นพ.วีระพันธ์ ระบุสิทธิสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่ตั้งคำถามถึงลำดับความสำคัญของงบประมาณ หลัง สปสช.ให้บริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพแก่คนข้ามเพศใน 50 หน่วยบริการ
วันนี้ (7 มิ.ย. 69) นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ระบุถึงกรณีที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุบริการ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ระบบสาธารณสุขไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ
นพ.วีระพันธ์ ระบุว่า แม้จะยินดีกับคนข้ามเพศที่ได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ และไม่ได้ปฏิเสธว่ากลุ่มดังกล่าวควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพ แต่เห็นว่ารัฐควรพิจารณาลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงที่หน่วยบริการหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน
“ตอนนี้ สปสช.มีเงินพอไหม เรารวยขนาดนั้นเลยหรือ” นพ.วีระพันธ์ ตั้งคำถาม พร้อมยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพ ทั้งคลินิกชุมชนอบอุ่นบางแห่งที่ยุติการให้บริการ โรงพยาบาลชุมชนที่ประสบปัญหาทรัพยากรจำกัด ผู้ป่วยมะเร็งบางส่วนที่ยังเข้าไม่ถึงยาจำเป็น และผู้ป่วยล้างไตที่ยังต้องรอรับบริการ
สมาชิกวุฒิสภารายนี้ยังระบุว่า สิทธิด้านสุขภาพเป็นสิทธิของทุกคน แต่เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้ไปในแต่ละด้านให้ประโยชน์คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด และมีผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรในส่วนอื่นหรือไม่
ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง สปสช.เดินหน้าจัดซื้อ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เพื่อให้บริการแก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศภายใต้สิทธิบัตรทอง โดยคาดว่าจะเริ่มกระจายยาไปยังหน่วยบริการนำร่องทั่วประเทศได้ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2569
สำหรับบริการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และส่งเสริมให้ผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ โดยครอบคลุมทั้งการรับยาฮอร์โมน การตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น
ยาฮอร์โมนที่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์มีจำนวน 8 รายการ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ฮอร์โมนเพศหญิงทั้งชนิดรับประทานและชนิดทา ฮอร์โมนเพศชายชนิดฉีด ยาบล็อกฮอร์โมนเพศชายชนิดเม็ด และยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง
นอกจากนี้ ผู้รับบริการยังจะได้รับการตรวจติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจระดับฮอร์โมน การทำงานของตับและไต รวมถึงระบบเผาผลาญของร่างกาย เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนในระยะยาว
ทั้งนี้ หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการมีประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยคลินิกภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐบางแห่ง โดย สปสช. จะทยอยประชาสัมพันธ์รายละเอียดการเข้ารับบริการต่อไป
