หวั่นวิกฤตกำลังคนสุขภาพ กระทบดูแลประคับประคอง เสนอ Care coordinator เชื่อมบริการสุขภาพชุมชน

Peaceful Death เรียกร้อง รมว.สธ. เร่งปฏิรูประบบ Long-term care รับสังคมสูงวัย ห่วงผู้ป่วยเรื้อรังเข้าถึงยาลำบาก ต้นทุนเดินทางเพิ่ม เร่งมาตรการรองรับผลกระทบวิกฤตพลังงาน ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังไม่สะดุด ด้าน ‘พัฒนา’ ยันงบฯ Long-term Care ยังเพียงพอ เดินหน้าจ้าง Care Giver ต่อถึง ก.ย.นี้ ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงกว่า 5 แสนคน

วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพ เสนอข้อเรียกร้องถึง พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เร่งดำเนินมาตรการเชิงระบบเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังกระทบต่อผู้ป่วยและระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง

ห่วงผู้ป่วยเรื้อรังเข้าถึงยาลำบาก ต้นทุนเดินทางเพิ่ม

วรรณา ระบุว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต เนื่องจากบางพื้นที่เริ่มจำกัดการจ่ายยาเหลือเพียงระยะเวลาสั้นลง ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าเดินทางและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death

“เมื่อผู้ป่วยต้องไปโรงพยาบาลถี่ขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น และอาจทำให้บางคนขาดโอกาสรับการรักษาต่อเนื่อง หรือควบคุมอาการได้ไม่ดี”

วรรณา จารุสมบูรณ์

วรรณา ยังเห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขควรกำหนดมาตรการกลางที่ชัดเจน เช่น การจัดระบบส่งยาถึงบ้าน การใช้บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) หรือการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจัดบริการรับส่งผู้ป่วย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและป้องกันการขาดยา

ชี้กลุ่มเปราะบางเสี่ยงได้รับผลกระทบหนัก เสนอเพิ่มมาตรการสวัสดิการ

นอกจากผลกระทบต่อผู้ป่วย วิกฤตพลังงานยังส่งผลต่อครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยพึ่งพิง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย หรือผู้ที่อยู่ลำพัง ซึ่งมีความเปราะบางต่อภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการด้านสวัสดิการที่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางมากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อ อาจทำให้ครัวเรือนไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อย่างเพียงพอในระยะยาว

เตือนวิกฤตกำลังคนสุขภาพ กระทบการดูแลประคับประคอง

วรรณา ยังสะท้อนปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในระบบสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะงานดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ที่หลายพื้นที่ยังไม่มีบุคลากรประจำ ทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายเข้าไม่ถึงบริการอย่างเหมาะสม

“ภาระงานที่หนักและขวัญกำลังใจที่ลดลง ส่งผลให้บุคลากรบางส่วนลาออก หรือเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน หากไม่เร่งแก้ปัญหา อาจทำให้ระบบดูแลผู้ป่วยระยะยาวอ่อนแอลง”

วรรณา จารุสมบูรณ์

เสนอปฏิรูปกองทุน Long-term care รองรับสังคมสูงวัย

วรรณา เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลระยะยาว (Long-term care) ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทสังคมสูงวัย ซึ่งมีจำนวนผู้ที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องเพิ่มขึ้นทุกปี

ปัจจุบันงบประมาณสนับสนุนการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงยังมีข้อจำกัด และอาจไม่เพียงพอในระยะยาว จึงควรพิจารณาทางเลือกเชิงนโยบาย เช่น การพัฒนากองทุนเฉพาะด้าน หรือการออกแบบระบบประกันการดูแลระยะยาวที่มีส่วนร่วมจากรัฐ เอกชน และประชาชน

เสนอควบคุมราคายา–บูรณาการบทบาทท้องถิ่น

วรรณา ยังเสนอให้รัฐติดตามสถานการณ์ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการควบคุมราคาในกรณีที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ป่วย

ขณะเดียวกัน เห็นว่าการแก้ปัญหาสุขภาพในปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งควรได้รับความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบมากขึ้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการบริการสุขภาพในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชน

เสนอพัฒนา Care coordinator เชื่อมบริการสุขภาพระดับชุมชน

วรรณา ยังเสนอให้พัฒนาบทบาท บุคลากรประสานการดูแลในชุมชน (care coordinator) เพื่อเชื่อมโยงผู้ป่วย ครอบครัว หน่วยบริการสุขภาพ และทรัพยากรในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยพึ่งพิง ซึ่งมักประสบปัญหาเข้าถึงบริการ

“การมีผู้ประสานงานในชุมชน จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่หลุดจากระบบ และสามารถเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมได้ต่อเนื่อง”

วรรณา จารุสมบูรณ์

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมเห็นว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจำเป็นต้องมองเชิงระบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างบริการ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ซึ่งต้องการนโยบายระยะสั้น กลาง และยาว ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

รมว.สธ. ยืนยันงบฯ Long-term Care ยังเพียงพอ

เมื่อไปถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ยืนยันความต่อเนื่องของระบบดูแลระยะยาว (Long-Term Care : LTC) สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยเฉพาะการจ้างผู้ดูแล (Care Giver : CG) ซึ่งยังสามารถดำเนินการต่อได้ หลังมีความกังวลจากภาคประชาชนและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ว่าระบบอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข

พัฒนา ระบุว่า งบประมาณสำหรับการจ้าง Care Giver ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ยังมีเพียงพอ โดยส่วนหนึ่งเป็นงบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำมาใช้สนับสนุนการจ้างงานในระบบดูแลระยะยาว ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาการใช้งบออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

ปัจจุบันมีผู้ติดบ้านติดเตียงที่อยู่ในระบบ Long Term Care มากกว่า 500,000 คน ซึ่งยังคงได้รับการดูแลตามสิทธิอย่างครบถ้วน โดยการบริหารงบประมาณในปีงบประมาณนี้ มีการนำงบส่วนที่เหลือจากปีก่อนหน้ามาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับการจ้าง Care Giver อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หน่วยงานได้ประเมินแนวโน้มการใช้งบประมาณล่วงหน้าในช่วง 6 เดือนข้างหน้าแล้ว โดยคาดว่ายังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้กำหนดให้มีการติดตามสถานการณ์การใช้จ่ายทุก 3 เดือน เพื่อประเมินความเพียงพอของงบประมาณอย่างรอบคอบ

สำหรับงบประมาณ Long-term Care เป็นคนละส่วนกับงบที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริหารจัดการ ซึ่งในบางพื้นที่มีข้อจำกัดด้านการเบิกจ่าย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ยังมีงบคงค้างอยู่จำนวนหนึ่ง และคาดว่าหากสามารถเร่งรัดการใช้งบดังกล่าวได้ จะช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

ขณะที่งบประมาณที่จัดสรรให้กับหน่วยบริการ เช่น สถานีบริบาลผู้สูงอายุ ก็เป็นงบในหมวด Long-term Care ที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อรองรับการขยายบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน

ขณะที่ สปสช. ย้ำว่า ระบบ Long-term Care ยังเดินหน้าต่อได้ โดยมีการบริหารงบประมาณอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และลดความกังวลของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เกี่ยวกับความมั่นคงของระบบในระยะต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active