ตัวแทนคลินิก ชี้ปัจจุบัน “รักษา 100 ได้คืน 51” จนหลายแห่งอยู่ต่อไม่ไหว เสนอ นำงบฯ ส่งเสริมป้องกันโรค (PP) ที่เหลือประมาณ 1,200 ล้านบาท มาเติมในส่วนงบฯ ผู้ป่วยนอก (OP) หวังพยุงระบบในช่วงวิกฤต ด้าน รองเลขาฯ สปสช. แจงติดข้อกฎหมาย งบฯ แต่ละกองปรับเกลี่ยกันไม่ได้
เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 69 ในรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส ได้เชิญตัวแทนผู้บริโภค ตัวแทนคลินิกชุมชนอบอุ่น และตัวแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไข กรณี โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนบางแห่งทยอยถอนตัวออกจากระบบ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องถูกย้ายหน่วยบริการประจำใหม่โดยอัตโนมัติ ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องการเข้าถึงบริการ การส่งต่อรักษา ใบส่งตัว และภาระทางการเงินของหน่วยบริการปฐมภูมิ
ชี้ รพ.-คลินิก ถอนตัว ทำประชาชนต้องย้ายหน่วยบริการใหม่
สมชาย กระจ่างแสง กรรมการนโยบายสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลบางแห่งในกรุงเทพมหานครขอลาออกจากการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหรือหน่วยรับส่งต่อในระบบบัตรทอง ส่งผลให้ประชาชนที่ขึ้นทะเบียนอยู่กับหน่วยบริการดังกล่าว ไม่สามารถใช้บริการที่เดิมได้อีก และต้องถูกจัดสรรหน่วยบริการใหม่
โดย ผลกระทบสำคัญคือ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องเดินทางไกลขึ้น หรือถูกย้ายไปยังหน่วยบริการข้ามเขตจากเดิม ขณะที่ สปสช. ต้องเร่งจัดหาหน่วยบริการใหม่มารองรับประชาชนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ

สมชาย จึงมองว่า แนวทางเร่งด่วนมีอย่างน้อย 2 ส่วน คือ
- ทำอย่างไรให้หน่วยบริการเอกชน ทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ยังสามารถอยู่ในระบบต่อไปได้
- เพิ่มศักยภาพหน่วยบริการภาครัฐที่มีอยู่ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครทั้ง 69 แห่ง ให้รองรับประชาชนได้มากขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ สปสช. กลับไปทบทวนระบบการเบิกจ่ายและโครงสร้างต้นทุน ว่ามีจุดใดคลาดเคลื่อนหรือไม่สมดุลกับภาระจริงของหน่วยบริการ
“เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คนที่ตกทุกข์ได้ยากคือประชาชน เพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตาข่ายรองรับทุกคน แต่เมื่อหน่วยบริการเข้าๆ ออกๆ และต้องบริหารจัดการใหม่ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบโดยตรง”
สมชาย กระจ่างแสง
ตัวแทนคลินิกสะท้อน “รักษา 100 ได้คืน 51” แบกหนี้ส่งต่อจนอยู่ไม่ไหว
ขณะที่ ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน และอนุกรรมการคณะทำงานยุทธศาสตร์ สปสช. เขต กทม. ในฐานะผู้แทนคลินิกชุมชนอบอุ่น กล่าวว่า ปัญหาหลักเกิดจากโครงสร้างงบประมาณที่ทำให้หน่วยบริการเอกชนหลายแห่ง “ติดลบ” ต่อเนื่อง ซึ่งโรงพยาบาลรัฐแม้จะถอนตัวไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่คำถามสำคัญคือ “จะอยู่ไหวหรือไม่” ส่วนภาคเอกชน หากแบกรับภาระขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อ ก็จำเป็นต้องถอนตัวออกจากระบบ
“ไม่มีคลินิกไหนอยากออกจากระบบ แต่ถ้าอยู่ต่อแล้วเป็นหนี้ ต้องขายบ้านขายรถ ก็คงไม่มีใครอยากอยู่”
ศรินทร สนธิศิริกฤตย์
