ย้ำ จุดยืน “สิทธิสุขภาพ ห้ามถอยหลัง” คัดค้านข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ที่จะลดทอนสิทธิประชาชนที่ได้รับการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการ “ร่วมจ่าย” หวั่น ลดสัดส่วนเสียงภาคประชาชน ในบอร์ด สปสช.
วันนี้ (26 ส.ค. 2569) สภาผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และภาคประชาชนทั่วประเทศ ประกาศร่วมคัดค้านร่างแก้ไข พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง โดยเฉพาะข้อเสนอที่อาจกระทบต่อหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นั่นคือการได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยการผลักดันปรับแก้ให้ผู้ป่วยต้อง “ร่วมจ่าย” เมื่อเข้ารับบริการ ซึ่งในร่าง การแก้ไขนี้ได้มีข้อเสนอปรับเปลี่ยนขอบเขตสิทธิของประชาชน จากคำว่าบริการที่ “จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต” ไปเป็น “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ที่อาจตึความได้ว่าประชาชนต้องร่วมจ่าย
นอกจากนั้นแล้วยังมีการลดสัดส่วนเสียงของภาคประชาชนในการเสนอปรับโครงสร้างที่มาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. ซึ่งอาจทำให้เสียงของประชาชนต่อการบริการด้านสุขภาพ ไม่ได้รับการรับฟังอย่างเหมาะสม
ตัวแทนผู้บริโภคและภาคประชาชนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ต้องการแสดงให้เห็นถึงจุดยืนร่วมกันในประเด็น “สิทธิสุขภาพ ห้ามถอยหลัง” ที่กฎหมายหลักประกันสุขภาพเป็น “สิทธิของประชาชน” ที่ได้รับมากว่า 24 ปี ซึ่งไม่ควรถูกผลักกลับมาให้ประชาชนแบกรับ
“ร่วมจ่ายตอนป่วย” อาจทำให้เงินกลายเป็นเงื่อนไขของการรักษา
ลาภิศ ฤกษ์ดี เลขาธิการมูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา บอกว่า หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาอย่างมากคือแนวคิดเรื่องการร่วมจ่าย หรือ Co-payment ณ จุดบริการ เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีภาระค่าใช้จ่ายจากการเข้าถึงบริการสุขภาพอยู่แล้ว แม้ยังไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเพิ่มเติม
ในพื้นที่ภาคเหนือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางไกลเพื่อเข้ารับบริการเฉพาะทาง เช่น ผู้ป่วยจากอำเภอลี้ที่ต้องเดินทางเข้าตัวเมืองจังหวัดลำพูนเพื่อฟอกไต ต้องเสียค่าเหมารถครั้งละประมาณ 1,000–1,500 บาท และต้องเดินทางหลายครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้ป่วยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง การเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน
ลาภิศ ยังเห็นว่า หากมีการแก้กฎหมายให้ประชาชนต้องร่วมจ่ายค่ารักษาเพิ่มขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมผู้ป่วยที่ต้องรับภาระค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคไต และผู้ที่ต้องรักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจเผชิญความเดือดร้อนอย่างรุนแรง เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียว แต่เกิดซ้ำตลอดช่วงการรักษา
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อทิศทางของข้อเสนอแก้กฎหมาย โดยมองว่าแนวคิดหลายส่วนถูกขับเคลื่อนจากฝั่งผู้ให้บริการหรือผู้บริหารระบบจาก “ส่วนบน” มากกว่าจากประสบการณ์ของประชาชนผู้ใช้บริการในพื้นที่ ทำให้เมื่อระบบเผชิญปัญหาด้านงบประมาณ ทางออกที่ถูกหยิบยกขึ้นมามักกลับไปอยู่ที่การเรียกเก็บเงินจากประชาชน แทนที่จะเริ่มจากการแก้ประสิทธิภาพการบริหารและการจัดสรรทรัพยากร
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือข้อเสนอให้ แยกงบประมาณบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งลาภิศเห็นว่าอาจส่งผลต่อการกระจายทรัพยากรไปยังโรงพยาบาลชุมชน เนื่องจากระบบเดิมจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากรในพื้นที่ ทำให้โรงพยาบาลขนาดเล็กสามารถนำงบไปบริหารจัดการและจ้างบุคลากรเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ได้
