เสียงสะท้อนเวทีรับฟังความเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ระบบบัตรทอง ปี 69 ‘หมอ รพ.ใหญ่’ ระบุหากคนไข้อาการไม่หนัก ควรเริ่มรับบริการที่หน่วยบริการใกล้บ้านก่อน ไม่จำเป็นต้องเข้า รพ.ใหญ่ ทุกกรณี กังวลทำระบบส่งต่อสะดุด ขณะที่ ชมรม รพศ.-รพท. แนะต้องพัฒนา รพ.ชุมชน เชื่อมข้อมูลรักษา สร้างความเข้าใจใช้บริการตามระดับอาการ ด้าน กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ค้านแนวคิดร่วมจ่าย เชื่อ เสี่ยงย้อนกลับสู่ความเหลื่อมล้ำ ห่วงปัญหาเรียกเก็บเงินผู้ป่วยยังเกิดซ้ำ
วันนี้ (22 มิ.ย. 69) การประชุมรับฟังความคิดเห็นโดยทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประจำปี 2569 นพ.สมบัติ สธนเสาวภาคย์ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) สะท้อนว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีของการดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศไทยได้พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีการจัดลำดับการรักษาตามศักยภาพของหน่วยบริการมากขึ้น จากเดิมที่มีข้อถกเถียงอย่างมากเกี่ยวกับการต้องผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิหรือโรงพยาบาลชุมชนก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่
ปัจจุบันระบบเริ่มมีความลงตัวมากขึ้น ประชาชนเรียนรู้และเข้าใจบทบาทของหน่วยบริการในแต่ละระดับมากขึ้น ขณะที่หน่วยบริการเองก็มีการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้เหมาะสมตามความซับซ้อนของโรค
“ในอดีตมีการแข่งขันและข้อถกเถียงชัดเจนว่า ผู้ป่วยต้องผ่านโรงพยาบาลชุมชนก่อนหรือไม่ แต่วันนี้ระบบเริ่มเข้าที่มากขึ้น มีการจัดสรรให้ผู้ป่วยได้รับบริการตามศักยภาพของหน่วยบริการแต่ละระดับ”
นพ.สมบัติ สธนเสาวภาคย์

ชี้ รพ.ชุมชน ต้องเข้มแข็ง-ข้อมูลรักษาต้องเชื่อมถึงกัน
ประธานชมรม รพศ./รพท. ระบุว่า ความสำเร็จของระบบบริการสุขภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิและโรงพยาบาลชุมชน และการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการ
ปัจจุบันโรงพยาบาลชุมชนมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ทั้งการวินิจฉัยโรค การรักษาเบื้องต้น และการส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน ขณะเดียวกันโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลขนาดใหญ่จำเป็นต้องเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพร่วมกัน เพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงประวัติการรักษา รายการยา และผลตรวจต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
“เมื่อผู้ป่วยไปรับบริการที่ใดก็ตาม แพทย์ควรสามารถดูข้อมูลการรักษาจากอีกแห่งหนึ่งได้ทันที ทั้งเรื่องยาและผลการรักษา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปตามศักยภาพของหน่วยบริการแต่ละระดับ”
นพ.สมบัติ สธนเสาวภาคย์
ห่วงค่านิยม “โรงพยาบาลใหญ่ดีที่สุด” ยังฝังลึกในสังคม
นอกจากประเด็นด้านระบบบริการแล้ว นพ.สมบัติ ยังเห็นว่า ปัจจัยสำคัญอีกด้านหนึ่งคือพฤติกรรมและความคาดหวังของประชาชนที่ยังนิยมเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ แม้อาการเจ็บป่วยจะไม่รุนแรง
โดยย้ำว่า สังคมไทยยังมีค่านิยมเดิมที่มองว่าโรงพยาบาลใหญ่มีแพทย์เก่งกว่าและมียาที่ดีกว่า ทำให้ประชาชนจำนวนมากเลือกไปรับบริการที่โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป ทั้งที่ปัจจุบันหน่วยบริการระดับปฐมภูมิและโรงพยาบาลชุมชนได้รับการพัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านบุคลากร ยา และเครื่องมือทางการแพทย์ จนสามารถดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ใกล้เคียงกัน
