ถอดรหัสแก้วิกฤตการเงิน ‘รพ.อุ้มผาง’ สธ.เร่งวาง “โมเดลโรงพยาบาลชายแดน” มองปัญหาหลัก ไม่ใช่แค่คนไข้ล้น แต่คือ ข้อมูลไม่ครบ-สิทธิ์ไม่ชัด-ต้นทุนไม่ถูกนับ ทำโรงพยาบาลแบกรับภาระเกินจริง ขณะที่นโยบาย รมว.สธ. เล็งปั้น “Windows of Health Model” ต้นแบบบริหารระบบสุขภาพชายแดนแห่งแรกของประเทศ
ระหว่างการลงพื้น อ.อุ้มผาง จ.ตาก เพื่อติดตามปัญหาโรงพยาบาลชายแดน The Active ได้ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกกับ ทีมกระทรวงสาธารณสุข ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่งมาติดตามสถานการณ์ด้วยนั้น พบว่า ปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาลอุ้มผางไม่ได้เกิดจากการบริหารการเงินเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานจากโครงสร้างการให้บริการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องดูแลประชากรหลากหลายกลุ่มที่มีสถานะและสิทธิ์แตกต่างกัน
โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ์ หรือที่เรียกว่า ท.99 ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลอุ้มผาง ดูแลอยู่ประมาณ 10,000 คน กลุ่มนี้รัฐจัดสรรงบฯ เหมาจ่ายรายหัวให้ประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อปี
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชากรอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนสถานะบุคคล ทำให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์ในระบบ ท.99 ได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลต้องให้บริการเต็มรูปแบบ แต่ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนตั้งแต่ต้นทาง

“กลุ่มนี้ใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาล แต่ไม่มีงบประมาณรองรับ จึงกลายเป็นภาระต้นทุนที่ไม่ได้รับการชดเชย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษา แต่คือการสร้างกลไกนำประชากรกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพื่อลดภาระทางการเงินของโรงพยาบาลในระยะยาว”
แยก 5 กลุ่มผู้รับบริการ หัวใจของการบริหารโรงพยาบาลชายแดน
กระทรวงสาธารณสุข กำหนดชัดเจนว่า โรงพยาบาลชายแดนต้องจำแนกผู้รับบริการออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
- คนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ
- ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ์ (ท.99)
- ต่างด้าวเทียม หรือประชากรชาติพันธุ์ที่พำนักในไทยมานาน รอการพิสูจน์สถานะ
- ต่างด้าวแท้ หรือผู้ป่วยข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน
- ผู้พักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราว
การจำแนกดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละกลุ่มมีแหล่งงบประมาณ กฎระเบียบ และรูปแบบการชดเชยที่แตกต่างกัน หากแยกไม่ชัด โรงพยาบาลจะไม่สามารถประเมินได้ว่า กลุ่มใดสร้างภาระต้นทุน กลุ่มใดสามารถเบิกจ่ายได้ และกลุ่มใดควรได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอก
ปัญหาใหญ่ “รักษาแล้ว แต่เบิกไม่ได้” เพราะข้อมูลไม่ครบ
ทีมกระทรวงสาธารณสุข ยังพบปัญหาการบันทึกข้อมูลบริการที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการบันทึกในระบบเวชระเบียนและฐานข้อมูล HOSxP โดยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการเรียกเก็บค่ารักษาหรือขอรับการชดเชยจากกองทุนต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาอย่างชัดเจน คือ ในปีงบประมาณ 2568 โรงพยาบาลอุ้มผางมีผู้รับบริการมากกว่า 100,000 ครั้ง แต่สามารถส่งข้อมูลเพื่อขอเบิกชดเชยได้เพียงประมาณ 6,800 รายเท่านั้น ขณะที่บริการผู้ป่วยใน (IPD) มีจำนวนหลายพันคน แต่สามารถส่งเบิกได้เพียงบางส่วน ส่งผลให้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่โรงพยาบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวงจรปัญหา คือ
