‘สภาผู้บริโภค’ ฝาก ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ปฏิรูประบบสุขภาพเมือง

สะท้อนปัญหาบริการด้านสุขภาพคนกรุง ชง 4 ข้อเสนอถึง ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เร่งจัดการปัญหาส่งต่อ-ใบส่งตัว การเข้าถึงบริการ ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข จริงจังลงทุนด้านสุขภาพ สร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพกลาง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาผู้บริโภค ร่วมกับ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ แถลงถึง 4 ข้อเสนอด้านบริการสุขภาพ ต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างระบบบริการสุขภาพของคนกรุงเทพฯ พร้อมเสนอให้ กทม. ก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ กทม.ทั้งระบบ ต้องไม่เป็นเพียงหน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลเฉพาะงานส่งเสริมสุขภาพหรือบริการบางส่วนตามศักยภาพ กทม. เท่านั้น

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค บอกว่า ระบบสุขภาพเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะ การแก้ปัญหาระบบส่งต่อผู้ป่วย ที่ยังสร้างภาระให้ประชาชนจำนวนมาก หลายคนต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อขอ ใบส่งตัว และรอรับบริการ ทั้งที่ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ควรให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิตของประชาชน ในมิติอื่นควบคู่กัน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ผังเมือง และระบบขนส่งสาธารณะ เพราะล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของคนเมือง

รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ย้ำว่า ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด มาเป็น “ผู้นำเมือง” ที่สามารถมองเห็นและจัดการปัญหาของประชาชนได้ทั้งระบบ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ

โดยมีข้อเสนอปฏิรูประบบสุขภาพถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ดังนี้

 1. กทม. เป็นเจ้าภาพหลักบริการสุขภาพทั้งระบบ

  • ขับเคลื่อนเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ให้เพียงพอและเชื่อมโยงกันจริง

  • ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสังกัด กทม. ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชนและหน่วยบริการอื่น ๆ ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายระดับพื้นที่

  • กำหนดบทบาทของแต่ละหน่วยบริการอย่างชัดเจน

  • มีเส้นทางการส่งต่อที่ประชาชนเข้าใจง่าย และมีคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่บริหารบริการและงบประมาณร่วมกัน

สมชาย กระจ่างแสง ผู้แทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ บอกว่า กทม. เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนด้านการบริหารจัดการบริการสุขภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากมีประชาชนภายใต้สิทธิการรักษาหลายระบบ รวมถึงประชากรแฝงจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบบริการกลับยังขาดกลไกกลางที่สามารถบริหารจัดการและเชื่อมโยงหน่วยบริการทั้งหมดเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงเสนอให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารระบบสุขภาพทั้งเมือง โดยให้ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นแกนกลางประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และหน่วยบริการทุกระดับ เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงกัน กำหนดบทบาทชัดเจน และมีระบบส่งต่อที่ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

2. ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข

  • ให้เป็นรากฐานของระบบสุขภาพเมืองอย่างแท้จริง

  • ไม่ควรถูกจำกัดบทบาทเป็นเพียงคลินิกขนาดเล็ก

  • เพิ่มกำลังคน งบประมาณ เครื่องมือ ระบบข้อมูลและขีดความสามารถในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง

  • พิจารณายกระดับบางแห่งให้รองรับบริการระดับ ทุติยภูมิแบบผู้ป่วยนอก เพื่อลดภาระโรงพยาบาลใหญ่และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้านมากขึ้น

ฐิตินัดดา รักกู้ชัย ประธานศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางกอกน้อย ย้ำว่า ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ควรได้รับการยกระดับให้เป็นฐานรากสำคัญของระบบสุขภาพเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงหน่วยบริการขนาดเล็กที่ทำหน้าที่รักษาโรคเบื้องต้นเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือ และระบบข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ควรพิจารณา ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขบางแห่งให้สามารถให้บริการระดับทุติยภูมิ ในรูปแบบผู้ป่วยนอก โดยสามารถให้บริการสาธารณสุขที่มีการตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ป่วยโรคพื้นฐานจนถึงระดับที่จำเป็นต้องใช้แพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพใกล้บ้านมากขึ้น