ทั้งยังอธิบายว่า ระบบปัจจุบันกำหนดให้คลินิกได้รับงบเหมาจ่ายรายหัว แต่หากมีผู้ป่วยต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาล คลินิกจะต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการส่งต่อด้วย
ยกตัวอย่าง หากโรงพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษา 300,000 บาท คลินิกต้องนำเงินในระบบของตนมาร่วมจ่าย ไม่ใช่ สปสช. จ่ายให้โดยตรง ทำให้หลายแห่งไม่มีเงินเหลือ แม้กระทั่งงบฯ ดำเนินการพื้นฐาน
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ปัจจุบันคลินิกได้รับเงินในลักษณะ “Fee Schedule” ที่ถูกหักลดลงจนเหลือประมาณ 0.51 เท่านั้น หมายความว่า หากรักษาผู้ป่วยจริง 100 บาท จะได้รับชดเชยกลับมาเพียง 51 บาท ส่วนที่เหลือต้องหาเงินมารับภาระเอง
“คลินิกจึงต้องกู้เงินมาจ่ายค่ารักษาและค่าส่งต่อ จนกลายเป็นหนี้โรงพยาบาลอีกทอดหนึ่ง และก็ยังปฏิเสธคนไข้ไม่ได้”
ศรินทร สนธิศิริกฤตย์
เผยปีที่ผ่านมา คลินิกถอนตัวแล้ว 40-50 แห่ง
ศรินทร ระบุเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมา มีคลินิกถอนตัวออกจากระบบแล้วประมาณ 40-50 แห่ง และคาดว่าปีนี้อาจมีอีกหลายสิบแห่ง หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณได้
อย่างไรก็ตาม เธอเสนอว่า ยังมีทางออกระยะสั้น โดยเฉพาะงบส่งเสริมป้องกันโรค (PP) ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีเงินเหลือทุกปีประมาณ 1,500 ล้านบาท
ข้อเสนอคือ นำงบฯ PP ส่วนที่เหลือประมาณ 1,200 ล้านบาท มาเติมในส่วนงบผู้ป่วยนอก (OP) เพื่อพยุงระบบในช่วงวิกฤต
“งบ OP งบส่งต่อ และงบ PP เป็นเงินก้อนเดียวกันใน กทม. ถ้าขยับงบส่วนที่เหลือมาเติมตรงที่ขาด ระบบก็จะเดินต่อได้”
ศรินทร สนธิศิริกฤตย์
สปสช. แจงติดข้อกฎหมาย งบฯ แต่ละกองปรับเกลี่ยกันไม่ได้
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ชี้แจงว่า หลักการจัดทำงบประมาณของ สปสช. ต้องแยกตามหมวดงบฯ ที่เสนอของบประมาณต่อสำนักงบประมาณ เช่น งบฯ ผู้ป่วยใน งบฯ ผู้ป่วยนอก และงบฯ สร้างเสริมสุขภาพ

ดังนั้น งบฯ ที่ได้รับอนุมัติในแต่ละส่วนจึงไม่สามารถนำมาปรับเกลี่ยข้ามหมวดได้โดยตรง เพราะติดเงื่อนไขทางกฎหมายและกระบวนการงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ทพ.อรรถพร ระบุว่า กรุงเทพมหานครถือเป็น “เขตพิเศษ” ที่มีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตดูแลเฉพาะ จึงอาจสามารถนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การหารือในระดับเขต และหากเห็นชอบก็สามารถเสนอเข้าสู่บอร์ดระดับประเทศได้
ยืนยันประชาชนไม่ต้องย้ายสิทธิ์เอง สปสช. จัดหน่วยรองรับแล้ว
รองเลขาธิการ สปสช. ยังกล่าวถึงกรณีโรงพยาบาลเอกชน 2 แห่งที่ลาออกจากระบบ ว่า ขณะนี้ได้จัดหาหน่วยบริการรองรับไว้แล้ว โดยกรณีโรงพยาบาลบางนา 1 จะมีโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3 เข้ามารับดูแลประชาชนทั้งหมด ส่วนอีกแห่งมีโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครเข้ารับช่วงต่อ
ทั้งนี้ สปสช. จะดำเนินการย้ายสิทธิ์ให้อัตโนมัติ ประชาชนไม่ต้องดำเนินการเอง และยังคงได้รับสิทธิรักษาเช่นเดิม รวมถึงการดูแลโรคเรื้อรัง สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป
ยอมรับว่า ปัญหางบฯ ส่งต่อไม่เพียงพอจริง
