เปิดแนวทางจัดเวร Day–Night 12 ชั่วโมง ลดการส่งเวรเหลือวันละ 2 รอบ ชี้ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องการดูแลผู้ป่วย และลดความเหนื่อยล้าพยาบาล ระบุค่าเวร–OT ไม่ลด บางกรณีรายได้อาจเพิ่มเล็กน้อย ย้ำยังไม่บังคับ เปิดทางหน่วยบริการทดลองปรับใช้ตามบริบทของแต่ละโรงพยาบาล ขณะที่เสียงสะท้อนพยาบาลหน้างาน หวั่นจัดเวรตามเกณฑ์ใหม่ทำได้ยาก เหตุขาดกำลังคน
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 69 พลตรีหญิง สว่างจิตต์ กาญจนะโกมล กรรมการสภาการพยาบาลฝ่ายประชาสัมพันธ์ ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงแนวทางการจัดตารางเวรพยาบาลแบบ 12 ชั่วโมง หลังราชกิจจานุเบกษา ประกาศสภาการพยาบาลปรับชั่วโมงการทำงานของพยาบาล ให้ไม่เกิน 12 ชม. มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยอาจารย์บอกว่ายังไม่บังคับ แต่อยากให้ลองจัดเวรใหม่แบบ 12 ชม.กันดูก่อน
เนื่องจากรูปแบบการจัดเวลาการทำงานที่ถูกนำมาศึกษาและทดลองใช้ในบางหน่วยบริการ พบว่า แนวทางดังกล่าวลดปัญหาความเหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยด้วย นอกจากนี้ การปรับใช้รูปแบบดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวทางที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานทดลองดำเนินการตามความเหมาะสม เนื่องจากแต่ละโรงพยาบาลมีบริบทการทำงานและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

พลตรีหญิง สว่างจิตต์ อธิบายว่า การจัดเวรพยาบาลแบบ 12 ชั่วโมงโดยทั่วไปจะจัดเป็น เวรกลางวัน (Day) และเวรกลางคืน (Night) ตัวอย่างเช่น
- เวร Day : 08.00 – 20.00 น.
- เวร Night : 20.00 – 08.00 น.
รูปแบบนี้ต่างจากระบบเวรแบบเดิมที่ใช้กันแพร่หลาย คือ เวร 8 ชั่วโมง (เช้า–บ่าย–ดึก) ซึ่งต้องมีการส่งเวร 3 รอบต่อวัน
“ถ้าเป็นเวร 8 ชั่วโมง เราจะต้องมีการส่งเวรเช้า บ่าย และดึก ทำให้มีการส่งเวรหลายครั้ง แต่ถ้าเป็นเวร 12 ชั่วโมงจะเหลือเพียง Day กับ Night เท่านั้น ทำให้การส่งเวรเกิดขึ้นน้อยลง และช่วยลดภาระบางส่วนในการทำงาน” พลตรีหญิง สว่างจิตต์ กล่าว
ลดการส่งเวร เพิ่มความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย
กรรมการสภาการพยาบาลฝ่ายประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า หนึ่งในข้อดีของการจัดเวร 12 ชั่วโมง คือช่วยเพิ่มความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยในระบบเวร 8 ชั่วโมง การดูแลผู้ป่วยหนึ่งรายอาจต้องผ่านพยาบาล 3 คนภายในหนึ่งวัน เนื่องจากมีการเปลี่ยนเวรเช้า บ่าย และดึก แต่หากเป็นระบบ 12 ชั่วโมง จะเหลือเพียง พยาบาล 2 คนต่อวัน ที่ดูแลผู้ป่วยและส่งต่อข้อมูลระหว่างกัน ทำให้การดูแลผู้ป่วยมีความต่อเนื่องมากขึ้น
“เมื่อการส่งเวรลดลง การสื่อสารเกี่ยวกับผู้ป่วยก็จะต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เธอกล่าว

ช่วยเพิ่มเวลาพักผ่อน ลดปัญหานอนไม่พอ
อีกประเด็นสำคัญคือคุณภาพชีวิตของพยาบาล โดย พลตรีหญิง สว่างจิตต์ ระบุว่า การจัดเวรแบบเดิมบางครั้งทำให้พยาบาลต้องทำงานต่อเนื่องหลายเวร เช่น เช้า–บ่าย หรือเช้า–ดึก ซึ่งอาจรวมเวลาทำงานยาวถึง 16 ชั่วโมง
ขณะที่ช่วงเวลาพักผ่อนจริงอาจเหลือน้อย เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทาง รับ–ส่งเวร หรือเตรียมตัวเข้าทำงานรอบถัดไป ในทางตรงกันข้าม ระบบเวร 12 ชั่วโมงทำให้พยาบาลทำงานต่อเนื่องเพียงหนึ่งเวรยาว และสามารถกลับไปพักผ่อนได้ทันที เช่น
- ลงเวร Day เวลา 20.00 น.
