ด้าน ปธ.เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ชี้ ประเด็นกัญชาไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนของประเทศ ห่วงนโยบายซ้ำเดิม ฉุดผู้ประกอบการถอยสู่ตลาดใต้ดิน ห่วงประเด็นสิทธิผู้ป่วย กรณีแบบฟอร์ม “ภท.33” ใบส่งจ่ายสมุนไพร กัญชา
หลังจากที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันรัฐบาลเดินหน้านโยบาย “กัญชาทางการแพทย์” โดยเตรียม ปรับร้านจำหน่ายกัญชาให้เป็น “สถานพยาบาล” ภายใน ระยะเปลี่ยนผ่าน 3 ปี (2569–2571) พร้อมยกระดับการควบคุมการปลูก สกัด และการใช้กัญชาให้เข้มงวดมากขึ้น
และล่าสุด วันนี้ (2 เม.ย. 69) กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพิ่มอำนาจควบคุมกัญชาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2569 เพื่อ คุมเข้มการใช้กัญชาทางการแพทย์ และจำกัดการใช้เชิงสันทนาการ
โดยทั้ง 2 มาตรการเป็นการ ปิดช่องทางกัญชาเชิงสันทนาการ และเพิ่มความเข้มงวดต่อร้านค้าที่ไม่ได้อยู่ในระบบกฎหมาย โดยคาดว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องจะทำให้ การจำหน่ายนอกกรอบทางการแพทย์ลดลงภายใน 3 ปี
ด้าน ช่อขวัญ ช่อผกา ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงทิศทางนโยบายกัญชาของภาครัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การหยิบประเด็นกัญชาขึ้นมาเคลื่อนไหวในเวลานี้ อาจสะท้อนภาพเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เร่งด่วนของประเทศ

เธอมองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากสถานการณ์โลก ราคาพลังงาน และแนวโน้มราคายาที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการขาดแคลนยา ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบประชาชนในวงกว้างมากกว่า ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของจังหวะเวลาที่รัฐให้ความสำคัญกับกัญชา
“เรารู้สึกว่ามีเรื่องที่สำคัญกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม ราคาน้ำมัน หรือความเสี่ยงที่ยาจะขาดสต๊อก ซึ่งกระทบคนจำนวนมากมากกว่าประเด็นกัญชาในเวลานี้”
ช่อขวัญ ช่อผกา
ชี้ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย กระทบผู้ประกอบการจำนวนมาก
ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ระบุว่า ความไม่ชัดเจนของทิศทางกฎหมายตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องยุติกิจการ หรือปรับตัวเข้าสู่ตลาดนอกระบบ
โดยประเมินว่า ร้านค้ากัญชาที่เคยดำเนินการอย่างเปิดเผยจำนวนไม่น้อยหายไปจากตลาด โดยบางส่วนเลือกหยุดกิจการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งปรับตัวสู่รูปแบบการปลูกหรือจำหน่ายในวงจำกัด
“ร้านค้าหายไปเยอะมาก เพราะผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งกลับไปอยู่ในระบบใต้ดิน ซึ่งบางครั้งไม่ได้หมายถึงธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เป็นการปลูกใช้เองในครัวเรือน หรือแบ่งปันกันในชุมชน”
ช่อขวัญ ช่อผกา
ในมุมมองของ ช่อขวัญ ยังเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัว ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตกัญชาปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ยังเป็นสินค้าผิดกฎหมาย
“ในอดีตราคากัญชาสูงมาก แต่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือประมาณกิโลกรัมละ 7,500 บาท ทำให้กำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจึงเปลี่ยนอาชีพ หรือหันกลับไปทำงานประจำ”
ช่อขวัญ ช่อผกา
เธอยังเปรียบเทียบสถานการณ์ธุรกิจกัญชาในปัจจุบันว่าใกล้เคียงกับกิจการขนาดเล็ก เช่น ร้านกาแฟครอบครัว ที่อาจมีรายได้ไม่สูง แต่ยังพอเลี้ยงตัวได้ หากสามารถควบคุมต้นทุน