3. ดัน กทม. ร่วมบริหารงบประมาณสุขภาพเมือง

  • เพื่อให้เกิดความเพียงพอของงบประมาณ ด้านบริการสุขภาพ

  • ศึกษาและขับเคลื่อนมาตรการเพิ่มรายได้ด้านสุขภาพของเมืองอย่างจริงจัง

  • เสนอให้ศึกษาแนวทางรายได้ใหม่ เช่น ภาษีบุหรี่ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการทางการคลังอื่นที่เหมาะสม

  • การลงทุนด้านสุขภาพต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมความโปร่งใส และใช้เงินเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค บอกอีกว่า กทม.เป็นเมืองที่มีต้นทุนการให้บริการสุขภาพสูง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและข้อกฎหมายบางประการที่ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรด้านสุขภาพไม่สอดคล้องกับภาระงานที่แท้จริง

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้กรุงเทพมหานครเข้ามา มีบทบาทร่วมบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพกับกองทุนสุขภาพต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเพียงพอและเหมาะสมกับสภาพปัญหาในพื้นที่ พร้อมศึกษามาตรการเพิ่มรายได้ด้านสุขภาพของเมืองในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นภาษีบุหรี่ ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการทางการคลังอื่น ๆ ที่เหมาะสม โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส และนำรายได้กลับมาใช้เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน

4. สร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพกลาง

  • เชื่อมโยงข้อมูลการรักษา การส่งต่อ และการติดตาม ผู้ป่วย ระหว่าง ศบส. โรงพยาบาล และหน่วยบริการต่าง ๆ

  • ลดความซ้ำซ้อนในการรับบริการ

  • ลดภาระประชาชนที่ต้องเล่าประวัติช้ำทุกครั้งและลดความเสี่ยงจากข้อมูลขาดตอน

  • ทำให้ผู้บริหารเมืองใช้ข้อมูลจริงในการวางแผนบริการสุขภาพระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ นักวิชาการสาธารณสุข ก็ระบุถึง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพกลาง ของประชาชนเป็นอีกภารกิจสำคัญที่ กทม. ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ข้อมูลการรักษาพยาบาล การส่งต่อ และการติดตามผู้ป่วยสามารถเชื่อมโยงกันได้ระหว่างหน่วยบริการทุกระดับ

การมีฐานข้อมูลสุขภาพกลางจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการรักษา ลดภาระของประชาชนที่ต้องให้ข้อมูลประวัติการรักษาซ้ำ ลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่อง และช่วยให้ผู้บริหารเมืองสามารถใช้ข้อมูลจริงในการวางแผนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพ

มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค สะท้อนว่า ปัญหาระบบสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนโรงพยาบาล แต่เกิดจากความซับซ้อนของระบบที่ต้องรองรับประชาชนกว่า 8 ล้านคน ภายใต้สิทธิการรักษาหลายระบบ รวมถึงประชากรแฝงจำนวนมาก ขณะที่หน่วยบริการสุขภาพยังสังกัดหลายหน่วยงาน ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลและการส่งต่อผู้ป่วยไม่มีประสิทธิภาพ เกิดความล่าช้าและการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง

การขาดการบูรณาการของระบบบริการสุขภาพทำให้ผู้ป่วยกระจุกตัวในโรงพยาบาลขนาดใหญ่จนเกิดความแออัด ขณะที่หน่วยบริการปฐมภูมิยังทำหน้าที่ด่านหน้าได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งงบฯ เหมาจ่ายรายหัวในกรุงเทพฯ ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการที่สูงกว่าในหลายพื้นที่ 

ส่งผลให้หน่วยบริการแบกรับภาระเพิ่มขึ้น่วยบริการปฐมภูมิยังไม่เข้มแข็ง อีกทั้งงบฯ เหมาจ่ายรายหัวไม่สอดคล้องกับต้นทุนในกรุงเทพฯ จนซ้ำเติมปัญหาระบบส่งต่อผู้ป่วย

สอดคล้องกับ ธนัช ธรรมิสกุล หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาผู้บริโภค เปิดเผยผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาพในพื้นที่ กทม. พบปัญหาร่วมกันหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนหน่วยบริการปฐมภูมิ ภาระงานของโรงพยาบาลที่เกินศักยภาพ ระบบส่งต่อที่ยังพึ่งพาเอกสาร บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และการเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active