กระทรวงสาธารณสุข เร่งดันร่าง พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง คุมเข้มครบวงจร ปลูก-ผลิต-ขาย ขณะที่ รมว.สธ. ย้ำ รัฐบาลไม่เคยมีนโยบายกัญชาเสรี หนุนใช้กัญชาทางการแพทย์ ต่อยอดทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์กัญชา ยันปลูกในบ้านใช้เอง ยังไม่ผิดกฎหมายในปัจจุบัน
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณะสุข เปิดรับฟังความคิดเห็นในชั้นหลักการเกี่ยวกับ กัญชา-กัญชง ผ่านทางออนไลน์เว็บไซต์ ระบบกลางทางกฎหมาย (LAW) ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. – 21 พ.ค. 2569 เพื่อจัดทำกฎหมายเฉพาะรองรับการใช้ประโยชน์จากพืชทั้งสองชนิด ภายใต้กรอบการควบคุมที่เหมาะสม
โดยสาระสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ระบุถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ว่า หลังจากกัญชาและกัญชงถูกปลดออกจากการเป็นยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ส่งผลให้ประชาชนสามารถครอบครอง บริโภค และใช้ประโยชน์จากพืชทั้งสองชนิดได้อย่างแพร่หลาย แต่ยังขาดมาตรการควบคุมเฉพาะ ทำให้เกิดความกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพในวงกว้าง รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม
ปัจจุบันยังขาดกฎหมายเฉพาะ เนื่องจากกัญชาหลุดจากการเป็นยาเสพติด จึงทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้ไม่มีกลไกในการควบคุม กำกับ และดูแล การเพาะปลูก ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่ายที่ชัดเจน นอกจากนี้ กัญชาและกัญชง ยังเป็นพืชที่มีลักษณะทั้งคุณและโทษ คือ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สุขภาพ และเศรษฐกิจได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีโทษได้หากใช้ในทางที่ผิดหรือบริโภคโดยไม่มีการควบคุม

สำหรับความจำเป็นที่รัฐบาลต้องตรากฎหมายนี้โดยมีเป้าหมายหลัก
- การคุ้มครองสุขภาพ: เพื่อปกป้องประชาชนจากการบริโภคกัญชาที่อาจเป็นอันตราย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร
- การสร้างระบบอนุญาต (Licensing System): เพื่อให้กิจกรรมที่เกี่ยวกับกัญชา (ปลูก, ผลิต, ขาย) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐผ่านระบบใบอนุญาต
- การจำกัดวัตถุประสงค์การใช้: มุ่งเน้นให้มีการใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ สุขภาพ และการศึกษาวิจัยเป็นสำคัญ
- การส่งเสริมเศรษฐกิจ: เพื่อพัฒนาและผลักดันกัญชาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศอย่างสูงสุด ภายใต้กรอบการควบคุมที่เหมาะสม
- การจัดตั้งกลไกเชิงสถาบัน: ให้มี “คณะกรรมการกัญชา กัญชง” เป็นผู้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ
ทั้งนี้หากรัฐไม่แทรกแซงจะเกิดผลกระทบ ได้แก่
- ต่อสาธารณสุข ประชาชนอาจบริโภคกัญชาในทางที่ผิดจนเกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ
- ปัญหาอาชญากรรมและความปลอดภัย อาจมีการขับขี่ยานพาหนะในขณะมึนเมากัญชาซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุ หรือมีการจูงใจและหลอกลวงให้ผู้อื่นบริโภคกัญชา
- ความเสื่อมเสียทางสังคมและวัฒนธรรม การโฆษณาหรือการสื่อสารการตลาดที่เกินจริง หรือการใช้ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น วัด หรือสถานศึกษา อาจทำลายศีลธรรมอันดีและวัฒนธรรมของชาติ
- การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ หากไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การพัฒนาอุตสาหกรรมกัญชาอย่างเป็นระบบเพื่อการแข่งขันในระดับสากลจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับในที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า รัฐบาลไม่เคยมีนโยบายกัญชาเสรี แต่สนับสนุนการใช้กัญชาในทางการแพทย์ และการต่อยอดทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์กัญชาเท่านั้น ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 โดยกำหนดให้ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาต้องขึ้นทะเบียนเป็น สถานพยาบาล เท่านั้น
