เชื่อ ‘นโยบายสุขภาพเมือง’ ถูกยกระดับในสนามแข่งขัน ผู้ว่าฯ กทม.

นักวิจัยระบบสุขภาพ ชี้ กทม.ยุค ‘ชัชชาติ’ เดินหน้าขยายโรงพยาบาล-เครือข่ายสุขภาพทั่วเมือง แต่ยังทิ้งโจทย์ใหญ่ ปมบัตรทอง-ระบบส่งต่อ จี้ ผู้ว่าฯ คนต่อไป แก้คอขวดช่วยคนเมืองเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล ผลักดัน ‘เครือข่ายบริการสุขภาพเมือง’ เป็นวาระหลัก

ภายหลัง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง ทำให้ “นโยบายสุขภาพเมือง” เริ่มกลับมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่คนเมืองกรุงต้องจับตา โดยเฉพาะการขยายระบบบริการสาธารณสุขของ กทม. การบริหารสิทธิบัตรทองในพื้นที่เมืองใหญ่ และการจัดเครือข่ายบริการปฐมภูมิให้เชื่อมต่อกับโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (19 พ.ค. 69) นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ นักวิจัยด้านระบบสุขภาพ ซึ่งติดตามนโยบายสุขภาพของ กทม. มาอย่างต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์ The Active สะท้อนภาพรวมว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีพัฒนาการด้านสุขภาพที่ เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม และการผลักดันแนวคิด เฮลท์โซนนิง หรือการจัดเครือข่ายบริการสุขภาพตามพื้นที่

อย่างไรก็ตาม มองว่าโจทย์สำคัญที่ยังต้องเร่งแก้ คือ ระบบบัตรทองกรุงเทพฯ การบริหารเครือข่ายปฐมภูมิ และปัญหา “ใบส่งตัว” ที่ยังเป็นคอขวดสำคัญของคนเมืองในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล

เดินหน้าขยายโรงพยาบาลทั่วเมือง

นพ.อานนท์ ระบุว่า สิ่งที่เห็นชัดภายใต้การทำงานของทีมบริหาร กทม.ชุดปัจจุบัน คือ ความพยายามขยายบริการสาธารณสุขให้ใกล้ชุมชนมากขึ้น ผ่านการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในสังกัด กทม. และการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพในระดับพื้นที่

เดิม กทม.มีโรงพยาบาลในสังกัด 12 แห่ง กระจายตามโซนต่าง ๆ ของเมือง แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้ขยายเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลบุษราคัมจิตการุณย์ เขตสายไหม โรงพยาบาลสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วรปุญญมหาเถระ เขตดอนเมือง และโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี เขตภาษีเจริญ รวมเป็น 15 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

ชี้ “เครือข่ายบริการ” คือหัวใจใหม่ของระบบสุขภาพเมือง

นพ.อานนท์ ยังอธิบายว่า ปัญหาสุขภาพของคนกรุง ไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนโรงพยาบาล แต่คือการเชื่อมต่อระหว่างบริการปฐมภูมิ คลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีบางพื้นที่ที่พัฒนาเครือข่ายบริการได้ค่อนข้างดี เช่น โมเดลของ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ที่พยายามสร้างเครือข่าย PCU หรือหน่วยบริการปฐมภูมิของตัวเอง เพื่อเชื่อมผู้ป่วยกับระบบรักษาโดยตรง

“ราชพิพัฒน์ค่อนข้าง active ในเรื่องนี้ เขาพยายามเปิด PCU เอง เพราะมองว่าถ้ารอระบบเดิมอย่างเดียวอาจไม่ทันต่อปัญหา”

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

แต่ก็มองว่า โมเดลที่โรงพยาบาลลงมาเปิด PCU เอง อาจไม่ใช่คำตอบหลักของทั้งระบบ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีศูนย์บริการสาธารณสุข อยู่แล้วจำนวนมาก เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่ได้รับการยกระดับเพียงพอ

“จริง ๆ ถ้าจะทำระบบปฐมภูมิของ กทม. ให้แข็งแรง ควรลงทุนกับศูนย์บริการสาธารณสุขให้มากขึ้น เติมบุคลากร เติมทรัพยากร แล้วเชื่อมกับโรงพยาบาลในพื้นที่” 

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

บัตรทอง-ระบบส่งต่อ กทม. ปัญหาใหญ่ยังอยู่ ?