“ทุกวันนี้แทบไม่เห็นหน่วยงานระดับนโยบายออกมาสื่อสารกับประชาชนว่า หากอาการไม่หนักมาก ก็ควรเริ่มรับบริการที่หน่วยบริการใกล้บ้านก่อน ทั้งที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ทุกกรณี”
นพ.สมบัติ สธนเสาวภาคย์
สิทธิรักษาพยาบาลไม่ควรถูกตีความว่า “ไปที่ไหนก็ได้”
นพ.สมบัติ ยังกล่าวถึงการที่ประชาชนคุ้นชินกับการใช้สิทธิรักษาพยาบาล อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ทุกกรณี และมองว่าเป็นสิทธิที่พึงได้รับ ส่งผลให้ยากต่อการสื่อสารเรื่องการใช้บริการตามระดับความรุนแรงของอาการ
“บางครั้งไม่มีใครกล้าบอกประชาชนว่า ควรเริ่มรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกเรื่องสิทธิของประชาชน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง”
นพ.สมบัติ สธนเสาวภาคย์
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนกับการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลตามระดับความจำเป็นของโรค
นักวิจัย TDRI ยกตัวอย่างต่างประเทศ ใช้ทั้ง “เงิน” และ “เวลา” ควบคุมการใช้บริการ
ขณะที่ ณัฐนันทร์ วิจิตรอักษร นักวิจัยและที่ปรึกษารับเชิญจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวเสริมว่า หลายประเทศใช้มาตรการหลากหลายในการบริหารจัดการการเข้าถึงบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนใช้บริการอย่างเหมาะสม โดยยกตัวอย่างระบบบริการในต่างประเทศที่ผู้ป่วยต้องนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเข้ารับบริการในระดับปฐมภูมิ หากเดินทางเข้ารับบริการโดยไม่มีการนัดหมาย หรือเข้ารับบริการนอกเวลาทำการ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือมีเงื่อนไขการรอคอยที่นานขึ้น
นอกจากนี้ โรงพยาบาลบางแห่งยังแสดงเวลารอคอยโดยประมาณของผู้ป่วยที่ไม่อยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้ว่าจะรอรับบริการหรือกลับไปพักผ่อนและดูแลอาการเบื้องต้นก่อน
“หลายประเทศใช้ทั้งการร่วมจ่ายด้วยเงินและการร่วมจ่ายด้วยเวลา ทำให้ประชาชนตระหนักว่าควรดูแลสุขภาพตนเองและเลือกใช้บริการให้เหมาะสมกับอาการ ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องไปโรงพยาบาลทันที”
ณัฐนันทร์ วิจิตรอักษร
เสนอสร้างวัฒนธรรมใช้บริการตามความจำเป็น
ดร.ณัฐนันทร์ เห็นพ้องกับข้อเสนอของ นพ.สมบัติ ว่า การพัฒนาระบบสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มงบประมาณหรือจำนวนหน่วยบริการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนสามารถประเมินอาการเบื้องต้นและเลือกใช้บริการในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ การเสริมความเข้มแข็งของหน่วยบริการปฐมภูมิ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการ และการปรับพฤติกรรมการใช้บริการของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และทำให้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพค้านแนวคิดร่วมจ่าย
ด้าน สมชาย กระจ่างแสง ผู้แทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ แสดงความกังวลต่อแนวคิดการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ณ จุดบริการ โดยเห็นว่าเป็นประเด็นที่ขัดกับหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งยึดหลักให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้โดยไม่ติดขัดจากฐานะทางเศรษฐกิจ
สมชาย กล่าวว่า เมื่อได้ยินข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นในสัดส่วน 10% หรือ 30% ของค่ารักษา ทำให้เกิดความกังวลว่า ระบบอาจย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ประชาชนต้องพิจารณาความสามารถทางการเงินของตนเองก่อนเข้ารับการรักษา
“คนที่มีกำลังจ่ายก็ยังได้รับบริการ แต่คนที่ไม่มีเงินอาจเข้าไม่ถึงการรักษา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ และขัดกับหัวใจของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”
