อยู่ไม่ไหวแล้ว 4 ข้อเสนอเร่งด่วน ดันบาร์ ระบบแคร์กิฟเวอร์ไทย

คนไทยอายุยืนนานแต่เจ็บป่วยระยะยาว ผู้ดูแล (caregiver) รับภาระหนัก แต่กลับเงินน้อย ป่วยใจ ไร้การดูแล

วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death เสนอว่า ควรมีระบบสนับสนุนที่ช่วยเหลือระบบ caregiver อย่างเร่งด่วน 4 ประการ ได้แก่

  1. ดูแลจิตใจผู้ดูแล

งานดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง หรือผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ไม่เพียงดูแลทางร่างกายและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่จำเป็นต้องดูแลความรู้สึกและจิตใจด้วย ผู้รับหน้าที่ caregiver จึงต้องมีทักษะและความชำนาญในการดูแลผู้อื่นในหลายมิติ แต่ในทางกลับกัน กลับแทบไม่มีระบบสนับสนุนดูแลผู้ทำหน้านที่ caregiver เลย จึงนำมาสู่ภาวะเหนื่อยล้าทางใจ หมดไฟ และออกจากระบบในที่สุด

การดูแลสภาพจิตใจและความรู้สึกของ caregiver ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที ทั้งในกลุ่ม family caregiver (ผู้ดูแลระดับครอบครัว) และ community caregiver (ผู้ดูแลระดับชุมชน)

วรรณา อธิบายว่า family caregiver คือ กลุ่มผู้ดูแลที่ต้องอยู่กับคนไข้ 24 ชม. แทบไม่มีเวลาส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการออกไปข้างนอกเพื่อผ่อนคลายหรือไปเสริมทักษะต่าง ๆ ทางการดูแล คนกลุ่มนี้กำลังตกหล่น ไร้การเหลียวแล ทำให้รู้สึกหมดคุณค่าในตัวเอง และสุดท้ายก็เจ็บป่วยทางจิตใจ

ในขณะที่กลุ่ม community caregiver (ผู้ดูแลระดับชุมชน) ก็มีปัญหาอีกแบบ

แม้ว่าผู้ดูแลกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระการดูแลตลอด 24 ชม. ก็จริง แต่กลับต้องเผชิญกับการความหวังที่สูงมาก ทั้งจากตนเองและครอบครัวผู้ป่วยหรือผู้สูงวัย และหลายครั้งก็เกิดความรู้สึกร่วมกับผู้ที่ตนเองกำลังดูแล ทั้งสงสาร เห็นใจ และอาจนำมาสู่การลดทอนคุณค่าของตนเองเมื่อรู้สึกว่าดูแลได้ไม่ดีพอ นำมาสู่ภาวะวิตกกังวล เครียด นอนไม่หลับ และบ่อยครั้งก็มีปัญหาสุขภาพตามมา

“ที่ผ่านมาระบบสนับสนุน caregiver ในบ้านเราเน้นทางกายเป็นหลักแต่การดูแลจิตใจกลับมีน้อย ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขายืนระยะในการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง หากเขาได้รับการดูแลใจที่ดี จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง เห็นคุณค่าในงานที่ทำ และมีพลังในการดูแลผู้อื่น รวมทั้งตนเองและครอบครัว”

2. ค่าตอบแทนที่เหมาะสม 

ปัจจุบัน ระบบค่าตอบแทนของ caregiver ในชุมชนยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ขึ้นกับการจัดสรรงบประมาณของแต่ละท้องถิ่นเป็นหลัก และเนื่องจากถูกมองว่าเป็นเพียงงานอาสาสมัคร ค่าตอบแทนจึงเฉลี่ยอยู่ที่ 600-2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงาน เมื่อมีการลาออกบ่อย จึงทำให้การดูแลขาดความต่อเนื่อง