นักวิจัยระบบสุขภาพ ยังระบุว่า ปมสำคัญที่สุดของระบบสุขภาพกรุงเทพฯ ในเวลานี้ คือการบริหารสิทธิบัตรทองในเมืองหลวง ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าหลายจังหวัด เพราะมีทั้งโรงพยาบาลสังกัด กทม. โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และโรงพยาบาลเอกชน เข้ามาเกี่ยวข้อง

ปัจจุบันปัญหาหลักอยู่ที่ “เงินรับส่งต่อ” และการจัดสรรงบระหว่างหน่วยบริการ ซึ่งหลายฝ่ายยังไม่มั่นใจว่าระบบใหม่จะทำให้ใครต้องแบกรับภาระทางการเงินมากเกินไปหรือไม่

ตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิดจัดเครือข่ายบริการแบบ เครือนพรัตน์ ที่จะรวมงบของหน่วยบริการในพื้นที่บางเขตเข้ามาบริหารร่วมกัน โดยแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่อยู่ในเครือข่าย และกองกลางระดับ กทม. สำหรับใช้บริหารการส่งต่อข้ามเครือข่าย

“หลักคิดคือจะมีเงินกองกลางไว้รองรับการส่งต่อผู้ป่วยข้ามพื้นที่ เหมือนระบบในต่างจังหวัดที่มีงบระดับเขตไว้บริหารจัดการ แต่ยอมรับว่า หลายโรงพยาบาลยังมีความกังวล เพราะหากระบบจัดสรรเงินไม่ชัดเจน อาจทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ทุกวันนี้ปัญหาคือมีสมมุติฐานร่วมกันว่า เงินบัตรทองกรุงเทพฯ มันไม่พอ แล้วต้องมีใครสักคนรับภาระ”

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

กทม. ต้องเป็น “เจ้าภาพ” ระบบบัตรทองเมืองหลวง

นพ.อานนท์ ยังมองว่า ในอนาคต กทม.ควรเข้ามามีบทบาทเป็น “เจ้าภาพ” จัดระบบบัตรทองของเมืองอย่างจริงจัง มากกว่าปล่อยให้โรงพยาบาลบางแห่ง หรือคลินิกแบกรับภาระกันเอง ซึ่ง กทม. มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแลคลินิกชุมชนอบอุ่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะภายใต้ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ให้อำนาจสำนักอนามัยในการประเมินคุณภาพคลินิก

“ถ้า กทม. ใช้กฎหมายและบทบาทกำกับดูแลอย่างจริงจัง จะช่วยทำให้ระบบคลินิกอยู่ในร่องในรอยมากขึ้น แต่ใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยจัดการเรื่องการเงินด้วย”

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

จึงเสนอว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปควรผลักดันเรื่อง “เครือข่ายบริการสุขภาพเมือง” ให้เป็นวาระหลัก เพราะจะช่วยแก้ปัญหาใบส่งตัว ความแออัด และลดต้นทุนการส่งต่อผู้ป่วยได้ในระยะยาว

จับตานโยบายหาเสียง “รับผู้ใช้บัตรทองเข้า กทม. เพิ่ม”

อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การแข่งขันเชิงนโยบายด้านสาธารณสุขในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบใหม่ โดย นพ.อานนท์ เปิดเผยว่า มีแนวคิดจากหลายฝ่ายที่จะเพิ่มจำนวนประชาชนสิทธิบัตรทองที่อยู่ในความดูแลของหน่วยบริการ กทม.

โดยปัจจุบันยังมีศักยภาพของโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัด กทม. ที่สามารถรองรับประชาชนได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“บางแห่งรับประชากรน้อยมาก ทั้งที่ศักยภาพจริงยังขยายได้อีกเยอะ อย่างโรงพยาบาลบางนา กทม. รับประชากรในระบบเพียงประมาณ 2,000 คน ทั้งที่ในเชิงศักยภาพควรดูแลได้มากกว่านั้นหลายเท่า”

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

ขณะเดียวกัน มีการพูดถึงแนวคิดที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่อยู่ในระบบ กทม. อีกหลายแสนคน ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงสำคัญของการเลือกตั้งครั้งหน้า

