เลื่อนตำแหน่งจาก ชำนาญการ ไป ชำนาญการพิเศษ สะดุด! หวั่นการเติบโตทางวิชาชีพ ถูกแขวนไม่มีกำหนด ชี้ บางคนเงินเดือนตัน จ่อยื่นหนังสือถึง ก.พ. เร่งแก้ปัญหาพยาบาลใกล้เกษียณ หวังรักษากำลังคน ก่อนวิกฤตลาออกล่วงหน้า พร้อมตั้งคำถามมีงบฯ จ้าง ‘อาสาพยาบาล’ แต่ไม่แก้ปัญหาความก้าวหน้าของพยาบาลในระบบ
จากกรณีประกาศ ชะลอการกำหนดตำแหน่งระดับสูง ของสำนักงาน ก.พ. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคือพยาบาล โรงพยาบาลรัฐ
- อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.พ. แจงชัด ชะลอกำหนด “ตำแหน่งระดับสูง” ไม่ใช่ชะลอ “การเลื่อนระดับของข้าราชการ”
วันนี้ (8 ก.ย. 2569) พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ The Active ว่าจากการรับฟังคำชี้แจงของกองบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักปลัดกระทรวงสาธารสุข ประเด็นสำคัญคือการให้ข้าราชการ ชื่นชมและดูแลสมบัติเก่า หมายถึงตำแหน่งที่มีอยู่เดิมและมีกรอบตำแหน่งรองรับอยู่แล้ว สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ในส่วนของตำแหน่งที่อยู่ในแผน หรืออยู่ระหว่างการเตรียมเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ ยังถือเป็นเพียงแผน และยังไม่ได้กลายเป็นตำแหน่งที่สามารถเลื่อนระดับได้จริง
สำหรับกลุ่มพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่งอยู่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะพยาบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักวิชาการ เภสัชกร และบุคลากรวิชาชีพอื่น ๆ โดยพยาบาลถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานดังกล่าว

พว.เพ็ญศรี อธิบายว่า การเลื่อนระดับในสายวิชาการไม่ได้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องผ่านกระบวนการพัฒนางานและจัดทำผลงานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการทำวิจัยและการประเมินค่างานตามหลักเกณฑ์ 10 ข้อ ผู้ปฏิบัติงานต้องนำปัญหาจากหน้างานมาพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ป่วยและผู้รับบริการ เช่น ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ป้องกันการเสียชีวิต ลดภาวะแทรกซ้อน หรือทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
“มันไม่ใช่ทำวันเดียวแล้วจบ หรือทำ 1 ปีแล้วจบ แต่ต้องผ่านกระบวนการตามหลักเกณฑ์ค่างานทั้ง 10 ข้อ”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
เกือบ 3,000 คน รอความก้าวหน้าในช่วง 3 ปี
พว.เพ็ญศรี บอกอีกว่า กลุ่มที่ตนเองทำหน้าที่ให้คำแนะนำและช่วยเป็นโค้ชด้านการพัฒนาผลงานมี เกือบ 3,000 คน โดยข้อมูลจากแผนการปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้นเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2569 มีจำนวนรวมทั้งหมด 2,727 คนที่อยู่ในกระบวนการ ทั้ง หัวหน้ากลุ่มงาน, หัวหน้างาน, หัวหน้าหอ, หัวหน้าทีม ที่จะขยับจากระดับชำนาญการไปสู่ชำนาญการพิเศษด้วย
ปัญหาสำคัญคือกระบวนการดังกล่าวมีการจัดทำแผนและกำหนดกรอบในระดับจังหวัด เขต และประเทศ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่ควรดำเนินการกลับเกิดความล่าช้า โดยในปี 2568 มีการระบุว่ามีแผนดำเนินการ แต่กระบวนการไม่ได้เดินหน้าอย่างที่คาดหวัง ก่อนจะถูกนำมาดำเนินการในปี 2569
