หลายฝ่ายสะท้อน แค่ถอดบทเรียนยังไม่พอ! ต้องเร่งแก้กฎหมายสถานบริการ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เปิดทางประชาชนร่วมตรวจสอบ สังเกตการณ์ พร้อมเปิดเผยผลการตรวจผ่าน ระบบ Open Data ย้ำ สร้างระบบติดตามเข้มแข็ง หวั่นเรื่องเงียบ ขณะที่ สส.พรรคประชาชน เตรียมทวงแก้ พ.ร.บ.สถานบริการ กำหนดโซนนิ่ง เวลาเปิด-ปิด ด้าน ภาคประชาสังคม เตรียมล่า 10,000 รายชื่อ เสนอร่างกฎหมายประกบ
วันนี้ (23 ก.ค. 2569) ในเวทีเสวนา “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก” วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. ระบุถึงเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่าไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทย แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดซ้ำ ต่อจากเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับในคืนเคาท์ดาวน์ ปี 2552 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 67 คน และเหตุไฟไหม้ผับเมาน์เทน บี จ.ชลบุรี เมื่อปี 2565 ที่มีผู้เสียชีวิต 22 คน ล่าสุดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 35 คน และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่กำลังรักษาตัวอยู่ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย
วิเชษฐ์ ยังยกตัวอย่างว่า หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยหลังเกิดโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกัน เช่น การติดตั้งระบบสปริงเกอร์ การใช้วัสดุหน่วงการลามไฟ การจัดให้มีป้ายและทางหนีไฟตามมาตรฐาน การจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการตามขนาดพื้นที่ และการสุ่มตรวจสถานประกอบการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

พร้อมเห็นว่าประเทศไทยควรทบทวนทั้งกฎหมายและการบังคับใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการและป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
“ต้องยอมรับความจริง มองปัญหาอย่างเข้าใจ หาทางออกสร้างสรรค์ ไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเราสามารถป้องกันปัญหานี้ได้”
วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์
ผู้ประกอบการ ย้ำ “ความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน”
ตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ยอมรับว่า เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ประกอบการและพนักงานในธุรกิจ มองว่าโศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำเป็นครั้งที่ 3 และหลายกรณีสามารถป้องกันได้ หากผู้ประกอบการได้รับความรู้และแนวทางในการประเมินจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม
นอกจากคุณภาพอาหารและการบริการแล้ว ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสถานประกอบการ ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้างของร้าน ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม นอกจากตัวผู้ประกอบการแล้ว ภาครัฐก็ควรสนับสนุนองค์ความรู้ จัดทำเช็กลิสต์ด้านความปลอดภัย และส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำแนะนำแก่ร้านค้า เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ มากกว่ารอเข้าไปตรวจสอบเมื่อเกิดปัญหาแล้ว
“กฎหมายไม่ครอบคลุม-บังคับใช้ไม่จริง” ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับบริบทไทย
ขณะที่ ผศ.เจริญ เจริญชัย ที่ปรึกษาสมาคมสุราท้องถิ่นไทย สะท้อนเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง แต่การแก้ปัญหาจากหลายภาคส่วนยังไม่ตรงจุด หากยังปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไป เหตุการณ์เช่นนี้ก็อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

“ถ้าเทียบกับต่างประเทศ สังคมของเรากับสังคมของเขาต่างกัน ไทยไม่สามารถนำมาใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถนำมาปรับใช้ได้”
ผศ.เจริญ เจริญชัย
ผศ.เจริญ ยังยกตัวอย่างสถานบริการในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอิซากายะที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีขนาดร้านไม่ใหญ่ ทำให้การอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทำได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ สังคมญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับวินัยและการเคารพกฎหมาย ผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์จะไม่เข้าใช้บริการ
ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการและประชาชนก็ปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมทั้งปลูกฝังค่านิยมดังกล่าวตั้งแต่วัยเด็ก จึงเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถนำแนวทางของต่างประเทศมาใช้ได้ทั้งหมด เพราะสังคมและวัฒนธรรมมีความต่างกัน แต่ก็อาจนำมาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม
สำหรับปัญหาสถานบริการของประเทศไทยที่แตกต่างจากต่างประเทศ ผศ.เจริญ มองว่า มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- กฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การกำหนดโซนนิ่งสถานบริการ ซึ่งจำกัดพื้นที่การประกอบธุรกิจไว้เพียงบางแห่ง ทั้งที่รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
- การบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่จริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนละเลยมาตรฐานความปลอดภัย
- ทัศนคติของสังคมที่เริ่มคุ้นชินกับปัญหา ทั้งภาคประชาชนที่มองว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือแก้ไขได้ยาก รวมถึงสื่อมวลชนที่แม้จะนำเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
เปิดข้อมูลตรวจสถานบริการ และร่วมมือกับภาคประชาสังคม
มุมมองจาก ธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ก็เห็นว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย และ กทม. ได้เร่งตรวจสอบสถานบริการ และสถานที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการภายใน 30 วัน แต่เห็นว่าการตรวจสอบจะได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น หากเปิดให้ภาคประชาสังคมในพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ และเมื่อครบกำหนดแล้วควรเปิดเผยผลการตรวจผ่าน ระบบ Open Data เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลของสถานประกอบการทั่วประเทศ รวมถึงแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ เพราะหากไม่มีระบบติดตามที่โปร่งใส เรื่องอาจเงียบหายไปเหมือนที่ผ่านมา

ธีระ ยังมองในมุมมองของภาคประชาชน การแก้ไขกฎหมายสถานบริการต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากกฎหมายมีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม หากขาดมุมมองจากภาคประชาชนมาร่วมถ่วงดุล ก็อาจทำให้การแก้ไขกฎหมายให้น้ำหนักกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากกว่าการลดผลกระทบต่อสังคม
ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาสังคมจึงเตรียมยกร่างแก้ไขกฎหมายและรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมการกำหนดนิยามสถานบริการ เงื่อนไขการอนุญาตและมาตรฐานอาคาร การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หน้าที่ของผู้ประกอบการด้านความปลอดภัย อำนาจของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล และปิดช่องทางการทุจริตในการบังคับใช้กฎหมาย
ยื่นแก้ พ.ร.บ.สถานบริการ วางนิยามใหม่ให้ทันยุค-ปิดทางส่วย!
ทางฝั่งของ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะผู้แทนพื้นที่เขตคลองเตยและเขตชั้นในของสุขุมวิท ซึ่งมีสถานบริการจำนวนมาก พบว่าประชาชนร้องเรียนปัญหาหลากหลาย ทั้งเสียงรบกวน การจราจรติดขัด ยาเสพติด การทะเลาะวิวาท อาชญากรรม และค้าประเวณี ขณะที่การศึกษาของคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรยังพบปัญหาการเรียกรับส่วยและการกำหนดโซนนิ่งที่ไม่ชัดเจน จึงเห็นว่าถึงเวลาต้องแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งใช้มานานกว่า 60 ปี
ภัณฑิล เสนอให้ ปรับนิยามสถานบริการใหม่ จากเดิมที่ยังใช้คำเรียก เช่น โรงน้ำชา หรือรองเง็ง ให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบัน โดยกำหนดจากองค์ประกอบของกิจการ ได้แก่ การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแสดงดนตรี และการมีพนักงานบริการ หากมีองค์ประกอบตั้งแต่ 2 ใน 3 ประการ ก็ต้องขออนุญาตประกอบกิจการและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านอาคารและความปลอดภัย โดยให้สามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ
“ควรเอาเรื่องใต้ดินยกมาบนดิน อยากเปิดดึกก็ต้องมีมาตรการและเสียค่าใช้จ่าย ผู้ประกอบการที่มีรายได้มากก็ต้องลงทุนกับความปลอดภัย เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ”
ภัณฑิล น่วมเจิม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดโซนนิ่งและเวลาเปิด-ปิดสถานบริการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์ของชุมชนมากที่สุด พร้อมทั้งกำหนดค่าใบอนุญาตที่สะท้อนระดับความเสี่ยงของกิจการ เช่น สถานบริการที่เปิดถึงช่วงดึกหรือรับผู้ใช้บริการจำนวนมาก ควรเสียค่าใบอนุญาตในอัตราที่สูงขึ้น
ภัณฑิล ยังย้ำด้วยว่า ร่างแก้ไขกฎหมายของพรรคประชาชนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และจะผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อีกครั้งเมื่อเปิดประชุม โดยเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวยิ่งสะท้อนความจำเป็นในการเร่งแก้ไขกฎหมาย เพราะปัจจุบันสถานประกอบการจำนวนมากจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่เปิดดำเนินการในลักษณะสถานบริการ จึงควรเข้าสู่ระบบและอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน
สำหรับเวทีเสวนา “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก” จัดโดย มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ร่วมกับเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน, เครือข่ายองค์กรงดเหล้า, มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว, เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง, เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