ข้อมูล ณ เดือน ธ.ค. 2568 พบว่า มีร้านจำหน่ายกัญชาราว 18,000 แห่ง โดยใบอนุญาตตามกฎหมายเดิมของประมาณ 6,000 แห่งได้หมดอายุไปแล้ว แต่มีผู้ต่ออายุเพียง 1,000 แห่ง หรือราว 11% ส่งผลให้ปัจจุบันยังมีร้านค้าที่เปิดดำเนินการอยู่ประมาณ 12,000-13,000 แห่ง ซึ่งจะทยอยหมดอายุในปี 2569 ราว 5,000-6,000 แห่ง ปี 2570 ราว 4,000-5,000 แห่ง และปี 2571 อีกกว่า 1,000 แห่ง หลังจากนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินกิจการต่อจะต้องปรับสถานะเป็นสถานพยาบาล และต้องมีบุคลากรวิชาชีพด้านการแพทย์ 6 สาขา ประจำอยู่ตลอดเวลา
ส่วน ร่างพระราชบัญญัติกัญชง-กัญชา (พ.ร.บ.กัญชง-กัญชา) ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนเร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอ้างอิงมาตรฐานของ องค์การอนามัยโลก และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ครอบครองหรือสูบโดยไม่ได้รับอนุญาต
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. คือ การขยายการกำกับดูแลไปถึงต้นทางการเพาะปลูก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีระบบจดทะเบียนชัดเจน โดยจะกำหนดให้แหล่งปลูกต้องขึ้นทะเบียน และหากนำผลผลิตออกจำหน่ายจะต้องผ่านมาตรฐานและได้รับอนุญาตจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
นอกจากนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังพัฒนาแอปพลิเคชันระบบระบุพิกัด GPS เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านใดได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบวันหมดอายุของใบอนุญาต ซึ่งจะช่วยทั้งผู้ป่วยที่ใช้กัญชาทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแล
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ดูแลผู้ป่วยหรือจ่ายกัญชาเพื่อการแพทย์ จะต้องรายงานข้อมูลการจ่ายกัญชาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมการแพทย์แผนไทยฯ เป็นประจำทุกเดือน เพื่อป้องกันการออกใบสั่งปลอม และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับ
“แม้ในอนาคตร้านขายกัญชาลดเหลือน้อยลงจากหลักหมื่นเหลือพันกว่าแห่ง ยืนยันว่าจะไม่กระทบผู้ป่วยทั่วประเทศ เพราะโรงพยาบาลที่อยู่ในจังหวัดตามพื้นที่ชุมชนเป็นสถานพยาบาลอยู่แล้ว สามารถมีเคาน์เตอร์ที่จะสามารถจ่ายยาเกี่ยวกับกัญชาได้ทันที ซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศแน่นอน”
พัฒนา พร้อมพัฒน์

รมว.กระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่า ปัจจุบันกัญชายังเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งเป็นข้อกังวลของบุคลากรทางการแพทย์ จึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการควบคุม ทั้งในระดับแหล่งเพาะปลูก เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่ามีการปลูกที่ไหน ปริมาณเท่าใด และถูกนำออกสู่ตลาดมากน้อยเพียงใด
ในด้านเศรษฐกิจ เชื่อมั่นว่าการพัฒนากัญชาเป็นสารสกัดจะสามารถส่งเสริมคุณภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยการที่นําไปผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องสําอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์บํารุงผิว หรือแม้กระทั่งอาหารเสริม แต่การผสมเหล่านี้ไม่ได้นําช่อดอกไปผสม แต่จะเป็นสารสกัดที่จะต้องมีปริมาณ THC น้อยกว่าอัตราที่กำหนด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นสารเสพติด
ในส่วนของการแพทย์หากสามารถส่งเสริมการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ สุขภาพของผู้ป่วยกว่า 40,000 ราย ก็จะสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาจากกัญชา ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้ป่วยในประเทศได้ในระยะยาว
“เรื่องของการปลูกในบ้านเพื่อใช้เอง ก็ยืนยันว่าหากท่านปลูกใช้เอง ปัจจุบันไม่ได้มีความผิดนะครับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านขายต้องมีใบอนุญาตนะครับ แล้วก็ต้องผ่านกระบวนการการรับรองมาตรฐาน เพราะฉะนั้นหากเป็นการขายจําหน่าย หรือแม้กระทั่งให้ผู้อื่นนําไปสูบนะ ทําไม่ได้”
พัฒนา พร้อมพัฒน์
