กรุงเทพฯ แชมป์! ท้องไม่พร้อม หวังผู้ว่าฯ คนใหม่ เพิ่มบริการยุติการตั้งครรภ์ ใน รพ. 15 แห่งทันที

ชี้ 90% เป็นแรงงานผู้มีรายได้น้อย ประชากรแฝง เผชิญอคติจากแพทย์ผู้ให้บริการ เสี่ยงพึ่งยาทำแท้งผ่านออนไลน์ ทั้งที่กำหนดอยู่ในสิทธิสุขภาพ

วันนี้ (26 มิ.ย. 69) เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้ เครือข่ายภาคประชาชนในนาม มูลนิธิทำทาง ที่รณรงค์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการทำแท้งอย่างปลอดภัย จัดกิจกรรมขบวนรถแห่ ในแคมเปญ กรุงเทพฯ ทำแท้งปลอดภัย โอกาสใหม่เป็นไปได้ ตั้งแต่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. ถึงสวนลุมพีนี สื่อสารถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ เห็นความสำคัญของการให้บริการสุขภาพที่เข้าถึงได้อย่างปราศจากอคติ และไม่มีค่าใช้จ่าย

ก่อนหน้านี้ The Active พูดคุยกับแรงงานหญิงคนหนึ่งที่ทำงานใน กทม. ที่เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์กับ คลินิกเวชกรรมทานตะวัน หนึ่งในหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สามารถให้คำปรึกษา รวมถึงยาในการยุติการตั้งครรภ์

เธอสะท้อนกับผู้ให้คำปรึกษาประจำคลินิก ว่า จำเป็นต้องทำแท้งเนื่องจากตนเองมีภาวะโรคหัวใจ และเคยสูญเสียลูกคนแรกจากโรคทางพันธุกรรม เธอจึงตัดสินใจจะยุติการตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์แรก เพื่อรักษาชีวิต และกลับไปทำงานโรงงาน พร้อมยืนยันว่าตนเองป้องกันด้วยการกินยาคุมอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อเธอไปขอผลอัลตราซาวนด์จากโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับคนไทยทุกคน ทั้ง ยายุติการตั้งครรภ์ บริการยุติการตั้งครรภ์ และคุมกำเนิดกึ่งถาวรหลังยุติการตั้งครรภ์​ เธอกลับถูกปฏิเสธจากแพทย์

“หนูไปขอผลอัลตราซาวนด์เขามอง และพูดไม่ดีใส่เลย เขาย้อนถามว่า อัลตราซาวนด์ไปทำไม ถ้าอยากซาวนด์ก็ให้มาฝากท้องไว้เลย คือเขาไม่ยอมออกให้ ถ้าจะไปคลินิกเอกชนมันต้องใช้เงิน 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งตอนนั้นหนูไม่มีเงินเลย”

ท้ายที่สุด มูลนิธิทำทางต้องพาเธอข้ามจังหวัดไปอัลตราซาวนด์ตามสิทธิบัตรทองที่ จ.สิงห์บุรี จนสามารถเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และกลับเข้าทำงานได้ตามความตั้งใจ

กรุงเทพฯ ท้องไม่พร้อมอันดับ 1 สวนทางระบบรัฐที่ยังปิดกั้น

สอดคล้องกับข้อมูลจากมูลนิธิฯ พบว่า กทม.ครองอันดับ 1 ของประเทศที่มีผู้ขอรับคำปรึกษายุติการตั้งครรภ์สูงสุด และข้อมูลขอรับบริการยุติการตั้งครรภ์ ตามสิทธิ สปสช. ปีงบประมาณ 2568 มีจำนวนผู้หญิงถึง 39,666 ที่เข้ารับบริการ มากที่สุดอาศัยอยู่ใน กทม. 10,353 คน หรือคิดเป็น 26.1 % ของทุกเขตสุขภาพ รองลงมาคือ จ.สงขลา จ.ราชบุรี และ จ.สุราษณ์ธานี ​