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ 2569 กลุ่มบุคลากรได้ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคำชี้แจงว่ากำลังอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาผลงานว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินค่างานทั้ง 10 ข้อหรือไม่
แต่จนถึงขณะนี้ กระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติ และหลังจากมีประกาศ ชะลอการกำหนดตำแหน่งระดับสูง ของสำนักงาน ก.พ. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ออกมา ทำให้บุคลากรที่ลงทุนทั้งเวลา แรงกาย และทรัพยากรส่วนตัวในการพัฒนาผลงาน รู้สึกว่าความหวังในการเติบโตในสายวิชาชีพกำลังถูกแขวนไว้โดยไม่มีกำหนดที่ชัดเจน
ชี้ผลกระทบไม่ได้มีแค่ตำแหน่ง แต่กระทบรายได้และขวัญกำลังใจ
พว.เพ็ญศรี ย้ำอีกว่า ปัญหานี้มีความหมายมากกว่าการได้หรือไม่ได้ตำแหน่ง เพราะการเลื่อนจากระดับชำนาญการไปเป็นชำนาญการพิเศษ ส่งผลต่อทั้งความก้าวหน้าในอาชีพและค่าตอบแทนของบุคลากร
กรณีตัวอย่างที่กล่าวถึง หากเงินเดือนระดับชำนาญการอยู่ที่เพดานประมาณ 58,390 บาท เมื่อสามารถเลื่อนไปสู่ระดับชำนาญการพิเศษ เพดานเงินเดือนจะขยับขึ้นเป็นประมาณ 69,040 บาท
ขณะที่ค่าตอบแทนประจำตำแหน่งจากเดิมประมาณ 3,500 บาท สามารถเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,600 บาท และยังมีค่าตอบแทนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จึงมีบุคลากรจำนวนหนึ่งที่อยู่ในช่วงใกล้เกษียณอายุราชการ ซึ่งบางคนเหลือเวลาเพียง 2-3 ปี แต่ได้ลงทุนทำวิจัย พัฒนางาน และส่งผลงานเพื่อตีพิมพ์ รวมถึงต้องแก้ไขผลงานหลายรอบ หากกระบวนการพิจารณาล่าช้า อาจทำให้ไม่สามารถได้รับความก้าวหน้าก่อนเกษียณ
“บางคนจะเกษียณอีก 2 ปี อีก 3 ปี เขาทำวิจัย ไปตีพิมพ์ ต้องเสียเวลาแก้แล้วแก้อีก แต่สุดท้ายยังไม่รู้ว่าจะได้เลื่อนเมื่อไหร่”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ

ทำไม ? บางวิชาชีพก้าวหน้า แต่พยาบาลยังติดอยู่ในท่อ
พว.เพ็ญศรี ยังตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างวิชาชีพ โดยระบุว่า ในบางสายวิชาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร มีช่องทางให้เกิดความก้าวหน้าในสายงานได้มากกว่า ขณะที่พยาบาลและบุคลากรในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน
จึงเกิดคำถามว่า หากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เหตุใดจึงไม่พิจารณาจัดลำดับความสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่อยู่ในระบบและผ่านการพัฒนาผลงานมาแล้วสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ระบบบริการสาธารณสุขกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากร
พว.เพ็ญศรี ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันการรับสมัครพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐบางแห่ง แม้เปิดรับหลายอัตรา แต่กลับมีผู้สมัครน้อย บางครั้งรับสมัคร 10 คน มีผู้สมัครเพียง 1-2 คน และบางคนทำงานได้ไม่นานก็ลาออกหรือย้าย เนื่องจากภาระงานหนักและต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“พวกเราที่ลงพื้นที่ก็เป็นเด็กดี อยากทำงาน อยากขานรับนโยบาย แต่ก็อยากให้ผู้ใหญ่เมตตา เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ที่กำลังเรียกร้องได้เติบโต”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
