แพทย์เตือนภาวะสมองเสื่อมกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพ เหตุตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มตามสัดส่วนผู้สูงอายุของประเทศ ชี้จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายดูแลทั้งครอบครัวและชุมชน หวังลดภาระผู้ดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย
นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ The Active ว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 20-21 % ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้ภาวะโรคสมองเสื่อมเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข ซึ่งจากข้อมูลในปี 2567 พบผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมประมาณ 600,000 – 800,000 คน แต่ในความเป็นจริงตัวเลขอาจสูงถึง 1 ล้านคน
ผู้ป่วยสมองเสื่อมสามารถแบ่งระดับความรุนแรงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปานกลาง และรุนแรง ซึ่งในแต่ละระยะจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตแตกต่างกัน เช่น ระยะแรกอาจมีปัญหาการจดจำเล็กน้อย แต่เมื่ออาการมากขึ้นอาจลืมการรับประทานยา หรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
“ในระยะที่อาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจจำสิ่งต่าง ๆ ได้น้อยมาก หรือไม่สามารถใช้ชีวิตนอกบ้านได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด” นพ.อัครฐาน กล่าว
โดยทั่วไปผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างน้อยในอัตรา 1 ต่อ 1 ซึ่งทำให้เกิดภาระต่อครอบครัวเพิ่มขึ้น โดยผู้ดูแลอาจเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลมืออาชีพ (Caregiver)
นพ.อัครฐาน กล่าวว่า หากสังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการเตรียมระบบรองรับด้านผู้ดูแลและการสนับสนุนครอบครัว อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว
แนะสร้างกิจกรรม-เครือข่ายดูแล ลดภาระครอบครัว
นพ.อัครฐาน กล่าว่า การดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม จำเป็นต้องให้ความสำคัญทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดสวน วาดภาพ ดนตรีบำบัด หรือการทำกิจกรรมกลุ่มและจิตอาสา สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและปรับอารมณ์ของผู้สูงอายุได้
กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลด้านจิตใจ ซึ่งหากผู้สูงอายุยังสามารถทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยชะลอการเสื่อมของสมองเมื่ออายุมากขึ้น
สิ่งที่ผู้สูงอายุกังวลมากที่สุดคือความไม่มั่นคงทางจิตใจและความรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือเริ่มมีภาวะหลงลืม การอยู่ร่วมกับครอบครัวหรือสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับอารมณ์และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
“ผู้สูงอายุบางคนแม้จะมีอาการหลงลืม แต่หากยังสามารถควบคุมอารมณ์ได้ ก็จะไม่เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวมากนัก แต่หากมีพฤติกรรมก้าวร้าวบ่อยครั้ง ผู้ดูแลต้องช่วยกันหาวิธีดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม” นพ.อัครฐาน กล่าว
นอกจากนี้ เมื่ออายุมากขึ้น สมองจะประมวลผลข้อมูลและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ยากกว่าเดิม จึงทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนเกิดความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า หากไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้
เขากล่าวว่า การจัดกิจกรรมบำบัด เช่น การจัดสวนหรือกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมได้ดีขึ้น ถือเป็นแนวทางเบื้องต้นในการดูแลสุขภาวะทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์
เปิดพื้นที่เรียนรู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม
ด้าน พญ.บุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กล่าวว่า สถาบันได้จัดกิจกรรม “Care Bloom ปลูกใจ ดูแลห่วงใยกลุ่มสมองเสื่อม ไม่ปล่อยใครไว้ข้างหลัง” เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม
พญ.บุษกร กล่าวว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ขณะที่อายุเฉลี่ยของประชาชนยืนยาวขึ้น การดูแลผู้สูงอายุจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และภาคประชาสังคม
“กิจกรรมดังกล่าว เป็นพื้นที่ให้ผู้ดูแล ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง เพื่อให้ครอบครัวรู้สึกว่าไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง และผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมก็ไม่ถูกตีตราในสังคม” พญ.บุษกร กล่าว
นอกจากนี้ แนวทางการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมไม่ได้จำกัดเพียงการใช้ยาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมบำบัดและการใช้ธรรมชาติบำบัด ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้
ภายในกิจกรรมมีการจัดเวิร์กช็อปและการฝึกปฏิบัติหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน
เชื่อมระบบดูแลผ่านชุมชน
พญ.บุษกร กล่าวว่า สถาบันไม่ได้ต้องการให้ผู้สูงอายุทุกคนต้องเดินทางมารับบริการที่สถาบันแห่งนี้เท่านั้น แต่ต้องการพัฒนารูปแบบการดูแลต้นแบบ เพื่อนำไปขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ
ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยมีเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งสามารถช่วยคัดกรองผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมได้ในระดับชุมชน
หลังการคัดกรอง หากพบความเสี่ยง ผู้สูงอายุจะถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก่อนเชื่อมต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและรักษา
“โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลทั่วไปสามารถดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมได้ โดยมีระบบเชื่อมโยงกับเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่” พญ.บุษกร กล่าว
พญ.บุษกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตรูปแบบครอบครัวไทยจะมีขนาดเล็กลง ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจต้องเผชิญกับการใช้ชีวิตลำพัง ดังนั้น การสร้าง “ชุมชนกรุณา” ที่ผู้คนมีความเข้าใจและช่วยดูแลกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรองรับสังคมสูงวัย
“การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างสังคมที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีคุณค่า และไม่ถูกทอดทิ้ง” พญ.บุษกร กล่าว