- ให้บริการมาก
- เกิดต้นทุนสูง
- เบิกชดเชยไม่ได้
- เงินสดลดลง
- หนี้สินเพิ่มขึ้น
“หนี้เพิ่ม บริการเพิ่ม แต่เงินสดหาย เพราะโรงพยาบาลไม่ได้รับเงินชดเชยตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง”
ยกระดับระบบข้อมูล จาก “งานเอกสาร” สู่ “เครื่องมือความอยู่รอด”
กระทรวงสาธารณสุข ต้องการวางเป้าหมายให้โรงพยาบาลอุ้มผางพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลแบบ Real-time โดยเฉพาะในจุดบริการสำคัญ เช่น
- ห้องฉุกเฉิน (ER)
- ผู้ป่วยนอก (OPD)
- ผู้ป่วยใน (IPD)
- ห้องคลอด

เพื่อให้ข้อมูลการใช้ทรัพยากรถูกบันทึกครบถ้วน และสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบเรียกเก็บค่าชดเชยได้ทันที การบันทึกข้อมูลอย่างครบถ้วนจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถ
- ประเมินต้นทุนที่แท้จริง
- แยกภาระตามสิทธิ์
- ขอรับการชดเชยได้ครบ
- ใช้เป็นหลักฐานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก
เงินบริจาคต้องโปร่งใส แยกบัญชี-แยกวัตถุประสงค์
อีกประเด็นสำคัญที่กระทรวงให้ความสำคัญ คือ การบริหารจัดการเงินบริจาค ที่ผ่านมา โรงพยาบาลอุ้มผางได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบเงินสด ยา วัสดุ และสิ่งของ แต่การจัดทำระบบบัญชีเพื่อแยกวัตถุประสงค์การใช้จ่ายยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอให้มีการออกแบบระบบใหม่ เพื่อให้สามารถระบุได้ว่า เงินบริจาคแต่ละก้อนถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น
- ดูแลผู้ป่วยคนไทย
- สนับสนุนผู้ป่วยต่างชาติ
- ดูแลผู้พักพิง
- จัดซื้อครุภัณฑ์
- ก่อสร้างอาคาร
- จัดหายาและเวชภัณฑ์
หลักการสำคัญคือ ทุกบัญชีต้องสอดคล้องกับระเบียบการรับบริจาค เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดความเสี่ยงทางกฎหมายในอนาคต
“Windows of Health” โมเดลใหม่รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
นโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขผลักดัน คือ Windows of Health แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการว่า ประเทศไทยไม่สามารถแบกรับภาระการดูแลประชากรข้ามพรมแดนเพียงลำพังได้ แต่สามารถทำหน้าที่เป็น “หน้าต่าง” ในการรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการดูแลด้านมนุษยธรรม
โดยเฉพาะสำหรับ 2 กลุ่มหลัก คือ
- ผู้ป่วยต่างชาติข้ามแดน
- ผู้พักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราว
หากโรงพยาบาลสามารถจัดทำข้อมูลต้นทุนและปริมาณบริการได้อย่างชัดเจน ก็จะสามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอรับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ธนาคารโลก และหน่วยงานด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ
รพ.อุ้มผาง ต้นแบบบริหารจัดการโรงพยาบาลชายแดนแห่งแรกของไทย
กระทรวงสาธารณสุข ยังตั้งเป้าให้โรงพยาบาลอุ้มผางเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาโมเดลบริหารจัดการโรงพยาบาลชายแดน โดยโมเดลดังกล่าวจะครอบคลุมทั้ง
- ระบบจำแนกสิทธิ์ผู้ป่วย
- ระบบบันทึกต้นทุน
- ระบบบัญชีและการเงิน
- ระบบบริหารเงินบริจาค
- ระบบรับและจ่ายวัสดุ
- ระบบรองรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

หากประสบความสำเร็จ จะขยายผลไปยังโรงพยาบาลชายแดนฝั่งตะวันตกทั้งหมด ก่อนต่อยอดสู่ชายแดนฝั่งลาวและกัมพูชา
จับตา “กำลังคน” อีกโจทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลชายแดน
นอกจากปัญหาการเงิน กระทรวงยังเตรียมประเมินอัตรากำลังของโรงพยาบาลชายแดนทั้งหมด โดยจะเปรียบเทียบจำนวนบุคลากร กับ
- จำนวนเตียง
- ปริมาณผู้รับบริการ
- ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT)