- กลับไปพักผ่อน และมีเวลานอนต่อเนื่องยาวขึ้น
นอกจากนี้ การเดินทางไป–กลับที่พักยังอยู่ในช่วงเวลาที่ปลอดภัยมากกว่าการขึ้นเวรดึกในช่วงเที่ยงคืนเหมือนระบบเวรเดิม
ลดการใช้กำลังคนได้ราว 24% ค่าเวรและ OT ไม่ลดลง
พลตรีหญิง สว่างจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษารูปแบบการจัดเวร 12 ชั่วโมง พบว่า ในบางกรณีสามารถช่วยลดจำนวนพยาบาลที่ต้องใช้ในการจัดเวรได้ประมาณ ร้อยละ 24 เนื่องจากระบบเวร 12 ชั่วโมงใช้เพียง 2 เวรต่อวัน (Day–Night) ขณะที่ระบบเวร 8 ชั่วโมงต้องใช้ 3 เวรต่อวัน (เช้า–บ่าย–ดึก)
อย่างไรก็ตาม การลดจำนวนเวรไม่ได้หมายความว่าต้องลดบุคลากร แต่เป็นการปรับตารางการทำงานให้ใช้กำลังคนที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในประเด็นเรื่องรายได้ของพยาบาล พลตรีหญิง สว่างจิตต์ ระบุว่า จากการคำนวณตามรูปแบบการจัดเวรที่มีการศึกษา พบว่า ค่าเวรและค่าตอบแทนไม่ได้ลดลง บางกรณีอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณหลัก 300 บาทต่อเดือน เนื่องจากระบบเวร 12 ชั่วโมงมีช่วงเวลาที่นับเป็นเวรบ่ายหรือเวรดึก ซึ่งยังได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบเหมือนเดิม
ย้ำ “ยังไม่บังคับ” เปิดทางหน่วยงานทดลองใช้
กรรมการสภาการพยาบาลฝ่ายประชาสัมพันธ์ ย้ำว่า แม้จะมีการประกาศแนวทางเรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลออกมาแล้ว แต่ สภาการพยาบาลยังไม่ได้บังคับให้ทุกหน่วยงานต้องปรับเป็นเวร 12 ชั่วโมงทันที
โดยต้องการให้หน่วยงานต่าง ๆ ทดลองปรับใช้ตามความเหมาะสมของบริบทงานก่อน พร้อมทั้งติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
“อยากให้น้อง ๆ พยาบาลลองจัดตารางเวรในรูปแบบนี้ดูในบางหน่วยงานก่อน หากพบปัญหาหรือข้อจำกัด สภาการพยาบาลก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงแนวทางต่อไป” พลตรีหญิง สว่างจิตต์ กล่าว
เดินหน้าผลิตพยาบาลเพิ่ม ควบคู่ผลักดันค่าตอบแทน
สำหรับปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ พลตรีหญิง สว่างจิตต์ ระบุว่า สภาการพยาบาลตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และมีการดำเนินมาตรการเพิ่มกำลังผลิตพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนบุคลากรต้องคำนึงถึงคุณภาพของการผลิตด้วย เนื่องจากการผลิตพยาบาลหนึ่งคนต้องใช้ทั้งบุคลากรด้านการศึกษา อาจารย์พยาบาล และทรัพยากรด้านการเรียนการสอนที่เพียงพอ
ขณะเดียวกัน สภาการพยาบาลยังคงผลักดันข้อเสนอเรื่อง ค่าตอบแทน สวัสดิการ และความมั่นคงในการจ้างงาน เพื่อจูงใจให้พยาบาลอยู่ในระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป
ย้ำสภาการพยาบาลพร้อมรับฟังเสียงพยาบาลทั่วประเทศ
พลตรีหญิง สว่างจิตต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สภาการพยาบาลเข้าใจถึงความกังวลของพยาบาลจำนวนมากที่กำลังติดตามแนวทางการปรับชั่วโมงการทำงาน และยืนยันว่าองค์กรพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทั่วประเทศ
