สปสช. ขอขยายเวลาจ้างผู้ดูแลผู้สูงอายุเพิ่มอีก 8,000 คน ถึง มิ.ย. 69 ย้ำ พิจารณาไม่ให้ซ้ำซ้อนนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ขณะที่ รมว.สธ. ชี้ อนาคตสุขภาพไทยต้องแก้เชิงโครงสร้าง ดูแลผู้สูงวัย เพิ่มคุณภาพเด็กเกิดใหม่ ควบคู่ลงทุนเทคโนโลยีการแพทย์
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีย์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าร่างประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสำหรับ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver หรือ CG) ซึ่งเป็นนโยบายช่วงที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.กระทรวงสาธารณสุข ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการขยายระยะเวลาใช้งบประมาณกลาง ซึ่งเดิมกำหนดสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยจะขยายออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569
นพ.จเด็จ ระบุว่า เป้าหมายการจ้างผู้ดูแลผู้สูงอายุอยู่ที่กว่า 18,000 คน ปัจจุบันจ้างไปแล้วประมาณ 10,000 คน ยังเหลืออีกเกือบ 8,000 คน จึงจำเป็นต้องขอความเห็นชอบเพื่อขยายระยะเวลาการจ้างงานให้สอดคล้องกับกรอบงบประมาณที่ขยายออกไป เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุในชุมชนดำเนินต่อเนื่องไม่สะดุด
เมื่อถามถึงนโยบายดังกล่าวจะซ้ำซ้อนกับนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ? เลขาฯ สปสช. บอกว่า จะนำทั้งสองแนวคิดมาพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบ หากพบส่วนที่ซ้ำซ้อนก็ต้องดูว่าเป็นความจำเป็นหรือไม่ และจะจัดกระบวนการบริหารจัดการไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น เพื่อให้ทรัพยากรภาครัฐถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ย้ำนโยบายสุขภาพมองระยะยาว
ส่วนกระแสความสนใจของภาคประชาสังคมเกี่ยวกับสถานชีวาภิบาลและนโยบาย ตายดี รวมถึงความกังวลว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้ว ทิศทางนโยบายอาจเปลี่ยนไปหรือไม่นั้น พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การตัดสินใจเรื่องตำแหน่งเป็นอำนาจของฝ่ายการเมือง แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร นโยบายด้านสุขภาพจำเป็นต้องเดินหน้าในระยะยาว
พัฒนา ยังระบุว่า ช่วง 4–5 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเน้นนโยบายระยะสั้นที่เห็นผลเร็ว แต่ในระยะต่อไปต้องขยับไปสู่นโยบายเชิงโครงสร้างมากขึ้น แก้ปัญหาเชิงระบบควบคู่กับการดูแลระยะสั้น
ในมิติประชากร รมว.สธ. บอกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพเด็กเกิดใหม่และการเพิ่มอัตราการเกิด ขณะเดียวกันต้องดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง และเป็น ทรัพย์สินของสังคม มากกว่าจะเป็นภาระ
เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างการเงินโรงพยาบาล
ในด้านการบริหารจัดการระบบสุขภาพ รมว.สาธารณสุข ยอมรับว่า มีโรงพยาบาลบางแห่งประสบปัญหาทางการเงิน แต่แนวทางต่อไปจะไม่มองเพียงการอุดช่องว่างระยะสั้น หากจะเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ การวิจัยด้านจีโนมิกส์ และการเข้าถึงวัคซีนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเพิ่มรายได้ให้โรงพยาบาลรัฐ โดยพยายามดึงเม็ดเงินจากระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ให้มาใช้บริการในโรงพยาบาลของรัฐมากขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนผู้มีประกันสุขภาพเอกชนที่ใช้บริการโรงพยาบาลรัฐมีเพียงร้อยละ 3–4 เท่านั้น หากเพิ่มสัดส่วนได้ จะช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณของโรงพยาบาล
“ทิศทางในอนาคตจะเป็นการผสานการแก้ปัญหาระยะสั้นกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและความท้าทายด้านสุขภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน”
พัฒนา พร้อมพัฒน์