หากแยกงบบุคลากรออกจากระบบดังกล่าว อาจทำให้ทรัพยากรและบุคลากรกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากขึ้น และส่งผลให้โรงพยาบาลชุมชนมีข้อจำกัดในการรักษาบุคลากรไว้ในพื้นที่ ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนในต่างจังหวัด
ลาภิศ จึงย้ำว่า การแก้ปัญหาความยั่งยืนของระบบสุขภาพไม่ควรเริ่มจากการเพิ่มภาระให้ผู้ป่วย แต่ควรมองทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ การกระจายบุคลากร การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และการทำให้บริการสุขภาพอยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเรื่องร้องเรียนสิทธิบัตรทองยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ แม้จะมีสิทธิหลักประกันสุขภาพอยู่แล้ว ข้อมูลจาก สปสช. ตั้งแต่ปี 2567–2569 มีเรื่องร้องเรียนสิทธิบัตรทองรวม 1,665 เรื่อง พบว่า ปัญหาที่ประชาชนติดต่อเข้ามามากที่สุดคือ การขอคำปรึกษาด้านสุขภาพ การย้ายสิทธิ สิทธิประโยชน์ และการตรวจสอบสถานะ 859 เรื่อง รองลงมาคือ ไม่ได้รับความสะดวกตามสมควร จำนวน 228 เรื่อง ขณะที่ยังพบข้อร้องเรียนเรื่อง ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล 130 เรื่อง ไม่ได้รับการปฏิบัติตามสิทธิ 122 เรื่อง และหน่วยบริการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุข อีก 78 เรื่อง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง เช่น การเรียกเก็บเงินค่ายานอกบัญชี การเรียกเก็บค่าบริการนอกเวลา รวมถึงปัญหา ระบบการส่งต่อหรือส่งตัวไม่ได้ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนต้องการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล
ปรับบอร์ด สปสช. ต้องไม่ลดเสียงประชาชน และต้องรักษากลไกถ่วงดุล
มีนา ดวงราษี ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดสุรินทร์ ย้ำถึงเจตนารมณ์สำคัญของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาพยาบาลแบบ “สงเคราะห์ผู้ยากไร้” ไปสู่ระบบ “รัฐสวัสดิการ” ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพอย่างถ้วนหน้าและเท่าเทียม โดยพยายามทำให้ระบบสามารถโอบรับประชาชนทุกกลุ่มและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
หลักการดังกล่าวทำให้สิทธิด้านสุขภาพไม่ควรขึ้นอยู่กับฐานะหรือสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับจากระบบหลักประกันสุขภาพ รวมถึงกลุ่มที่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์สถานะทางทะเบียนราษฎร และประชากรบางกลุ่มที่อาจหลุดออกจากระบบบริการได้ง่าย
มีนา ระบุว่า จุดแข็งอีกประการของกฎหมายเดิมคือการออกแบบโครงสร้างให้เกิดการ แยกบทบาทระหว่าง “ผู้ให้บริการ” “ผู้รับบริการ” และ “ผู้ซื้อบริการ” เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ ไม่ให้อำนาจด้านนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ และการให้บริการกระจุกอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
ในส่วนของภาคประชาชน กฎหมายเดิมกำหนดให้มีตัวแทนจากเครือข่ายประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในบอร์ด 5 ที่นั่ง จาก 9 เครือข่าย เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการจากพื้นที่ รวมทั้งทำหน้าที่ถ่วงดุลกับฝ่ายรัฐ ผู้ให้บริการ และกลุ่มวิชาชีพ
มีนา จึงกังวลว่า หากการแก้กฎหมายทำให้สัดส่วนหรือที่มาของตัวแทนภาคประชาชนลดลง หรือทำให้ผู้แทนที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายผู้ให้บริการมีบทบาทมากขึ้น อาจกระทบต่อหลักการถ่วงดุลที่กฎหมายเดิมวางไว้ และเปิดความเสี่ยงต่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การจัดบริการ และสิทธิประโยชน์ของประชาชน
พร้อมย้ำว่า การกระจายอำนาจและการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพตอบสนองต่อปัญหาจริงในพื้นที่ ดังนั้น การปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ควรทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่ลดลง
ต้องคงสิทธิที่ “จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต”
