กมธ.สาธารณสุข สว. เผยผลรับฟังแนวทางการใช้ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ยัน 4 ราชวิทยาลัยฯ แจงไม่เคยประชุมร่วม สปสช. ระบุ ห่วงผลกระทบระยะยาว บุคลากรไม่พอขยายบริการทั่วประเทศ หวั่นเกิดคอขวด หลายฝ่ายเสนอจัดทำ National CPG ตั้ง National Board สร้างระบบทะเบียนผู้ป่วย ย้ำ ดำเนินนโยบายต้องอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ มาตรฐานวิชาชีพ
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยกับ The Active ภายหลังการประชุมเชิงวิชาการของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำแนวทางการใช้ฮอร์โมนยืนยันเพศ ว่า ที่ประชุมได้รับฟังข้อมูลจาก 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กรมอนามัย, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), แพทยสภา และผู้แทนจาก 4 ราชวิทยาลัย ได้แก่ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายสะท้อนตรงกัน คือ ยังไม่เคยมีการประชุมร่วมกันอย่างเป็นทางการระหว่าง 4 ราชวิทยาลัยกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อจัดทำแนวทางการให้ฮอร์โมนยืนยันเพศ ตามที่สังคมเข้าใจ

นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า ระหว่างการประชุม คณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถามผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์โดยตรงว่า เคยเข้าร่วมประชุมจัดทำแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่า ไม่เคยมีการประชุมอย่างเป็นทางการเลย
ผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ ยังแสดงความกังวลต่อการใช้ฮอร์โมนยืนยันเพศ พร้อมระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มี Clinical Practice Guideline (CPG) ระดับประเทศสำหรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยแนวทางที่มีใช้อยู่เป็นเพียงแนวปฏิบัติที่แต่ละสถาบันพัฒนาขึ้นใช้ภายในองค์กรของตนเอง และไม่เคยผ่านการรับรองจากราชวิทยาลัยในภาพรวม
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า ยาบางชนิดที่ถูกอ้างถึงในการรักษา ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ (Indication) สำหรับการใช้เป็นฮอร์โมนยืนยันเพศ หากนำมาใช้ถือเป็นการใช้ยานอกข้อบ่งใช้ (Off-label use)
เสนอจัดตั้ง National Board ก่อนเดินหน้านโยบาย
นพ.วีระพันธ์ บอกอีกว่า ผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ยังเสนอให้ประเทศไทยจัดตั้ง National Board หรือคณะผู้เชี่ยวชาญระดับชาติ เพื่อกำหนดมาตรฐานการดูแลรักษา เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มี Advisory Body ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและกำกับแนวทางการรักษาในระดับประเทศ
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อเด็ก ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมต่อมไร้ท่อเด็ก ได้ให้ข้อมูลว่า หลักฐานทางวิชาการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ที่ชัดเจนเพียงพอ เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก
อีกทั้ง แนวโน้มในหลายประเทศกำลังเปลี่ยนจากการใช้ฮอร์โมน มาให้ความสำคัญกับการดูแลด้านจิตใจและสังคมมากขึ้น รวมถึงมีหลายประเทศในยุโรปที่เริ่มจำกัดการใช้ฮอร์โมนในเด็กและเยาวชน
ห่วง Puberty Blocker ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัด
สำหรับการใช้ ยาชะลอวัยเจริญพันธุ์ (Puberty Blocker) นพ.วีระพันธ์ ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า จุดประสงค์ของยาคือ “ซื้อเวลา” เพื่อให้เด็กมีเวลาทบทวนอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการศึกษาระยะยาวที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบ
ข้อมูลล่าสุดเริ่มพบความกังวลเกี่ยวกับผลต่อความหนาแน่นของมวลกระดูก การเจริญเติบโต พัฒนาการของสมอง รวมถึงภาวะเจริญพันธุ์ในอนาคต
ส่วนงานวิจัยที่ระบุว่าการใช้ ฮอร์โมนช่วยลดภาวะซึมเศร้า นั้น ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาติดตามแบบไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (Control Group) และยังไม่มีข้อมูลติดตามผลในระยะยาว
จิตแพทย์ ชี้ LGBTQ+ ไม่ใช่โรค แต่ต้องคัดกรองผู้มี Gender Dysphoria
ขณะที่ ผู้แทนราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ย้ำว่า บุคคลที่เป็น LGBTQ+ ไม่ถือว่าเป็นโรคหรือความผิดปกติทางจิตเวช แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการมีความหลากหลายทางเพศกับภาวะ Gender Dysphoria ซึ่งเป็นภาวะที่บุคคลมีความทุกข์จากความไม่สอดคล้องระหว่างเพศกำเนิดกับอัตลักษณ์ทางเพศ
จิตแพทย์ยังให้ข้อมูลว่า โดยเฉพาะในวัยรุ่น ซึ่งยังอยู่ในช่วงสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง อาจยังมีความสับสน (Identity Confusion) จึงควรประเมินอย่างรอบคอบ เพราะบางรายอาจเปลี่ยนความต้องการได้ในภายหลัง
ผู้แทนราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ ยังสะท้อนว่า จำนวนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รวมถึงจิตแพทย์ผู้ใหญ่ในประเทศไทย ยังมีไม่เพียงพอต่อภาระงาน หากกำหนดให้ต้องเป็นผู้ประเมินผู้รับบริการทั้งหมด อาจเกิดปัญหาคอขวดของระบบบริการได้