ทพ.อรรถพร ย้ำว่า ปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. ให้กับหน่วยบริการ ทั้งโรงพยาบาลและคลินิก มีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ “หน่วยบริการประจำ” จะใช้งบเหมาจ่ายรายหัว คำนวณจากจำนวนประชากรที่อยู่ในความรับผิดชอบ แล้วจัดสรรเป็นงบต่อหัวส่งให้หน่วยบริการนำไปบริหารจัดการเอง
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระบบดูแลผู้ป่วยนอกมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากหากจัดสรรงบทั้งหมดให้คลินิก แล้วเกิดกรณีผู้ป่วยเกินศักยภาพการดูแลของคลินิก จำเป็นต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่น โรงพยาบาลที่รับส่งต่อก็มีหลายประเภท และมีวิธีเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน
สปสช. จึงกันงบส่วนกลางไว้สำหรับ “ตามจ่าย” ให้กับโรงพยาบาลที่รับส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง แต่เงินก้อนดังกล่าวมีการกำหนดเพดานการจ่ายไว้ หากเกินจากวงเงินนั้น คลินิกจะต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายด้วย
ทพ.อรรถพร ยอมรับว่า ปัจจุบันปัญหาสำคัญคือวงเงินดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ โดยมีหลายปัจจัย เช่น ผู้ป่วยบางรายเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลเองโดยไม่ผ่านคลินิก ทั้งที่อาการอาจอยู่ในขอบเขตที่คลินิกดูแลได้ เมื่อกลับมาขอใบส่งตัว คลินิกก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายตามระบบ รวมถึงบางพื้นที่มีผู้ป่วยโรคซับซ้อนจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องส่งต่อบ่อย และกลายเป็นภาระต้นทุนของหน่วยบริการ
“ต้องยอมรับว่าปัญหานี้มีอยู่จริงในพื้นที่ ตอนนี้ก็พยายามหารือร่วมกันว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไร โดยในกรุงเทพมหานครมีคณะอนุกรรมการ หรือ ‘บอร์ดเล็ก’ คอยกำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ หากเกินอำนาจหน้าที่ก็จะส่งต่อเข้าสู่บอร์ดใหญ่เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา”
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ
ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างหารือแนวทางแก้ไขร่วมกัน และคาดว่าในปีงบประมาณ 2570 สถานการณ์อาจคลี่คลายขึ้น หากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น
ผู้บริโภคหนุน “ประคองระบบ” หวั่นกระทบคนใช้สิทธิ์ 49 ล้านคน
สมชาย ยังทิ้งท้ายว่า โดยหลักการแล้ว การแยกกองงบประมาณถือเป็นเรื่องปกติของระบบประกันสุขภาพ แต่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครกำลังเกิด “ปัญหาพิเศษ” เพราะหน่วยบริการปฐมภูมิต้องแบกรับหนี้จากระบบส่งต่อจนส่งผลกระทบถึงประชาชน จึงมองว่า หากงบฯ PP มีเงินเหลือจริง ก็ควรพิจารณาหาทางช่วยเหลือในช่วงวิกฤต เพื่อไม่ให้ระบบบัตรทองสะดุด
“บัตรทองต้องรอด เพราะถ้าระบบนี้ไม่รอด ประชาชน 49 ล้านคนก็จะไม่มีตาข่ายรองรับทางสุขภาพอีกต่อไป”
สมชาย กระจ่างแสง
ขณะที่ ศรินทร ย้ำว่า ข้อเสนอของคลินิกไม่ได้ต้องการ “รวมกระเป๋าเงิน” แต่ต้องการทำให้ระบบเกิดความสมดุลมากขึ้น พร้อมเสนอให้แยกงบผู้ป่วยนอก (OP) และงบส่งต่อ (OP Refer) ออกจากกันชัดเจน
เธอเชื่อว่า หากแก้โครงสร้างดังกล่าวได้ คลินิกจะไม่จำเป็นต้อง “กั๊กผู้ป่วย” หรือชะลอการส่งต่อ และจะช่วยให้ระบบบัตรทองเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