สมชาย กระจ่างแสง
ยกกรณีผู้ป่วยผ่าตัดสะโพก ถูกแจ้งเตรียมเงิน 4-5 หมื่นบาท
นอกจากนี้ สมชาย ยังสะท้อนความกังวลต่อปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งยังคงพบอยู่เป็นระยะ แม้จะเป็นบริการที่อยู่ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยรายหนึ่งในจังหวัดนครนายก ซึ่งได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าเพื่อผ่าตัดข้อสะโพก โดยได้รับใบส่งตัวอย่างถูกต้องและมีคิวผ่าตัดภายในเวลาประมาณครึ่งเดือน
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยได้รับการแจ้งให้เตรียมค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000-50,000 บาท ทำให้ต้องวิ่งหาเงินและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้
สมชาย ยังกล่าวว่า ภายหลังได้รับการประสานข้อมูล พบว่าข้อสะโพกเทียมดังกล่าวอยู่ในรายการที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรรงบประมาณรองรับไว้แล้ว และไม่ควรมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ป่วย จึงได้ช่วยประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหา
เผยผู้ป่วยถูกตำหนิ หลังร้องเรียน สปสช.
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประสานงาน ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้ติดต่อกลับมาด้วยความกังวล โดยระบุว่าถูกบุคลากรในโรงพยาบาลตำหนิที่นำเรื่องไปร้องเรียนต่อ สปสช. และมีการกล่าวในลักษณะว่า หากร้องเรียนในลักษณะดังกล่าว อาจส่งผลต่อการจัดคิวผ่าตัดในอนาคต
“ผมฟังแล้วรู้สึกหดหู่ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับประชาชนจริง ๆ และสะท้อนว่าปัญหาการเรียกเก็บเงินเกินสิทธิยังคงเกิดขึ้นอยู่ในระบบ”
สมชาย กระจ่างแสง
แม้ระบบจะมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1330 คณะกรรมการสอบสวน และกลไกคุ้มครองสิทธิอื่น ๆ แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
เสนอเพิ่มมาตรการคุ้มครองสิทธิ-เสริมศักยภาพศูนย์บัตรทอง
สมชาย ยังตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อมูลสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ประเด็นด้านการคุ้มครองสิทธิผู้รับบริการกลับมีการหยิบยกขึ้นมาน้อย เมื่อเทียบกับปัญหาที่พบในภาคสนามจริง
จึงเสนอให้ สปสช. พิจารณาเพิ่มมาตรการป้องกันการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินสิทธิอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยบริการว่า รายการใดสามารถเรียกเก็บได้หรือไม่ได้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกคุ้มครองสิทธิให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม
“อาจต้องทบทวนว่าจะเพิ่มศักยภาพศูนย์บัตรทอง หรือกลไกช่วยเหลือหน้างานอย่างไร เพื่อให้สามารถช่วยเจรจาและแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และลดภาระของสายด่วน 1330”
สมชาย กระจ่างแสง
ห่วงปัญหาใบส่งตัวในกรุงเทพฯ กระทบผู้ป่วยวงกว้าง
นอกจากนี้ สมชาย ยังกล่าวถึงปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพคล่องและการเบิกจ่ายค่าบริการระหว่างกองทุนกับหน่วยบริการเอกชนในบางช่วงที่ผ่านมา เมื่อเกิดความล่าช้าในการเบิกจ่ายหรือหน่วยบริการบางแห่งชะลอการรับส่งต่อผู้ป่วย ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง และมีกรณีร้องเรียนเข้ามายังคณะทำงานด้านคุ้มครองสิทธิจำนวนมาก
“ปัญหาเรื่องการเรียกเก็บเงินเกินสิทธิ และปัญหาใบส่งตัวในกรุงเทพมหานคร เป็นสองเรื่องที่ผมกังวลมากที่สุดในเวลานี้ เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง และยังต้องการมาตรการแก้ไขที่ชัดเจนมากขึ้น”
สมชาย กระจ่างแสง