“สภาการพยาบาลไม่ได้ทอดทิ้งพยาบาล เราต้องการให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะเดินหน้าศึกษาแนวทางต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อพยาบาลและต่อระบบบริการสุขภาพของประชาชน” เธอกล่าว
เสียงสะท้อนพยาบาลหน้างาน หวั่นจัดเวรตามเกณฑ์ใหม่ทำได้ยาก
The Active ฟังเสียงสะท้อนจากพยาบาลในพื้นที่ถึงความเป็นไปได้ในการปรับตารางเวร อย่างที่ประกาศออกมาในราชกิจจานุเบกษานั้น พยาบาลคนหนึ่งบอกว่า หลายโรงพยาบาลยังไม่ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการถึงแนวทางปรับตารางเวร เนื่องจากปัญหาหลักคือ “อัตรากำลังไม่เพียงพอ”
พยาบาลคนนี้ ยกตัวอย่างว่า ในบางโรงพยาบาลมีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะเกือบทุกแห่งกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนพยาบาลอย่างหนัก
“ตอนนี้พยาบาลขาดเกือบทุกที่ อัตรากำลังไม่พอจริง ๆ จึงยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะจัดเวรตามรูปแบบใหม่อย่างไร” พี่พยาบาลรายนี้กล่าว
หากต้องจัดเวรตามแนวทางการทำงานแบบ 12 ชั่วโมง อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของบุคลากรจำนวนมาก เนื่องจากรูปแบบเวรลักษณะนี้ทำให้รบกวนนาฬิกาชีวิต และทำให้เวลาพักผ่อนลดลง
“เวร 12 ชั่วโมงจริง ๆ ทำให้แทบไม่ได้กลับบ้านหรือใช้ชีวิตตามปกติ หลายคนจึงไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าชีวิตการทำงานลำบากขึ้นกว่าเดิม”
ดังนั้นในทางปฏิบัติ แม้ประกาศจะมีผลแล้ว แต่หลายหน่วยบริการอาจยังคงจัดตารางเวรแบบเดิมไปก่อน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทันทีอาจทำได้ยากจากข้อจำกัดด้านบุคลากร
พยาบาลบางส่วนมองว่าประกาศดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเกณฑ์จำกัดชั่วโมงการทำงานของหมอ ที่แม้จะมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ว่าห้ามอยู่เวรเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่การปฏิบัติจริงยังต้องปรับตามสถานการณ์ของหน่วยบริการ
สะท้อนความต่างของระบบสุขภาพไทย
พยาบาลรายนี้ยังสะท้อนว่า การนำรูปแบบการจัดเวรจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบ อาจไม่สอดคล้องกับบริบทระบบสุขภาพของไทย เนื่องจากประเทศไทยมีการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
“ต่างประเทศกว่าจะพบแพทย์เฉพาะทางต้องรอคิวนาน แต่ประเทศไทยเข้าถึงบริการได้ง่ายมาก คนไข้จึงมารับบริการจำนวนมาก ทำให้ภาระงานของบุคลากรสูงกว่าหลายประเทศ” พยาบาลรายนี้กล่าว
หวั่นอนาคตขาดแคลนพยาบาลหนักขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ระบบสาธารณสุขอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนพยาบาลมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรจำนวนมากกำลังทยอยเกษียณอายุ ขณะที่อัตราการลาออกจากระบบก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
