซึ่งตนไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับมา

ประเด็นที่สอง คือ แม้จะมีข้อมูลจาก HITAP หรือ โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program) ระบุว่าวัคซีนมีความคุ้มค่า แต่ผลสรุปในที่ประชุมกลับระบุว่า “ไม่คุ้มค่า” อีกทั้งยังมีรายงานว่า กรรมการบางรายที่แสดงความเห็นแย้งว่าการให้วัคซีนมีความคุ้มค่า ถูกปิดไมโครโฟนและเชิญออกจากห้องประชุม ซึ่งตนย้ำว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับมาและไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมด

นพ.วีระพันธ์ ยังตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า ข้อมูลตัวเลขที่ใช้ในการพิจารณามติในวันดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะตัวเลขผู้ป่วยที่ระบุว่ามีเพียง 153 รายต่อปี ขณะที่แพทย์ผู้รักษายืนยันตรงกันว่า เฉพาะตัวเลขที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ พบผู้ป่วยมากกว่า 7,000 รายต่อปี

“ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการไม่มีผู้เชี่ยวชาญร่วมพิจารณา ความขัดแย้งของข้อมูลด้านความคุ้มค่า และการใช้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง ผมจึงเห็นว่ามติบอร์ด สปสช. ในวันนั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

นพ.วีระพันธ์ ยังเรียกร้องให้บอร์ด สปสช. พิจารณาทบทวนมติดังกล่าวใหม่ โดยขอให้คำนึงถึงเด็กและครอบครัวที่ไม่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้ หากผู้ปกครองต้องจ่ายเอง จะมีราคาสูงถึงเข็มละประมาณ 2,800 บาท แต่หากรัฐจัดหา จะสามารถลดต้นทุนเหลือเพียงราว 200 บาทต่อเข็ม

“เด็กไทยเกิดน้อยลงทุกปี เด็กเหล่านี้คือกำลังของชาติ ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า โดยเฉลี่ยทุก 2 วันมีเด็กเสียชีวิต และทุก 4 วันมีเด็กพิการจากโรคนี้ หากยังปล่อยให้ล่าช้า เดือนหน้าเด็กจะเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 20 คน จึงขอให้ทุกฝ่ายลดทิฐิ เปิดใจร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อประโยชน์ของประเทศและอนาคตของเด็กไทย”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active