สุนทร สุริโย ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคกาญจนบุรี บอกว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันฯ ต้องไม่ทำให้สิทธิด้านสุขภาพของประชาชนถูกลดจากบริการที่ “จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต” เหลือเพียงสิทธิขั้นต่ำ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชาชนจะยิ่งมีความจำเป็นต้องใช้บริการสุขภาพมากขึ้น
สุนทร ยังตั้งคำถามถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า จะยอมให้ประชาชนในพื้นที่ที่เลือกตนเข้ามาถูกลดทอนสิทธิหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อร่างที่มาจากฝ่ายวุฒิสภาว่า ควรคำนึงถึงเสียงและความต้องการของประชาชนผู้ใช้สิทธิโดยตรงมากกว่านี้
พร้อมเตือนว่า หากประชาชนต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นสัดส่วน อาจสร้างภาระอย่างหนักต่อครัวเรือน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่อง และเสี่ยงนำไปสู่ปัญหาหนี้สินหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจของครอบครัว
สุนทร จึงเสนอว่า แทนที่จะลดทอนสิทธิ ควรเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบสุขภาพ โดยพิจารณาแนวทาง “รวม 3 กองทุน” ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับมาตรฐานสิทธิพื้นฐานเดียวกัน
บัตรทอง…ต้องเดินหน้าต่อ ไม่ใช่ถอยหลัง!
ขณะที่ ภญ.ชโลม เกตุจินดา อุปนายกสมาคมผู้บริโภคสงขลา มองว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยในปี 2543 ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อกว่า 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก่อนจะมีร่างกฎหมายจากหลายฝ่ายเข้าสู่การพิจารณาร่วมกัน และพัฒนามาเป็นระบบบัตรทองที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ตลอดกว่า 24 ปี จุดแข็งสำคัญของระบบคือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะ มาตรา 47 เรื่องกองทุนสุขภาพท้องถิ่น ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง สปสช. กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมดูแลและออกแบบสุขภาพของตนเองในพื้นที่
ภญ.ชโลม ยังชี้ถึงความสำคัญของ มาตรา 3 ซึ่งวางหลักเรื่องบริการสาธารณสุข รวมถึงการเข้าถึงบริการฉุกเฉินที่ทำให้ประชาชนได้รับการรักษาเมื่อเกิดเหตุจำเป็น พร้อมเห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขควรเน้นบทบาทดูแล สนับสนุน และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ มากกว่าดึงงบประมาณทั้งหมดกลับไปบริหารรวมศูนย์
ภญ.ชโลม ย้ำว่า ภาคประชาชนไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี ระบบสุขภาพจึงควรพัฒนาไปด้วยกัน ไม่ใช่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ
พร้อมเชิญชวนกรรมการกองทุนสุขภาพท้องถิ่นกว่า ร่วมกันส่งเสียงต่อการแก้ไขกฎหมายที่อาจกระทบสิทธิของประชาชน เพื่อยืนยันว่า ระบบหลักประกันสุขภาพต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ใช่ถอยหลังจากสิทธิที่ประชาชนมีอยู่แล้ว
ภาคประชาชนเดินหน้ารวบรวม 5 แสนรายชื่อ คัดค้านแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง
สอดคล้องกับ จินตนา ศรีนุเดช อุปนายกสมาคมผู้บริโภคขอนแก่น ระบุว่า หลังจากนี้สภาผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคจะเดินหน้ารวบรวมเสียงจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนจุดยืนต่อการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านผ่าน แบบฟอร์มนี้
ทั้งนี้ รายชื่อที่รวบรวมได้จะถูกนำไปใช้สะท้อนเสียงของประชาชนต่อผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงระบบหลักประกันสุขภาพต้องรับฟังเสียงของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิโดยตรง
“เครือข่ายขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบาย ยุติการผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทองทุกฉบับที่มีหลักการดังกล่าว และไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาในวันที่เจ็บป่วย เพราะหลักประกันสุขภาพคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่ต้นทุนที่ควรถูกผลักกลับมาให้ประชาชนแบกรับในวันที่อ่อนแอที่สุด”
จินตนา ศรีนุเดช