“อีก 2–3 ปีข้างหน้า พยาบาลรุ่นใหญ่จะเกษียณจำนวนมาก หากไม่มีการเติมกำลังคน ระบบอาจยิ่งตึงตัวมากกว่าเดิม” พยาบาลรายนี้กล่าว และย้ำว่าแม้ประกาศใหม่จะมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ในทางปฏิบัติยังต้องพิจารณาความพร้อมของกำลังคนในระบบควบคู่กันไปด้วย
ขณะที่ พยาบาลอีกรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวควรมองในเชิงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการ “คุ้มครองทั้งพยาบาลและผู้ป่วย” มากกว่าการตีความตามตัวอักษร โดยระบุว่า ประกาศไม่ได้บังคับให้พยาบาลต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง แต่ยังคงยึดหลักการทำงานปกติ 8 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเวลาที่เกินอาจเป็นการทำงานล่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการแก้ไขคือปัญหาการ “ควงเวรยาว” หรือการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การอยู่เวร 16 ชั่วโมง หรือการทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งเกิดขึ้นในบางหน่วยบริการเมื่อบุคลากรไม่เพียงพอ
ย้ำไม่ให้ทำงานต่อเนื่องยาวเกินเกณฑ์
เธอบอกว่า ก่อนหน้านี้มีกรณีสังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับภาระงานหนักของพยาบาล จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมาพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดเวรใหม่ โดยต้องการป้องกันไม่ให้เกิดการทำงานต่อเนื่องยาวเกินไป เช่น การอยู่เวรยาว 16 ชั่วโมงติดกัน
“เจตนารมณ์ของกฎหมายคือไม่ต้องการให้พยาบาลต้องควงเวร หรืออยู่เวรยาวเพื่อรอทำหัตถการหรือผ่าตัด เพราะไม่มีคนมาทดแทน ซึ่งอาจกระทบทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วยและตัวพยาบาลเอง”
ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ หากตีความตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด อาจทำให้หลายโรงพยาบาลต้องปรับการจัดตารางเวรใหม่ เนื่องจากรูปแบบการทำงานแบบ “8-8” หรือการทำงานต่อเนื่องยาวในบางหน่วยงานอาจไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่
อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า ในระยะเริ่มต้นอาจยังต้องใช้แนวทางแบบ “ไฮบริด” หรือปรับตัวตามความเหมาะสมของแต่ละหน่วยบริการ เนื่องจากสถานการณ์บุคลากรพยาบาลยังคงตึงตัว โดยมีข้อมูลว่าพยาบาลเกษียณอายุปีละเกือบ 4,000 คน ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่ยังขาดแคลนกำลังคน
ชี้มาตรการสะท้อนปัญหากำลังคนระยะยาว
พยาบาลคนนี้มองว่า การกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานครั้งนี้ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำลังคนด้านการพยาบาล หากหน่วยบริการไม่สามารถจัดเวรตามเกณฑ์ได้ ก็จะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าบุคลากรไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่การวางแผนเพิ่มกำลังคนในระยะยาว
“ถ้าทำตามเกณฑ์แล้วพบว่าคนไม่พอ อย่างน้อยก็จะทำให้เห็นปัญหาชัดขึ้น และสามารถนำไปสู่การเติมบุคลากรในระบบได้” เธอกล่าว