ชี้รัฐต้องรักษากำลังคนในระบบวิชาชีพพยาบาลกว่า 2.7 แสนคน
ข้อมูลที่ พว.เพ็ญศรี นำมาอ้างอิงระบุว่า ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งจำนวน 276,102 คน โดยในจำนวนนี้มีบุคลากรจำนวนมากปฏิบัติงานอยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีพยาบาลเกษียณอายุราชการรวมเกือบ 18,000 คน เฉพาะในปี 2569 มีพยาบาลที่จะเกษียณประมาณ 3,746 คน
พว.เพ็ญศรี มองว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของระบบสุขภาพ เพราะในช่วงที่บุคลากรรุ่นเก่ากำลังทยอยออกจากระบบ กลับมีปัญหาบุคลากรรุ่นใหม่ที่ขาดแรงจูงใจและมองไม่เห็นเส้นทางความก้าวหน้า จึงอาจกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้บุคลากรตัดสินใจลาออกจากระบบราชการ
เตรียมงบฯ จ้าง “อาสาพยาบาล” ได้ แต่เหตุใด ? ไม่แก้ปมความก้าวหน้าพยาบาล
พร้อมยังตั้งคำถามถึงนโยบายการจัดตั้ง “อาสาพยาบาล” ว่า หากรัฐมีงบประมาณเพื่อสร้างตำแหน่งหรือค่าตอบแทนสำหรับกำลังคนรูปแบบใหม่ เหตุใดจึงไม่เร่งแก้ปัญหาความก้าวหน้าของพยาบาลที่ทำงานอยู่ในระบบ ซึ่งมีประสบการณ์และทำงานดูแลประชาชนอยู่แล้ว
ทั้งยังย้ำว่า พยาบาลที่เกษียณอายุราชการก็ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นอาสาพยาบาล เพราะบุคลากรกลุ่มนี้มีประสบการณ์และองค์ความรู้จำนวนมาก และควรนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในบทบาทที่เหมาะสม เช่น การเป็นผู้จัดการระบบการพยาบาลหรือเป็นพี่เลี้ยงให้กับบุคลากรรุ่นใหม่

เตรียมยื่นหนังสือกดดันรัฐ อย่าปล่อยให้พยาบาลหมดหวัง
สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มพยาบาลนั้น พว.เพ็ญศรี บอกว่า แม้มีข้อเสนอจากบางฝ่ายให้แสดงออกด้วยการหยุดงาน 24 ชั่วโมง แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะพยาบาลยังมีหน้าที่ต้องดูแลผู้ป่วย และไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการเรียกร้องสิทธิของบุคลาก รแต่จะยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.พ. เพื่อทวงถามความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการเลื่อนระดับและตำแหน่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ
โดยสิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงเรื่องเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ทำงานหนักและพัฒนางานจริงในพื้นที่ได้รับความก้าวหน้าตามความสามารถ โดยเฉพาะกลุ่มที่ค้างท่ออยู่ ซึ่งเป็นบุคลากรที่เตรียมตัวมานาน ผ่านการทำงาน พัฒนาผลงาน ทำวิจัย และสร้างผลลัพธ์ให้กับผู้ป่วย แต่ยังไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้
ทั้งนี้หากบุคลากรกลุ่มนี้หมดกำลังใจและตัดสินใจออกจากระบบ จะไม่ได้สูญเสียเพียงจำนวนคน แต่หมายถึงการสูญเสีย “กำลังสมองของประเทศ” ที่สั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้จากการทำงานจริงในระบบบริการสุขภาพ
“เราไม่ได้ต้องการหยุดงาน เพราะเราสงสารคนไข้ แต่เราอยากให้ผู้ใหญ่เห็นว่า คนที่กำลังเติบโตในระบบเหล่านี้ก็มีความหวัง เขาทุ่มทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์เพื่อพัฒนางาน จึงอยากให้เปิดโอกาสให้เขาได้ขึ้นไป”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