มองนโยบาย “สถานพยาบาล” ไม่ใช่สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
ช่อขวัญ ยังเห็นว่า ประเด็นการกำหนดให้กัญชาอยู่ภายใต้กรอบสถานพยาบาล ไม่ใช่สาระสำคัญที่สุดของการกำกับดูแล เพราะในทางปฏิบัติยังมีตัวเลือกอื่น เช่น การกำกับในฐานะสมุนไพรควบคุม ซึ่งเป็นรูปแบบใบอนุญาตที่มีใช้อยู่แล้ว
เธอระบุว่า ข้อเสนอหลายประเด็นยังคงอยู่ในขั้นตอนกระบวนการพิจารณา และยังไม่มีรายละเอียดใหม่ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ
“จริง ๆ แล้วหลายเรื่องไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถูกนำเสนอเหมือนมีความเคลื่อนไหวใหม่ ทั้งที่ใบอนุญาตสมุนไพรควบคุมก็ยังดำเนินการได้เหมือนเดิม”
ช่อขวัญ ช่อผกา
ขณะเดียวกัน ช่อขวัญ ยังมองว่า นโยบายที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสารสกัดและการส่งออก อาจเป็นประเด็นที่รัฐให้ความสำคัญมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างตลาดในระยะยาว
ห่วงประเด็นสิทธิผู้ป่วย กรณีแบบฟอร์ม “ภท.33”
อีกหนึ่งประเด็นที่เครือข่ายให้ความสำคัญ คือ แบบฟอร์ม “ภท.33” หรือ ใบสั่งจ่ายสมุนไพร กัญชา ที่เกี่ยวข้องกับการรับรองการใช้กัญชาทางการแพทย์ ซึ่งช่อขวัญมองว่าอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
เธอตั้งข้อสังเกตว่า แบบฟอร์มดังกล่าวระบุข้อมูลโรคของผู้ป่วยอย่างละเอียด และผู้ใช้ต้องนำเอกสารไปแสดงต่อร้านจำหน่ายกัญชา ซึ่งอาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น
“ข้อมูลสุขภาพเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล การที่ผู้ป่วยต้องเปิดเผยโรคกับร้านค้า อาจกระทบความเป็นส่วนตัวและไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิผู้บริโภค”
ช่อขวัญ ช่อผกา
อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า บางข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ เช่น ประเด็นมาตรฐานการเพาะปลูกและการตรวจสอบคุณภาพ ได้รับการผ่อนคลายมากขึ้น โดยเปิดทางให้ใช้วิธีตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์แทนการขอใบรับรองมาตรฐานที่มีต้นทุนสูง
ชี้กัญชายังอยู่ในกระบวนการนโยบาย ระบุควรให้ความสำคัญประเด็นอื่นเร่งด่วนกว่า
ช่อขวัญ เชื่อว่า แม้กฎหมายกัญชาจะยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา และอาจมีการปรับเปลี่ยนตามขั้นตอนของระบบราชการ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ในภาพรวมสถานการณ์ยังคง “ใกล้เคียงเดิม”
เธอจึงเสนอว่า ภาครัฐควรจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย โดยพิจารณาประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างก่อน เช่นเรื่องวิกฤตราคาพลังงาน ที่จะกระทบโรงพยาบาล
“เรายังมองว่ามีเรื่องอื่นที่ควรเร่งผลักดันมากกว่าในเวลานี้ ส่วนกัญชาก็ยังอยู่ในกระบวนการตามปกติ และไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างมีนัยสำคัญ”
ช่อขวัญ ช่อผกา

สธ.กำหนด 3 แนวทางหลักคุม “กัญชา”
- เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ปกครอง ให้ร่วมบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยฯ
- ยกระดับร้านกัญชาเป็นสถานพยาบาล โดยต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ หรือแพทย์แผนไทย และให้เวลา 3 ปีในการปรับตัว
- ผลักดันกัญชาเป็น New S-Curve มุ่งสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลิตสารสกัดและการส่งออก
ปัจจุบันมีร้านกัญชาจดทะเบียนราว 11,000 แห่ง โดยใบอนุญาตจะทยอยหมดอายุปีละประมาณ 30–40% ส่งผลให้จำนวนร้านมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ประเมินว่า อาจเหลือร้านที่สามารถปรับเป็นสถานพยาบาลราว 15% หรือประมาณ 3,000 แห่ง แต่ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ สธ.เตรียมจัดทำ Mapping แผนที่ร้านกัญชาถูกกฎหมาย พร้อมติด สติ๊กเกอร์แสดงสถานะใบอนุญาต เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ง่าย รวมถึงพัฒนา ระบบอบรม E-learningสำหรับผู้ประกอบการ
ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลมุ่งส่งเสริม การสกัดกัญชามูลค่าสูง เพื่อนำไปใช้ในยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยพร้อมสนับสนุนผู้ปลูกและโรงสกัดที่ได้มาตรฐาน เพื่อใช้ในประเทศและส่งออกในอนาคต
นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุว่า มีการยกระดับ คุมเข้มการใช้กัญชาทางการแพทย์ และจำกัดการใช้เชิงสันทนาการ โดยการประกาศ ขยายอำนาจเจ้าหน้าที่จากเดิมที่มีเฉพาะบุคลากรสาธารณสุขและตำรวจ ให้ครอบคลุม ฝ่ายปกครองทุกระดับทั่วประเทศ ได้แก่ ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และเจ้าพนักงานปกครอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ใน กทม. และเมืองพัทยา ทำให้มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ ตามพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
เจ้าหน้าที่มีอำนาจ เข้าตรวจสถานที่ ตรวจเอกสาร เก็บตัวอย่าง และอายัดของกลาง โดยตำรวจและฝ่ายปกครองสามารถ จับกุมผู้จำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้ทันที
