Soft Power ต้องเปลี่ยนฐานแฟนคลับ ให้เป็นเครือข่ายผู้สนับสนุนในระยะยาว

นักวิชาการ เสนอให้ไทยทบทวนความเข้าใจเรื่อง Soft Power ชี้ ที่ผ่านมาเน้นเพียงส่งออกวัฒนธรรมและสร้างความนิยม แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยน “แฟนคลับ” ให้เป็น “ผู้สนับสนุนประเทศ” ได้ แนะใช้แนวคิด “พลังบารมี” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เครือข่าย และอำนาจต่อรองในเวทีโลก

1 ส.ค. 2569 ว่าที่ ร.ต. เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) และผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมไทยคดีศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี เสนอใน โครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน เรื่อง กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อ หลังโลกาภิวัตน์” รุ่นที่ 3 ให้ประเทศไทยทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับ Soft Power ใหม่ โดยเห็นว่า ที่ผ่านมาไทยตีความ Soft Power ในฐานะการส่งออกวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความหมายดั้งเดิมที่หมายถึง “อำนาจในการโน้มน้าวและสร้างอิทธิพล” พร้อมเสนอให้ใช้คำว่า “พลังบารมี” เพื่อสื่อถึงการเป็นประเทศที่น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้ และสามารถสร้างผู้สนับสนุนนโยบายหรือผลประโยชน์ของประเทศได้มากกว่าการมีเพียงแฟนคลับที่ชื่นชอบวัฒนธรรมไทยเท่านั้น

ว่าที่ ร.ต. เสกสรร มองว่า ปัจจุบันการที่ไทยเดินทางไปจัดเทศกาลในประเทศต่าง ๆ นั้น ทำได้มากสุดแค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่าไทยมีวัฒนธรรมที่ดีและทันสมัย จนกระทั่งเกิดความนิยม แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนความนิยมให้เป็นพลังสนับสนุนประเทศได้ เช่น คนเที่ยวเสร็จแล้วก็จบ

“วันนี้เรามีแฟนคลับ Thai Pop จำนวนมาก แต่สนับสนุนเพียงเพลงไทย เราต้องทำให้สนับสนุนประเทศ คนสนับสนุนนโยบายของเรา นี่คือโจทย์ที่ต้องขยับต่อไปจากการทำเรื่องแฟนคลับร้องเพลงไทย อันนี้เป็นโจทย์ที่ยาก”

เขามองว่า เป้าหมายของ Soft Power ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการสร้างความนิยมต่ออาหาร เพลง หรือการท่องเที่ยวไทย แต่ควรต่อยอดไปสู่การสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุนประเทศไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ เสนอให้ภาครัฐต่อยอดด้วยการสร้างเครือข่ายระยะยาวกับชาวต่างชาติ เช่น นักเรียนทุน ผู้เรียนภาษาไทย หรือผู้ที่มีความผูกพันกับประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้พัฒนาเป็นผู้สนับสนุนประเทศไทย มากกว่าการเป็นเพียงแฟนคลับวัฒนธรรมไทย

ว่าที่ ร.ต. เสกสรร ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์แม้จะไม่ได้โดดเด่นด้านวัฒนธรรมป๊อป (Popular Culture) แต่สามารถสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ญี่ปุ่นมีทั้งวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมและเครือข่ายความร่วมมือ ส่วนเกาหลีใต้แม้ประสบความสำเร็จด้านอุตสาหกรรมบันเทิง แต่หากไม่มีการต่อยอดความนิยมไปสู่การสร้างเครือข่ายระยะยาว ก็อาจไม่ก่อให้เกิดอำนาจต่อรองได้

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างการสื่อสารของสื่อต่างประเทศในช่วงความขัดแย้งไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า แม้ไทยจะมองว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่การรายงานข่าวในต่างประเทศกลับนำเสนอไทยในฐานะผู้เริ่มใช้กำลัง ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังขาดเครือข่ายและอิทธิพลด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ

สำหรับดัชนี Soft Power Index ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผลการจัดอันดับขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำรวจ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ของไทย จะพบว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัฒนธรรมและประชาชน แต่จุดอ่อนสำคัญที่สุดคือ “Governance หรือการบริหารจัดการและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติสะท้อนตรงกันว่าเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างอิทธิพลของประเทศ

สุดท้าย ว่าที่ ร.ต. เสกสรร มองว่า แม้ปัจจุบันรัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับ Soft Power ในฐานะเครื่องมือส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหลัก หรือส่งเสริมความนิยม แต่กลับไม่ได้ยกระดับ Soft Power ไปสู่การสร้างผู้สนับสนุนประเทศ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active