และหากดูจากแผนที่โดยมูลนิธิทำทางจะเห็นว่าใน กทม.มีหน่วยบริการที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ทั้งสิ้น 14 แห่ง สวนทางกับจำนวนความต้องการหลักหมื่นคนต่อปี ที่สำคัญยังกระจุกตัวในบางเขต เฉพาะกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก แทบไม่มีหน่วยบริการอยู่เลย และหลายแห่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ขณะที่ในส่วนของโรงพยาบาลมีอยู่เพียง 4 แห่ง และเป็นแบบมีเงื่อนไขคือต้องนัดล่วงหน้า ที่สำคัญมีเพียงโรงพยาบาลตากสิน เพียง 1 แห่งเท่านั้นที่สังกัด กทม. จากที่มีอยู่ 15 แห่ง

ชนฐิตา ไกรศรีกุล ผู้จัดการมูลนิธิทำทาง

ชนฐิตา ไกรศรีกุล ผู้จัดการมูลนิธิทำทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ร่วมกิจกรรม Bangkok Open Mic ในงาน Bangkok Active Festival สะท้อนว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่ข้อจำกัดทางกฎหมาย หรืออำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. แต่คือ “อคติเชิงระบบ” ที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้บริการถูกโดดเดี่ยว และระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่ยังไม่ได้มาตรฐาน จนตัวเลขโรงพยาบาลที่พร้อมให้บริการลดลงจาก 3 แห่ง เหลือเพียง 1 แห่งในปัจจุบัน

กทม. ไม่เคยส่งเสริมคนที่ต้องการให้บริการ ไม่เคยชื่นชมคนที่ให้บริการอยู่แล้ว… สิ่งที่เราเจอตอนนี้คือคนที่ไม่พร้อมให้บริการ สั่งทั้งโรงพยาบาลว่าไม่ให้บริการ ซึ่งมันไม่แฟร์กับแพทย์ที่เขาอยากช่วย… เราเข้าใจว่ามันยาก แต่สมัยหน้าผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีใจที่จะสู้ต่อกับเรา ขยายจาก 1 กลับไปเป็น 3 หรือเป็น 13 แห่งเลยก็ได้”

ชนฐิตา ไกรศรีกุล

ชนฐิตา ย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวผูกโยงกับเศรษฐกิจปากท้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเกือบทั้งหมดของผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์คือกลุ่ม คนจน และวัยแรงงาน ที่มีกำลังจ่ายต่ำกว่า 3,000 บาท ขณะที่คลินิกเอกชนมีค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 5,000 บาท เมื่อเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ จึงนำไปสู่การพึ่งพา “ยาลักลอบขาย” ในโลกออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และเป็นอันตรายถึงชีวิต

นอกจากการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลให้ครบแล้ว อีกประเด็นสำคัญไม่แพ้กันคือมายาคติที่มีต่อผู้หญิงที่ต้องการยุุติการตั้งครรภ์ ที่อาจจะยังไม่ตามไม่ทันความก้าวหน้าทางกฎหมาย เช่น

  • คิดว่าช่วงวัยที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ เป็นวัยรุ่น แต่ความจริงจากผู้รับบริการ 86% คือผู้ใหญ่ในวัยเจริญพันธุ์/วัยทำงาน มีเพียง 14% เท่านั้นที่เป็นวัยรุ่นอายุน้อยกว่า 20 ปี
  • คิดว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่เคยมีลูก แต่เกินครึ่ง เป็นคนที่มีลูกแล้ว หรือเคยผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว แต่ไม่พร้อมมีเพิ่มเนื่องจากภาระค่าใช้จ่าย
  • คิดว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่ป้องกัน แต่ 60% มีการคุมกำเนิดแล้ว แต่เกิดความผิดพลาดจากประสิทธิภาพของอุปกรณ์หรือวิธีคุมกำเนิด
  • มองว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง แต่ 75% ของผู้หญิงที่ยุติการตั้งครรภ์ มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและปากท้องเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์

มูลนิธิทำทาง และเครือข่ายเพื่อผู้หญิงท้องไม่พร้อม จึงฝากความหวัง และส่งเสียงถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. กล้าพูดและบรรจุนโยบายอนามัยเจริญพันธุ์ และการทำแท้งปลอดภัยให้ชัดเจน เพื่อคืนชีวิต และอนาคตที่ปลอดภัยให้กับประชากรแฝงและคนทำงานในเมืองหลวงแห่งนี้

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active