- ภาระงานจริง (Workload)
เพื่อประเมินว่าโรงพยาบาลชายแดนมีบุคลากรเพียงพอหรือไม่ และควรจัดสรรกำลังคนในรูปแบบใดให้เหมาะสมกับภารกิจเฉพาะพื้นที่
ค่าตอบแทนบุคลากรพุ่งสูง สะท้อนภาระงานโรงพยาบาลชายแดน
ในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนของโรงพยาบาลอุ้มผางอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากลักษณะการทำงานของโรงพยาบาลชายแดนมีความซับซ้อนและใช้บุคลากรจำนวนมากกว่าปกติ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งใช้เวลานานกว่าพื้นที่ทั่วไปอย่างมาก จากข้อจำกัดด้านระยะทางและภูมิประเทศ
ในสถานการณ์ปกติ หากการส่งต่อผู้ป่วยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นภาระหนักแล้ว แต่สำหรับอุ้มผาง การส่งต่อผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมง ส่งผลให้ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก ทั้งทีมพยาบาล เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน และบุคลากรสนับสนุน ภาระดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของค่า OT และค่าตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโรงพยาบาลทั่วไป
“กำลังคน” คืออีกโจทย์ใหญ่ ต้องดูทั้งจำนวนและประเภทตำแหน่ง
กระทรวงสาธารณสุข ยังเตรียมวิเคราะห์โครงสร้างกำลังคนของโรงพยาบาลชายแดนอย่างละเอียด โดยไม่เพียงดูจำนวนบุคลากรทั้งหมด แต่ต้องพิจารณาถึงสัดส่วนของบุคลากรในแต่ละประเภท โดยเฉพาะตำแหน่งข้าราชการ
หากโรงพยาบาลมีสัดส่วนข้าราชการต่ำ จะส่งผลให้ต้นทุนด้านบุคลากรสูงขึ้น เพราะต้องพึ่งพาพนักงานกระทรวง ลูกจ้าง หรือบุคลากรจ้างเหมาบริการ ซึ่งใช้งบประมาณเงินบำรุงเป็นหลัก
ดังนั้น ข้อมูลที่ต้องจัดเตรียมเพิ่มเติม รวมถึง
- จำนวนบุคลากรทั้งหมด
- จำนวนข้าราชการ
- สัดส่วนบุคลากรแต่ละประเภท
- ความสัมพันธ์ระหว่างกำลังคนกับภาระงาน
ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญในการพิจารณาการจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลได้ในระยะยาว
เตรียมพิจารณาช่วยเหลือระยะสั้น 20 ล้านบาท
ในระยะเร่งด่วน กระทรวงสาธารณสุขเตรียมพิจารณาข้อเสนอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้โรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อใช้จ่ายค่าตอบแทนบุคลากรและรักษาสภาพคล่อง เบื้องต้น โรงพยาบาลเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 20 ล้านบาท แต่การขอรับการสนับสนุนงบประมาณครั้งนี้ จำเป็นต้องมี “ข้อมูล” และ “แผนปรับปรุงระบบ” เป็นหลักฐานประกอบ
“การขอเงินช่วยเหลือ ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน สิ่งนั้นคือการพัฒนาระบบให้ดีขึ้น”
ปมใหญ่ โรงพยาบาลให้บริการมาก แต่เรียกเก็บเงินได้น้อย
สำหรับหัวใจของปัญหาทางการเงิน ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่โรงพยาบาลยังไม่สามารถเรียกเก็บค่ารักษาจากระบบกองทุนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยโรงพยาบาลอุ้มผางมีผู้ป่วยจำนวนมาก แต่การส่งข้อมูลเพื่อเรียกเก็บค่าชดเชยยังอยู่ในระดับต่ำมาก
ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ โรงพยาบาลสามารถส่งเคลมได้เพียงประมาณ 1,600 เคส ทั้งที่มีผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการจำนวนหลายหมื่นครั้ง สะท้อนว่า โรงพยาบาลกำลังสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลจากบริการที่ได้ให้ไปแล้ว
“ทำงานแล้วไม่เคลม” คือสาเหตุสำคัญของวิกฤต
แม้บุคลากรจะทำงานอย่างเต็มกำลัง แต่หากข้อมูลไม่ถูกบันทึกอย่างครบถ้วน ก็ไม่สามารถนำไปใช้เรียกเก็บค่าชดเชยได้ ปัญหานี้เกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้
- ภาระงานบริการที่สูงมาก
- บุคลากรไม่เพียงพอ
- การบันทึกเวชระเบียนไม่ทันเวลา
- การคีย์ข้อมูลเข้าสู่ระบบไม่ครบถ้วน