กังวลบุคลากรไม่พอ หากขยายบริการทั่วประเทศ
อีกประเด็นที่หลายราชวิทยาลัยแสดงความกังวลตรงกัน คือ ประเทศไทยยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถดูแลผู้รับบริการฮอร์โมนยืนยันเพศตามมาตรฐานวิชาการได้มีจำนวนจำกัด ซึ่งอาจไม่เพียงพอหากมีการขยายสิทธิประโยชน์ให้เข้าถึงบริการในวงกว้าง
ผู้แทนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ให้ข้อมูลว่า ตามแนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัย การเริ่มต้นให้ฮอร์โมน (Initiate Hormone Therapy) ไม่ใช่บทบาทของแพทย์ทั่วไป แต่ควรดำเนินการโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น ส่วนแพทย์ทั่วไปสามารถดูแลต่อเนื่องภายหลังผู้เชี่ยวชาญเริ่มการรักษาแล้ว
นพ.วีระพันธ์ ระบุว่า จากข้อมูลในการประชุม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ทางเพศ (Sexology) มีอยู่เพียงประมาณ 8 คน และผลิตผู้เชี่ยวชาญเพิ่มได้เพียงปีละประมาณ 4 คน ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์มีอยู่ราว 100 คน แต่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จริงมีเพียงประมาณ 20 คน เท่านั้น
“เมื่อรวมแล้ว แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงมีไม่ถึง 30 คนทั่วประเทศ หากจะรองรับผู้รับบริการจำนวนมาก ย่อมเป็นข้อจำกัดสำคัญของระบบบริการ”
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
นอกจากนี้ ผู้แทนราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กประมาณ 200 คน และจิตแพทย์ผู้ใหญ่ประมาณ 600 คน ซึ่งต่างก็มีภาระงานด้านสุขภาพจิตจำนวนมากอยู่แล้ว หากกำหนดให้จิตแพทย์เป็นผู้ประเมินผู้รับบริการทั้งหมด อาจทำให้เกิดปัญหาคอขวดและส่งผลกระทบต่อการให้บริการด้านสุขภาพจิตในภาพรวม
นพ.วีระพันธ์ ย้ำว่า ด้วยเหตุนี้หลายราชวิทยาลัยจึงเสนอให้เร่งจัดทำ แนวทางเวชปฏิบัติระดับชาติ (National Clinical Practice Guideline)พร้อมกำหนดระบบรับรองแพทย์ผู้ให้บริการ ระบบทะเบียนผู้รับบริการ (National Registry) และระบบติดตามผลระยะยาว เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และลดความเสี่ยงจากการรักษาโดยผู้ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ
อายุรแพทย์เสนอทำ National Guideline และขึ้นทะเบียนติดตามผล
ขณะที่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่งข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร เห็นว่าควรดำเนินการบนฐานวิชาการมากกว่านี้ โดยเสนอให้จัดทำ National Clinical Practice Guideline (National CPG) รวมทั้งจัดตั้งระบบทะเบียนผู้รับบริการ (National Registry) เพื่อให้สามารถติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียงในระยะยาวได้
สูตินรีแพทย์ เผยเคยหารือเพียงครั้งเดียว ย้ำแนวทางปี 2567 เป็นของราชวิทยาลัยเอง
ส่วน ผู้แทนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาเคยเข้าร่วมประชุมเพียง 1 ครั้งเท่านั้น และแนวทางเวชปฏิบัติที่ราชวิทยาลัยจัดทำเมื่อปี 2567 เป็นแนวทางของราชวิทยาลัยเอง ไม่ได้จัดทำร่วมกับราชวิทยาลัยอื่น และยังมีหลายประเด็นที่ต้องปรับปรุง
อีกทั้ง แนวทางดังกล่าวยังระบุว่า แพทย์ทั่วไปไม่ควรเริ่มต้นให้ฮอร์โมนยืนยันเพศ (Initiate Hormone Therapy) ผู้ที่สามารถเริ่มการรักษาควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามที่แนวทางกำหนด ส่วนแพทย์ทั่วไปสามารถดูแลต่อเนื่อง (Maintenance) ได้หลังผู้เชี่ยวชาญเริ่มการรักษาแล้ว
นพ.วีระพันธ์ ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้านจริงในประเทศไทยมีจำนวนค่อนข้างจำกัด จึงอาจไม่เพียงพอหากมีการขยายบริการในวงกว้าง
แพทยสภา ระบุ ฮอร์โมนควรใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเท่านั้น
ผู้แทนแพทยสภา ยังอธิบายว่า การใช้ฮอร์โมนควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์สำหรับผู้ที่ได้รับการยืนยันว่ามีภาวะความไม่สอดคล้องระหว่างเพศกำเนิดกับอัตลักษณ์ทางเพศ (Transgender) และต้องผ่านกระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา โดยต้องมีการติดตามผลและเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง
ประชุมร่วมราชวิทยาลัยอย่างเป็นทางการยังไม่เกิดขึ้น
นพ.วีระพันธ์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่ได้รับในที่ประชุม ทำให้เห็นว่ายังไม่มีการประชุมร่วมอย่างเป็นทางการระหว่างราชวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อจัดทำแนวทางระดับชาติ และการประชุมร่วมกับราชวิทยาลัยจิตแพทย์อย่างเป็นทางการเพิ่งมีกำหนดในวันที่ 10 สิงหาคม 2569
“ข้อสรุปจากเวทีวิชาการวันนี้ คือ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรมีการจัดทำแนวทางระดับชาติที่ผ่านความเห็นชอบจากทุกสาขาวิชาชีพก่อน รวมทั้งกำหนดกระบวนการพิจารณาทางวิชาการให้ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และมาตรฐานวิชาชีพ”
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
