คลินิก เผย ระเบียบไม่ชัด ทำหน่วยบริการไม่เข้าร่วม กระทบการเข้าถึงของประชาชน ด้าน รองเลขาฯ สปสช. ย้ำ “เบิกคืนได้” หากให้บริการหลัง 28 ต.ค. 68 เตรียมหารือทุกฝ่าย กำหนดไกด์ไลน์ เพื่อความเข้าใจตรงกัน
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) ถือเป็นวันแรกที่ทดลองเปิดให้บริการ ยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ตามสิทธิประโยชน์ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) หลังผ่านการพิจารณาและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 28 ต.ค. 2568 ซึ่งบรรยากาศที่ คลินิกแทนเจอรีน (Tangerine Clinic) เขตปทุมวัน กทม. ยังมีผู้ใช้บริการบางตา
สุรัฏติกาล สวิงคูณ ผู้รับบริการ ยอมรับว่า รู้สึกสบายใจกับการเข้ารับบริการยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพที่คลินิกแทนเจอรีน เนื่องจากเป็นคลินิกเฉพาะทางของคนข้ามเพศที่มีมาตรฐาน เจ้าหน้าที่จึงมีความเข้าใจในการซักถามข้อมูล บริการด้วยความเป็นมิตร ไม่รู้สึกอึดอัดใจ


ขณะที่การบรรจุให้ฮอร์โมนอยู่ในสิทธิบัตรทองในช่วงนี้ยังตรงกับ Pride Month หรือ เดือนแห่งความภาคภูมิใจในสิทธิของเราที่ควรจะได้รับ
“รู้สึกดีใจมาก เพราะว่าตลอดเวลาที่รับการเทคฮอร์โมน ต้องมีการใช้เงินส่วนตัวออกไป พอมีสิทธิ์ตรงนี้เข้ามา รู้สึกว่าทางภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ แล้วก็จะทำให้เราได้รับฮอร์โมนอย่างถูกต้อง เด็กรุ่นหลัง ๆ ก็จะได้รับการเทคฮอร์โมนอย่างถูกต้องด้วย”
สุรัฏติกาล สวิงคูณ
นพ.จักรภัทร บุญเรือง แพทย์นักวิจัย จากสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และแพทย์ประจำคลินิกแทนเจอรีน บอกว่า คลินิกแทนเจอรีน ถือเป็นคลินิกแห่งแรกที่ทดลองให้บริการ ยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ตามสิทธิบัตรทอง เนื่องจากเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายมาก่อน และเป็นผู้ผลักดันประเด็นนี้ตั้งแต่ก่อตั้งคลินิก หากทดลองนำร่องแล้วพบว่าประสบปัญหาในการเบิกจ่ายตามสิทธิจริง ก็จะเป็นตัวอย่างในการชี้ให้เห็นถึงปัญหา และพัฒนาระบบต่อไป

