กทม. เผยผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพิ่มเป็น 30 คน ตำรวจ เร่งประชุมหาสาเหตุ เตรียมเรียกพี่สาวเจ้าของร้านให้ปากคำ ด้านภรรยา ผู้ได้รับบาดเจ็บ กังวลค่าใช้จ่ายหลังโรงพยาบาลให้ย้ายเนื่องจากครบกำหนดตามสิทธิ์ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ยันยังไร้การติดต่อ ดูแล หาแนวทางเยียวยาจากฝั่งเจ้าของร้าน ขณะที่ ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ สั่งกำชับทุกเขต ล้อมคอกตรวจเข้มร้านอาหารกึ่งผับ-สถานบันเทิง ทุกคืน
วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประชุมระดับหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 7/2569 โดยเป็นการประชุมครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ก่อนเริ่มประชุม ผู้เข้าร่วมได้ยืนไว้อาลัย ต่อเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

โดยประเด็นแรกที่พูดถึงคือ การตรวจสตรวจสอบสถานบันเทิง ร้านอาหารกึ่งผับ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กำชับกลางวงประชุมว่า จากนี้ขอให้ทุกเขต จัดเจ้าหน้าที่ตรวจร้านอาหารกึ่งผับ สถานบันเทิง ที่มีประชาชนเข้าไปใช้จำนวนมากทุกคืน หากพบความไม่ปกติให้สั่งปิดแก้ไขทันที 30 วัน ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า การยึดตามกฎหมายอย่างเดียวทำไม่ได้ ยกตัวอย่าง ร้านอาหารที่เกิดเหตุ แม้วัสดุที่ตกแต่งร้านจะไม่ผิดระเบียบตามกฎหมาย แต่เป็นวัสดุลามไฟ เจ้าหน้าที่ต้องมีข้อสังเกตว่า จะไม่ปลอดภัยกับประชาชน
ขณะที่ พล.ต.ต. พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าคดี ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน หลังเมื่อคืนที่ผ่านมามีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 17 ปาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุม เบื้องต้น ญาติเจ้าของร้าน แจ้งความประสงค์ที่จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องจากเจ้าของร้านยังได้รับบาดเจ็บสาหัส และรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ตำรวจจึงเชิญพี่สาวเจ้าของร้านเข้ามาซักถามถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านดังกล่าว
ด้าน ประภารักษ์ เหี้ยหา ภรรยาของ ภานุวัฒน์ ทิพย์มณี พนักงานร้านซึ่งทำหน้าที่ซาวด์เอ็นจิเนียร์ ได้เดินทางมาเพื่อติดต่อขอรับทรัพย์สิน และรถยนต์ของ ภานุวัฒน์ ที่จอดไว้บริเวณหลังร้าน หลังตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถไม่ได้รับความเสียหาย แต่กุญแจรถอาจสูญหายอยู่ภายในร้านหรืออยู่กับพนักงานสอบสวน

ประภารักษ์ เปิดเผยว่า ภานุวัฒน์ทำงานเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำร้านมานาน 3 ปี โดยทำงานประจำที่ร้าน ไม่มีวันหยุด ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน และไม่มีสวัสดิการหรือประกันสังคม โดยใช้สิทธิบัตรทองเพียงอย่างเดียว โดย ภานุวัฒน์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเพลิงไหม้ แพทย์ระบุว่ามีแผลไฟไหม้ประมาณร้อยละ 60 ของร่างกาย และสูดดมควันเข้าไปเป็นจำนวนมาก จนเกิดภาวะไตวาย รวมทั้งเป็นแผลใหญ่ที่บริเวณท้อง ซึ่งขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อ แม้รู้สึกตัวแต่ยังต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
“ขณะนี้ใช้สิทธิ์ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือ UCEP โดยทางโรงพยาบาลแจ้งว่าเมื่อครบ 72 ชั่วโมง หรือในวันพรุ่งนี้ อาจต้องย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์บัตรทองในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนา แต่ครอบครัวไม่สะดวกเดินทางและกังวลอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤต จึงเตรียมเข้าหารือกับโรงพยาบาล เพื่อขอเปลี่ยนสิทธิการรักษาจากจังหวัดลพบุรีมาเป็นกรุงเทพมหานคร พร้อมขอให้แพทย์พิจารณารักษาต่อที่โรงพยาบาลเดิมจนกว่าจะพ้นระยะอันตราย สิ่งที่กังวลที่สุดคือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในช่วงที่อาการยังไม่คงที่ อีกทั้งยังไม่ทราบว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่สามารถรักษาต่อภายใต้สิทธิ์เดิมได้ พร้อมยอมรับว่าครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย และไม่มีกำลังรับภาระค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก”
ประภารักษ์ เหี้ยหา
ประภารักษ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าของร้านหรือผู้แทนของร้านติดต่อเข้ามาสอบถามอาการหรือพูดคุยเรื่องการช่วยเหลือ เยียวยาแต่อย่างใด แม้จะพยายามติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ แล้วก็ตาม
“ฝากถึงเจ้าของร้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขณะนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือการช่วยให้แฟนได้รักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเดิมจนกว่าจะพ้นวิกฤต รวมถึงขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและครอบครัวในเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากปัจจุบันต้องเดินทางระหว่างโรงพยาบาลและสถานีตำรวจทุกวัน มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเดินทางสูงกว่าวันละ 1,000 บาท”
ประภารักษ์ เหี้ยหา

ข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ระบุถึงสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ข้อมูล ณ เวลา 09.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผู้เสียชีวิต 30 คน ทราบอัตลักษณ์แล้ว 27 คน อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์ 3 คน ทั้งนี้มีผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง (กลุ่มสีแดง) เสียชีวิตเพิ่ม 2 คน
สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 76 คน แบ่งเป็น
- กลุ่มสีแดง (อาการรุนแรง) 25 คน
- กลุ่มสีเหลือง (อาการปานกลาง) 15 คน
- กลุ่มสีเขียว (อาการเล็กน้อย) 36 คน
โดยผู้บาดเจ็บกลุ่มสีเขียวเดินทางกลับบ้านแล้วทั้งหมด
โดยสำนักงานเขตจตุจักรยังคงบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