“การแข่งขันกันเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยทำให้ทุกฝ่ายเริ่มมองจริงจังว่า กทม. ควรมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลระบบสุขภาพของคนเมือง”

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

“สุขภาพเมือง” จะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

นพ.อานนท์ ยังเชื่อว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้ น่าจะทำให้ประเด็นสุขภาพเมือง ถูกพูดถึงมากกว่าที่ผ่านมา เพราะปัญหาของ กทม. ไม่ได้มีแค่รถติด น้ำท่วม หรือฝุ่น PM 2.5 แต่รวมถึงการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของประชาชนด้วย ดังนั้น หาก กทม. สามารถจัดเครือข่ายบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกันได้จริง ทั้งระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาล และระบบส่งต่อ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนเมืองได้มหาศาล

“โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ มีระบบสุขภาพที่ใกล้บ้าน เข้าถึงง่าย แล้วไม่หลุดจากระบบเวลาเจ็บป่วย”

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

เปิดโครงสร้างบัตรทอง กทม.ปี 69
ศูนย์สาธารณสุข กทม. ดูแล 8.3 แสนคน จากผู้ใช้สิทธิกว่า 3.5 ล้านคน

นพ.อานนท์ ยังได้เปิดข้อมูลปี 2569 พบว่า กทม.มีประชากรลงทะเบียนสิทธิบัตรทองรวมทั้งสิ้น 3,542,248 คน โดยยังคงพึ่งพา คลินิกเอกชน เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหลักมากที่สุด จำนวน 1,964,299 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 

ขณะที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ดูแลประชาชนอยู่ 837,658 คน ลดลงต่อเนื่องจากระดับกว่า 1 ล้านคนในช่วงปี 2565 สะท้อนภาระการดูแลผู้ป่วยที่ไหลไปสู่คลินิกชุมชนและหน่วยบริการเอกชนมากขึ้น

โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองรวมกันกว่า 585,512 คน แบ่งเป็น

  • โรงพยาบาลราชวิถี 419,397 คน

  • โรงพยาบาลเอกชน 166,115 คน

  • หน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลราชวิถี ดูแล 154,779 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 

ขณะที่หน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลเอกชนลดลงเหลือ 149,939 คน ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญ ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องนโยบายสุขภาพ กทม. และข้อเสนอเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขให้กลับมารับดูแลประชาชนในระบบบัตรทองมากขึ้นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้ 

ปชน.ชูนโยบายสุขภาพ กทม. ดัน ศบส. ดูแลบัตรทองเพิ่ม จาก 8 แสน เป็น 1 ล้านคน

สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ พรรคประชาชน ที่ส่ง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ได้เผยแพร่ นโยบายสาธารณสุข ผ่านเว็บไซต์ ระบุว่า ปัจจุบันระบบบริการสุขภาพใน กทม.กำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งปัญหาการออกใบส่งตัวสำหรับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ความแออัดของคลินิกอบอุ่น การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ยังต่ำ 

รวมถึงข้อจำกัดในการฟื้นฟูผู้ป่วยระยะกลาง เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ไขสันหลัง และกระดูกสะโพก ที่จำนวนมากพลาดโอกาสฟื้นฟูในช่วง 6 เดือนแรกซึ่งเป็นระยะสำคัญของการรักษา 

นอกจากนี้ยังชี้ว่าผู้สูงอายุจำนวนมาก ยังเข้าไม่ถึงอุปกรณ์ป้องกันการล้ม และประชาชนรายได้น้อยยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนบางชนิดได้อย่างเท่าเทียม

จึงเสนอนโยบายยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ทั้ง 69 แห่งของ กทม. ให้เป็นฐานหลักของระบบสุขภาพเมือง โดยตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองจาก 8 แสนคน เป็น 1 ล้านคน 

พร้อมเพิ่มบริการสุขภาพจิต บริการกายภาพบำบัดใกล้บ้าน และพัฒนาศูนย์ยืมคืนกายอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ นอกจากนี้ยังมีนโยบายแจกไม้เท้าและราวจับในห้องน้ำฟรีให้ผู้สูงอายุ

รวมถึงเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนสำคัญ เช่น วัคซีนไข้เลือดออก วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนปอดอักเสบ เพื่อผลักดันให้การเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของคนกรุงเทพฯ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active