ทั้งนี้ คลินิกแทนเจอรีน เป็นศูนย์ให้บริการด้านสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับคนข้ามเพศโดยเฉพาะ และขึ้นทะเบียน หน่วยนวัตกรรม กับ สปสช. ทำให้สามารถให้บริการภายใต้งบฯ ส่งเสริม และป้องกันโรค ซึ่งบอร์ด สปสช.ได้อนุมัติให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแล้ว ทำให้มีความพร้อมสำหรับการให้บริการทันที
โดยบริการที่สามารถเบิกจ่าย สปสช. สำหรับหน่วยบริการที่บริการฮอร์โมน ประกอบด้วย ค่าห้องปฏิบัติการ (แล็บ) เพื่อความปลอดภัยก่อน และระหว่างการรับฮอร์โมน เช่น การตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศ ตรวจค่าการทำงานของตับ ไต รวมไปถึงยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เช่น ยาฮอร์โมนเพศหญิง และยากดฮอร์โมนเพศชาย
คลินิกรับกังวลการเบิกจ่าย
อย่างไรก็ตาม ทางคลินิกแสดงความกังวลต่อความชัดเจนในการเบิกจ่าย เนื่องจากยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เพิ่งบรรจุเข้ามาหลังประกาศคลินิกนวัตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพ ฉะนั้นฮอร์โมนจะไม่ถูกบรรจุเข้าไปเป็นหนึ่งในบริการที่คลินิกนวัตกรรมสามารถทำได้ ทั้งที่แทนเจอรีนคลินิก และภาคประชาชนเป็นคนผลักดันให้ยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เข้าไปอยู่ในระบบบัตรทองได้สำเร็จ
ขณะที่ข้อกำหนดของหน่วยนวัตกรรม ยังมีความรัดกุมมากกว่าหน่วยงานประเภทอื่น เนื่องจาก สปสช.เพิ่งออกประกาศสำหรับหน่วยนวัตกรรมโดยเฉพาะ ว่าการเบิกจ่ายงบฯ ส่งเสริม ป้องกันโรค ผู้เข้ารับบริกาจะต้อง ยืนยันตัวตนด้วย “สแกนใบหน้า” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบ แต่ข้อจำกัดคือหากผู้รับบริการหน้าเปลี่ยน เช่น ทำศัลยกรรมทำให้สแกนไม่ผ่าน ซึ่งแทนเจอรีนคลินิกเคยเจอปัญหานี้มาแล้ว เป็นภาระให้กับผู้รับบริการต้องไปขอยื่นอุทธรณ์
นอกจากนี้ยังมี กรณีผู้รับบริการขอรับบริการการแพทย์ทางไกล (Telehealth) มีทั้งความละเอียดอ่อนในการยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบ้หน้า เช่น การยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ซึ่งอาจรวมถึงการรับยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ และระบบดังกล่าวยังเป็นการตรวจสอบแบบ Geolocation นั่นหมายถึงผู้รับบริการจะต้องอยู่ในสถานที่ที่ใกล้เคียงกับคลินิกที่ให้บริการถึงจะสามารถเบิกจ่ายตามสิทธิบัตรทองได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางกับประชาชนที่ไม่มีคลินิกที่ขึ้นทะเบียนหน่วยนวัตกรรม กับ สปสช. อยู่ในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม นพ.จักรภัทร กล่าวว่า สปสช. ได้เปิดช่องให้คลินิกสามารถเบิกจ่ายได้ด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม ผ่านระบบบันทึกข้อมูลและประมวลผลข้อมูลการบริการทางการแพทย์ (e-Claim) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ข้อบังคับที่ทำได้ตามประกาศข้างต้นยังมีผลอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเป็นช่องทางชั่วคราวเท่านั้น
“คิดว่าระบบที่ สปสช.วางไว้ค่อนข้างชัดเจนในหน่วยงานที่เคยทำมาแล้ว แต่สำหรับคลินิกใหม่ๆ ที่เขาอยากจะทำอาจจะมีความสับสน สิ่งที่ผมอยากให้ สปสช.ทำคือแจกแจงรายละเอียดวิธีการขึ้นทะเบียนอย่างชัดเจนว่าใครสามารถทำได้บ้าง อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องขององค์ความรู้มีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยยืนยันว่ามาตรฐานผู้ให้บริการ การคัดกรองผู้รับบริการที่ถูกต้องควรจะเป็นแบบไหน”
นพ.จักรภัทร บุญเรือง
สปสช.รับ ต่างจังหวัดอาจยังเข้าไม่ถึงบริการ
ด้าน นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการ สปสช. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ The Active ระบุว่า สปสช. คาดว่าจะกระจายยาฮอร์โมนให้กับหน่วยบริการทั้ง 50 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.เป็นต้นไป แต่จากการตรวจสอบล่าสุด มีประมาณ 10 แห่งที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยให้บริการฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศที่พร้อมให้บริการ ทั้งนี้ยอมรับว่าทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ กทม. ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัดจะยังเข้าไม่ถึงบริการนี้

เหตุผลเนื่องจากต้องมีการประเมินศักยภาพหน่วยบริการ เพราะฮอร์โมนมีผลข้างเคียง และความเสี่ยงทางสุขภาพ หน่วยบริการจำเป็นจะต้องมีคนที่มีประสบการณ์ หรือผ่านการอบรม ซึ่งส่วนใหญ่ในรอบแรกจะเป็นสถานบริการที่เคยให้บริการอยู่เดิมก่อน เช่น คลินิกนวัตกรรมที่ให้บริการด้านความหลากหลายทางเพศ
ย้ำหน่วยบริการเบิกจ่ายตามระเบียบ เบิกคืนได้
ขณะที่ความกังวลของคลินิกแทนเจอรีน ต่อความเสี่ยงในการเบิกจ่ายยากับ สปสช.นั้น นพ.นิธิวัชร์ ย้ำว่า หากเป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน และให้บริการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 28 ต.ค. พ.ศ.2568 เบิกจ่ายตามระเบียบก็สามารถที่จะเบิกคืนได้ รวมถึงการขยายรูปแบบการบริการให้ทั่วถึง โปร่งใสในเร็วๆ นี้
“ปัญหาที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดเรื่อง Telehealth แต่คลินิก และคุณหมอ ก็มีเหตุผลอยู่เพราะถ้าหน่วยบริการกระจุกอยู่ในกทม.คนที่อยู่ต่างจังหวัดเข้าถึงลำบาก อาจจะต้องคุยกัน เช่น เป็นหน่วยบริการภาครัฐ หรือมีประสบการณ์ยาวนานก็อาจจะดูเป็นรายกรณี”
นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง
ทั้งนี้ สปสช.จะมีการเรียกหารือกับหน่วยบริการ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อชี้แจงต่อ สปสช.เขต และหน่วยบริการเข้าใจเรื่องการขึ้นทะเบียน เงื่อนไขผู้ให้บริการ ชุดบริการมีอะไรบ้าง เบิกจ่ายด้วยโปรแกรมไหน รวมถึงไกด์ไลน์ เพื่อความเข้าใจตรงกัน ทั้งคลินิกเอกชนของภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง และเตรียมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเร็วๆ นี้