จากการศึกษาบทเรียนของ โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ระบุว่า หาก caregiver ได้รับค่าตอบแทน 9,000–10,000 บาทต่อเดือนจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุขมากขึ้น และทำงานในระยะยาวได้มากขึ้น อีกทั้งยังทำให้มีความต้องการประกอบอาชีพ caregiver มีมากขึ้น นำมาสู่การแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรได้ในระดับหนึ่ง

“ทุกวันนี้เมื่อเปิดรับสมัคร caregiver แทบไม่มีใครมาสมัคร เพราะค่าตอบแทนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาระงาน พวกเขาควรได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ เป็นธรรม และยังเป็นแรงจูงใจให้คนในชุมชนสามารถทำงานในบ้านเกิดหรือชุมชนของตัวเองได้อีกด้วย”

วรรณา จารุสมบูรณ์
ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death

วรรณา อธิบายต่อไปอีกว่า สำหรับหน่วยงานเอกชนหลายแห่งมีอัตราค่าตอบแทนสำหรับ caregiver ได้สูงถึง 30,000-60,000 บาทต่อเดือน จึงทำให้กลายเป็นแรงจูงใจ และทำให้เหล่าผู้ประกอบอาชีพผู้ดูแลไหลออกนอกชุมชนเพื่อรับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกว่า

ผลที่ตามาคือ ผู้ป่วยหรือผู้สูงวัยที่มีรายได้น้อยขาดผู้ดูแล และผู้ดูแลที่เป็นคนในชุมชนเอง แม้อยากจะทำงานในพื้นที่ชุมชนของตัวเอง แต่ก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากค่าตอบแทนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับการออกไปนอกชุมชน ทั้งที่บริบทในสังคมไทย การดูแลกันเองในระดับชุมชนอาจเหมาะสมในระดับโครงสร้างมากกว่า

3. ระบบพี่เลี้ยงและให้คำปรึกษา

ที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขมอบหมายให้ ผู้จัดการการดูแล (Care Manager, CM) ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดแผนการดูแลผู้ป่วย (Care Plan) ให้กับ cargiver เป็นหลัก (เช่น ผู้ป่วยแต่ละรายต้องกายภาพกี่ครั้ง ต้องทำแผลวันละกี่รอบ ฯลฯ)

แต่ปัญหาสำคัญ คือ จำนวน care manager ยังมีน้อยมากเมื่อเทียบปริมาณความต้องการ ประกอบกับภาระงานหลักที่ล้นเกิน การจะลงพื้นเยี่ยมแต่ละเคสเป็นเรื่องยาก และส่วนมากยังไม่มีค่าตอบแทนที่เป็นแรงจูงใจในการทำงาน

วรรณา จึงเสนอให้มีแพลตฟอร์มหรือช่องทางให้เกิดพี่เลี้ยงสำหรับ caregiver เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเป็นพยาบาลวิชาชีพดังที่ผ่านมา แต่อาจเป็นความร่วมมือจากสถานศึกษาหรือศูนย์ฝึกอบรมที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีโมเดลลักษณะนี้ให้เห็นแล้ว เช่น ความร่วมมือจาก วิทยาลัยบัณฑิตเอเซียและโรงพยาบาลขอนแก่น ที่เปิดหลักสูตรอบรม caregiver เพื่อสร้างผู้ดูแลในเขตจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง โดยแต่ละเดือนจะมีนัดหมายพูดคุยกันในระบบออนไลน์เพื่อให้คำปรึกษา แบ่งปันประสบการณ์ ส่งเสริมกำลังใจให้แก่กัน และให้คำแนะนำอย่างเฉพาะเจาะจงด้วย

“การอบรมแบบครั้งเดียวจบ มันคือการโยนความรู้ไปให้เขาทีเดียว แต่การดูแลมนุษย์คนหนึ่งมันซับซ้อนกว่านั้น เมื่อผู้ดูแลเจอความหลากหลายหน้างานย่อมเป็นเรื่องยากที่จะนำความรู้ชุดเดียวไปปรับใช้ จึงควรมีระบบสนับสนุนระยะยาวควบคู่กับการทำงานของพวกเขาตลอดเส้นทาง” 

4. ท้องถิ่นจัดการตัวเอง

ปัจจุบัน งบกองทุนดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ งบ LTC (Long-Term Care)ในการสนับสนุน caregiver จาก สปสช. ยังติดล็อกและไม่ถูกปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การจัดหาซื้ออุปกรณ์ที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หลายครั้งต้องใช้วิธีรับบริจาคแทน หรือการอบรมเสริมทักษะ caregiver นอกหลักสูตรหลักที่หลายท้องถิ่นไม่กล้าใช้งบฯ ส่วนนี้ เนื่องจากความกังวลเรื่องระเบียบและการตรวจสอบ

“ในวาระเร่งด่วนเช่นนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องมีนโยบายระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องการนโยบายที่ทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจเพียงพอในการจัดสรรทรัพยากร ลดระเบียบยิบย่อยลงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” วรรณา อธิบาย

สอดคล้องกลับ นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า การติดขัดด้านกฎระเบียบของประมาณยังเป็นปัญหาในบ้านเรา เมื่องบประมาณของ สปสช. ระบุว่า ต้องเป็นการใช้เงินเพื่อดูแลสุขภาพ (medical care) เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการดูแลระยะยาว (Long Term Care, LTC) เป็นการดูแลแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ สังคม หรือที่เรียกว่า social care

นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

“การดูแลผู้ป่วยของ caregiver ไม่ใช่เรื่องสุขภาพหรือการแพทย์เท่านั้น แต่มันคือการดูแลชีวิตประจำวัน ทั้งตัดเล็บ ป้อนข้าว และดูแลจิตใจ แต่เมื่อกฎระเบียบของงบประมาณเป็นในลักษณะนี้ จึงทำให้ใช้เงินได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

อย่างไรก็ตาม นพ.วิชช์ ระบุว่า ในวันนี้ประเทศไทยกำลังมาถูกทางแล้วที่มีระบบการดูแลในชุมชน (community-based) เป็นหลัก ไม่ใช่ส่งผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุสู่สถานดูแลเพียงอย่างเดียว

ในขณะที่บางครอบครัวที่ไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องดูแลสมาชิกในบ้านเอง ก็ควรมีระบบที่สอดรับ โดยเสนอให้มีการพัฒนาระบบ Respite Care (การดูแลคนแทนชั่วคราว) โดยอาจดูแลเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ลูกหลานอุ่นใจและได้มีเวลาทำงานหรือใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น

จากการศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ระบุว่า หากต้องการให้ระบบ LTC ของไทย ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพอาจต้องใช้งบประมาณราว 4.5 หมื่นล้านบาท และสูงสุดถึง แสนล้านบาท ในปี 2580 ในขณะที่ปีนี้ เรามีงบประมาณ 5,000 ล้านบาท (เพิ่มมาจากในอดีตที่มีเพียง 600 ล้านบาท)

จากบทเรียนในต่างประเทศพบว่าต้องใช้งบประมาณดูแล LTC 1-2% ของ GDP และหากเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เช่น เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสวีเดน มีการใช้นโยบายสวัสดิการ LTC เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% – 2% ของ GDP

สำหรับประเทศฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น พบว่ามีการใช้งบประมาณสูงถึง 11 ล้านล้านเยนต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยราว 2.27 ล้านล้านบาท ต่อปี

ถัดจากนี้จึงเป็นคำถามสำคัญที่สังคมไทยจำเป็นต้องถกเถียงและวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ ว่าควรออกแบบระบบและจัดสรรงบประมาณในรูปแบบต่าง ๆ อย่างไร เพื่อเตรียมรับสังคมสูงวัยที่กำลังถาโถม ดังเช่นทุกวันนี้

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active