รพ.ท่าสองยาง ใช้ชุมชนเป็นฐาน ขยายการเข้าถึงประกัน แก้ปม ผู้ป่วยไร้สิทธิชายแดน 

สถานการณ์โรงพยาบาล ชายแดนแบกภาระหนัก รพ.ท่าสองยาง จ.ตาก พยายามดึงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพผ่านโครงการไมโครอินชัวรันส์ หรือ “M-FUND” ​ประเมิน ประชากรกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ราว 80% มีหลักประกันสุขภาพแล้ว แต่สถานการณ์เงินบำรุงโรงพยาบาลยังติดลบ

วันนี้ (26 เม.ย. 69) นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตาก เปิดเผยกับ TheActive ว่า โรงพยาบาลท่าสองยางมีลักษณะเป็นโรงพยาบาลชายแดนเช่นเดียวกับหลายแห่งในพื้นที่ตะวันตก ต้องรับภาระดูแลประชาชนทั้งคนไทย กลุ่มชาติพันธุ์ และแรงงานข้ามชาติที่เข้ามารับบริการจำนวนมาก

แม้สัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีสัญชาติไทยจะไม่สูงเท่าบางพื้นที่ แต่ยังคิดเป็นกว่า 20% ของผู้รับบริการทั้งหมด ขณะที่ประชากรคนไทยในพื้นที่มีจำนวนมากกว่าประชากรต่างชาติราว 2 เท่า ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระด้านงบประมาณและการจัดบริการอย่างต่อเนื่อง

“แม้สถานการณ์อาจไม่หนักเท่า รพ.อุ้มผาง แต่เรายังเผชิญปัญหาเรื่องสิทธิการรักษา การเบิกจ่าย และต้นทุนการให้บริการในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งล้วนส่งผลต่อสถานะทางการเงินของโรงพยาบาล” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ท่าสองยาง

ปัญหาสถานะบุคคลยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ส่งเสริม ‘ประกันสุขภาพ’ ลดปัญหาค่ารักษา

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง ระบุว่า ปัญหาสถานะบุคคลยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและตามแนวชายแดน มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถพิสูจน์สถานะหรือได้รับเอกสารรับรองสิทธิ แม้บางกรณีพ่อแม่จะมีเอกสารถูกต้องแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ เหตุการณ์ทุจริตด้านทะเบียนราษฎรในบางพื้นที่ก่อนหน้านี้ ยังทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในการพิจารณารับรองสถานะบุคคล ส่งผลให้กระบวนการล่าช้าและประชาชนบางส่วนยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

โรงพยาบาลท่าสองยางพยายามลดจำนวนผู้ป่วยที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ผ่านการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงระบบประกันในรูปแบบต่าง ๆ

สำหรับเด็กที่เกิดในโรงพยาบาล แม้มารดาอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการคลอด แต่เด็กสามารถเข้าร่วมโครงการประกันสุขภาพสำหรับเด็กอายุแรกเกิดถึง 7 ปี โดยชำระเบี้ยประกันเพียง 365 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1 บาท ซึ่งครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลยังส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและครอบครัว เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพผ่านโครงการไมโครอินชัวรันส์ หรือ “M-FUND” ซึ่งมีค่าเบี้ยประกันประมาณ 130 บาทต่อเดือน

ปัจจุบัน โรงพยาบาลประเมินว่าประชากรกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ราว 80% มีหลักประกันสุขภาพแล้ว ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของประชาชนและของโรงพยาบาล

ใช้ชุมชนเป็นฐาน ขยายการเข้าถึงประกัน วางระบบส่งต่อ ลดภาระและควบคุมต้นทุน

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเชิงรุก โดยไม่ได้รอให้ประชาชนมาซื้อประกันที่โรงพยาบาล แต่ส่งทีมลงพื้นที่ไปให้ข้อมูลและรับสมัครถึงชุมชน ทั้งในฝั่งไทยและพื้นที่ชายแดน

“แนวคิดคือทำให้การมีประกันสุขภาพเป็นเรื่องของการแบ่งปันความเสี่ยง คนที่ยังไม่ป่วยช่วยดูแลคนที่ป่วย เป็นการสร้างหลักประกันให้กับชุมชนร่วมกัน”

สำหรับผู้ป่วย ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวแม่หละ โรงพยาบาลใช้ระบบคัดกรองและส่งต่ออย่างเป็นขั้นตอน โดยผู้ป่วยที่มีใบส่งตัวจาก โรงพยาบาลในศูนย์พักพิง ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ หากเกินศักยภาพจึงส่งต่อมาที่ รพ.ท่าสองยางนั้น จะได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยไม่เป็นอุปสรรค

แต่ในกรณีที่ไม่มีใบส่งตัว โรงพยาบาลจะพิจารณาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามระเบียบ เพื่อป้องกันการใช้บริการโดยข้ามขั้นตอน ซึ่งอาจกระทบต่อการบริหารทรัพยากรของโรงพยาบาล

แนวทางนี้ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม และทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกใช้กับผู้ป่วยที่จำเป็นจริง

โรงพยาบาลยังขาดสภาพคล่อง ติดลบกว่า 10 ล้านบาท

แม้จะมีความพยายามบริหารจัดการอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลท่าสองยางยังประสบปัญหาทางการเงิน โดยมีเงินบำรุงติดลบมากกว่า 10 ล้านบาท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชี้ว่า ปัจจัยไม่ได้มาจากการดูแลผู้ป่วยต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนการให้บริการในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางออกหน่วยเชิงรุก ค่าซ่อมบำรุงยานพาหนะ ค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยเลี้ยงบุคลากร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาระบบบริการในพื้นที่ห่างไกล

ในภาวะงบประมาณตึงตัว โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะเงินเดือน ค่าล่วงเวลา (OT) และค่าตอบแทนตามระเบียบ ฉ.11 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่ายาและค่าวัสดุทางการแพทย์ โรงพยาบาลจะพยายามบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการรักษา

“สิ่งสำคัญคือบุคลากรต้องอยู่ได้ เพราะหากคนทำงานอยู่ไม่ได้ ระบบก็เดินต่อไม่ได้”

เสนอรัฐมองรพ.ชายแดนในมิติความมั่นคงทางสุขภาพประเทศมากกว่าแค่ ‘ค่าใช้จ่าย’

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า การดูแลสุขภาพในพื้นที่ชายแดนไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของต้นทุนหรือภาระงบประมาณเท่านั้น แต่ควรมองในฐานะการลงทุนด้านความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ

เพราะโรงพยาบาลชายแดนไม่ได้ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของคนไทย

“การป้องกันโรคในพื้นที่ชายแดน คือการป้องกันคนไทยทั้งประเทศ”

เขายังมองว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขจะยกระดับระบบสุขภาพชายแดนของไทยให้เป็นต้นแบบในระดับสากล ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การดูแลประชากรข้ามชาติ และการคุ้มครองสุขภาพบนหลักมนุษยธรรมและความมั่นคงควบคู่กันไป

สำหรับสถานการณ์เงินบำรุง 5 รพ.ชายแดน จ.ตาก ประมวลข้อมูลณวันที่ 14 มกราคม 2569 

  • โรงพยาบาลแม่สอดเงินบำรุงคงเหลือ 167 ล้านบาท
  • โรงพยาบาลแม่ระมาดติดลบ 27 ล้านบาท
  • โรงพยาบาลท่าสองยางติดลบ 17 ล้านบาท
  • โรงพยาบาลพบพระติดลบ 21 ล้านบาท
  • โรงพยาบาลอุ้มผางติดลบ 39 ล้านบาท

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active