ประกาศลงราชกิจจาฯ บรรจุวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) เป็นสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กไทย รมว.สธ. เผย ต่อรองราคาวัคซีนได้ต่ำกว่าที่คาด ขณะที่ สปสช. ยัน งบฯ ปี 69 เตรียมไว้ 131 ล้าน เพื่อจัดหาวัคซีน PCV สำหรับกลุ่มเป้าหมายเด็กไทย 1,251,000 โดส
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 ในวันนี้ (6 พ.ค. 69) ได้มีมติเห็นชอบให้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดคอนจูเกต (PCV) เป็นรายการบริการตามประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับเด็กไทยอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส และการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสแบบรุนแรง หรือ IPD ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กเล็ก
ในส่วนรายละเอียดนั้นที่ประชุมเห็นชอบให้วัคซีน PCV ที่จะจัดหาต้องครอบคลุมสายพันธุ์ก่อโรคหลักอย่างน้อย 10 สายพันธุ์ พร้อมกำหนดหลักการประกอบการจัดหาวัคซีน 3 ข้อ ได้แก่
- จัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมสายพันธุ์มากที่สุด ภายใต้ภาระงบประมาณที่ระบบสามารถรองรับได้
- เป็นวัคซีนที่หน่วยบริการใช้ได้สะดวก โดยเฉพาะรูปแบบ 1 โดส
- เมื่อคำนวณอัตราการสูญเสียตามจำนวนโดสต่อขวดแล้ว ต้องมีภาระงบประมาณน้อยที่สุด เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด โปร่งใส และคุ้มค่า
ส่วนขั้นตอนต่อจากนี้ อยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างวัคซีน และการเตรียมความพร้อมของหน่วยบริการทั่วประเทศ ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนทันทีเมื่อวัคซีนถูกจัดส่งถึง

สำหรับประเด็นราคาวัคซีน รมว.สธ. ระบุว่า การเจรจาต่อรองราคาสามารถทำได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยจากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับตัวเลข 3 หลัก ล่าสุดสามารถลดลงมาอยู่ในระดับเลข 2 หลักปลาย ๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการเข้าถึงวัคซีนให้ครอบคลุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกำหนดการจัดส่งวัคซีน รมว.สธ. ย้ำว่า ยังต้องขอตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อความถูกต้องชัดเจน ก่อนจะรายงานให้ทราบในภายหลัง
ขณะที่กรอบระยะเวลาเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีน ยังคงเป็นไปตามแผนเดิมที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มฉีดได้ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมนี้
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ข้อเสนอการบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งด้านประเภทและขอบเขตบริการ หลักเกณฑ์การบริหารกองทุน และด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยอิงข้อมูลระบาดวิทยา ภาระโรค ประสิทธิผลวัคซีน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และความพร้อมของระบบบริการอย่างรอบด้าน ซึ่งในทางวิชาการ วัคซีน PCV มีประสิทธิผลการป้องกันโรคปอดอักเสบและการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสรุนแรงในเด็กเล็ก โดยคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้แนะนำให้ฉีดในรูปแบบ 2+1 คือ อายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน และเมื่อดำเนินการจัดซื้อรวมผ่านโรงพยาบาลราชวิถี หากราคาลดลงก็จะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับในปีงบประมาณ 2569 สปสช. ได้เตรียมงบประมาณจำนวน 131.04 ล้านบาท เพื่อจัดหาวัคซีน PCV สำหรับกลุ่มเป้าหมายเด็กไทย จำนวน 1,251,000 โดส ส่วนปีงบประมาณ 2570 เพื่อสามารถดำเนินการต่อเนื่อง บอร์ด สปสช. ได้เสนอคำของบประมาณในการจัดหาวัคซีนฯ PCV สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 379,700 คน วงเงิน 170.87 ล้านบาท
“ขณะนี้ สปสช. ได้เร่งเตรียมความพร้อมต่าง ๆ เพื่อรองรับการดำเนินการ และประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้บริการ รวมถึงประสานสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการศึกษาวิจัยและกำกับติดตามผลหลังการให้วัคซีนที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายวัคซีนของประเทศต่อไป”
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา 2569 บรรจุวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) เป็นสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กไทย มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันถัดไป โดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขยายการเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง ลดความเสี่ยงโรครุนแรงในเด็กเล็ก เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ถือเป็นก้าวสำคัญของนโยบาย “ป้องกันก่อนรักษา” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยและลดภาระระบบสาธารณสุขในระยะยาว