- ขาดระบบกำกับติดตามการเคลม
ผลที่ตามมาคือ โรงพยาบาลให้บริการไปแล้ว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนบริการเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้
“ทุกคนทำงาน แต่ถ้าไม่เคลม โรงพยาบาลก็ไม่มีเงิน”

วางเป้าหมายใหม่ “ทุกเคสต้องถูกบันทึกและเคลมได้”
กระทรวงสาธารณสุข จึงกำหนดเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ผู้รับบริการทุกคนที่เข้ามาในโรงพยาบาล ถูกบันทึกข้อมูลอย่างครบถ้วน และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการเรียกเก็บค่าชดเชยได้
แนวทางที่เสนอ ได้แก่
- บันทึกเวชระเบียนให้เสร็จสิ้นภายในวัน
- คีย์ข้อมูลเข้าสู่ระบบ HOSxP แบบ Real-time
- เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการและงานประกัน
- สร้างระบบติดตามการเคลมอย่างต่อเนื่อง
- ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทำหน้าที่กำกับและติดตาม
เป้าหมายคือ เปลี่ยนจากระบบที่ “รักษาแล้วไม่ได้เบิก” ไปสู่ระบบที่ “ทุกบริการต้องมีรายได้รองรับ”
จังหวัดต้องเป็น “ผู้กำกับระบบ” ไม่ใช่ปล่อยให้โรงพยาบาลสู้ลำพัง
ทีมกระทรวงสาธารณสุข ยังเน้นย้ำอีกว่า การแก้ปัญหาครั้งนี้ไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาลอุ้มผางเพียงแห่งเดียว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากต้องเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ ประกอบด้วย
- การออกแบบระบบควบคุมภายใน
- การกำกับการบันทึกข้อมูล
- การติดตามการเคลม
- การประเมินประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
หากจังหวัดยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ กระทรวงพร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลาง รวมถึงหน่วยตรวจสอบภายใน เข้ามาช่วยออกแบบระบบ
“เงินไม่พอ” อาจไม่ใช่เพราะงบน้อย แต่เพราะระบบยังไม่พร้อม
แม้โรงพยาบาลอุ้มผางจะเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณจริง แต่กระทรวงฯ มองว่า ปัญหาสำคัญยิ่งกว่าคือ การที่โรงพยาบาลยังไม่สามารถเปลี่ยนภาระงานให้กลายเป็นรายได้อย่างเต็มศักยภาพ
ในอดีต ระบบอาจรองรับการทำงานลักษณะนี้ได้ แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลจำเป็นต้องมีระบบข้อมูล ระบบการเงิน และระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็งกว่าเดิม
เป้าหมายสูงสุด โรงพยาบาลชายแดนต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืน
การช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดงบประมาณเพิ่มเติม อาจช่วยบรรเทาวิกฤตได้ชั่วคราว แต่ทางออกที่แท้จริง คือ การสร้างระบบที่ทำให้โรงพยาบาลสามารถ รู้ต้นทุนที่แท้จริง เรียกเก็บรายได้ได้ครบถ้วน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารกำลังคนได้เหมาะสม รักษาสภาพคล่องได้อย่างต่อเนื่อง
ทีมกระทรวงสาธารณสุข เชื่อว่าหากทำได้สำเร็จ โรงพยาบาลอุ้มผางจะไม่เพียงผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารโรงพยาบาลชายแดนสำหรับทั้งประเทศต่อไป
ขณะเดียวกันยังมีอีกข้อสังเกตจากแหล่งข่าวระดับสูงกว่า รพช. รพท. รพศ. ที่บอกกับ The Active ว่า กรณีโรงพยาบาลอุ้มผางสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพภายในได้ เช่น การจัดการข้อมูล การเรียกเก็บสิทธิที่พึงได้รับ และการบริหารต้นทุน แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาในระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
“การควบคุมต้นทุนต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานการรักษาแพทย์ไม่สามารถตัดสินใจรักษาผู้ป่วยโดยพิจารณาจากสัญชาติ หรือสถานะทางกฎหมายของผู้ป่วยได้ จึงไม่ควรมีนโยบาย หรือ ข้อสั่งการ หรือมาตรการใด ที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติในระบบบริการสุขภาพ”
