ถกปมยกเลิก ‘โฉนดชุมชน’ พีมูฟ-รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ได้ข้อสรุป นัดเปิดประชุมทางการ 18 พ.ค.นี้ แต่งตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ จัดที่ดินทำกินรูปแบบโฉนดชุมชนภายใต้ คทช. ขณะที่ พีมูฟ ยันเดินต่อ จี้ รัฐบาลยกระดับโฉนดชุมชนเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดการที่ดินตาม ม. 10 (4) ย้ำ พื้นที่ยืนยันแนวทางโฉนดชุมชนต้องได้รับการคุ้มครองต่อไป
วันนี้ (11 พ.ค. 69) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภายหลังคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 ร่วมกันกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ซึ่งดูแลโฉนดชุมชนโดยตรง) และเป็น คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
โดยพีมูฟได้เสนอกรอบแนวทางการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน 3 ข้อ ประกอบด้วย
- ขอให้รัฐบาลทบทวนและยุติการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนพ.ศ. 2553 โดยเร่งด่วน
- ขอให้รัฐบาลเดินหน้าหรือยกระดับการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน ตามมาตรา 10(4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติพ.ศ. 2562
- ให้มีมาตรการดำเนินการคุ้มครองพื้นที่และสิทธิชุมชนในพื้นที่โฉนดชุมชนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2565

ทั้งนี้ระหว่างการดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้น ตัวแทนพีมูฟได้ขอให้ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับตัวแทนพีมูฟ ดำเนินการยกร่างระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันในวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569 เพื่อสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่น ของรัฐบาลในการผลักดันการจัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน พร้อมทั้งขอให้
- ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนพุทธศักราช 2569
- ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินงานโฉนดชุมชน พ.ศ…. ร่างคำสั่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน
โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 คือ ระเบียบที่ออกมาเพื่ออนุญาตให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการที่ดินร่วมกับรัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินโดยเน้น สิทธิชุมชน มากกว่า สิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผลกระทบอาจจะทำให้ชุมชนที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการที่ดินรูปแบบนี้อาจสูญเสียสิทธิและสถานะในการใช้ที่ดินและ นอกจากนี้การยกเลิกระเบียบนี้อาจกำลังเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการกระจาย การถือครองที่ดินเพิ่มมากขึ้นด้วย
จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ ระบุว่าหลังการหารือ ว่ารัฐบาลต้องการให้การยกเลิกระเบียบแล้วมาทำเป็นกฎหมาย และยอมรับในมาตรา 10 (4) ที่จะเดินหน้าในอนาคต โดยจะมีการแต่งตั้งอนุกรรมการ ภายใต้ สคทช. ที่จะเดินหน้าเรื่องระเบียบมาตรา 10 (4)
“ในวันนี้มีการคุยกับ ผอ.สคทช. ซึ่งเป็นการคุยรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เรื่องสัดส่วนอนุฯ จากภาคประชาชนว่าต้องเท่าไร ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี”
จำนงค์ หนูพันธ์

ทั้งนี้เดิมที่จะมีการประชุมของ สคทช. ในวันที่ 28 พ.ค. แต่มีข้อกังวลจากพีมูฟ ว่าอาจล่าช้าไปจึงได้ขยับการประชุม สคทช. มาเป็นวันที่ 18 พ.ค. 2569 ซึ่งวาระในการประชุมวันนั้น พีมูฟ เสนอให้มีการนำข้อหารือกันในที่ประชุมวันนี้เพื่อเข้าที่ประชุม เช่น การกำหนดสัดส่วนอนุกรรมการฯ ว่าจะมีจากส่วนไหนบ้าง การมีหลักประกันให้ชาวบ้านในชุมชนที่มีโฉนดชุมชนและชุมชนที่ขอยื่นขอสถานะโฉนดชุมชนไว้
ที่ผ่านมาพีมูฟพยายามผลักดันให้โฉนดชุมชนมีสถานะทางกฎหมาย โดยการยกระดับเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการที่ดินภายใต้ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 10 (4) ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเกิดเป็นมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 แล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐไม่ดำเนินการ และเกิดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นหลังการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนี้
โดยรัฐบาลอ้างว่า ขณะนี้มีการดำเนินการจัดที่ดินโดยโครงการจัดที่ดินของ คทช. อยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัตินั้นชุมชนที่ประสงค์ให้จัดที่ดินในแนวทางโฉนดชุมชนล้วนปฏิเสธแนวทางการจัดการที่ดินของ คทช. เนื่องจากติดข้อจำกัดในเงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินที่ขัดต่อวิถีชีวิตของชุมชน สอดแทรกมาตรการที่ทำให้ที่ดินหลุดจากมือประชาชน อาทิ การห้ามทำไร่หมุนเวียน การบีบบังคับให้ต้องปลูกป่าในที่ทำกินของตนเอง การต้องขออนุญาตอยู่อาศัยคราวละ 5 ปี ไม่เกิน 30 ปี การต้องยอมรับว่าตนเองเป็นผู้บุกรุกที่ดินของรัฐแม้จะอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน
รวมถึงการรวมศูนย์อำนาจการจัดการที่ดินอยู่ในมือรัฐที่ถือเป็นการยึดสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน การยกเลิกโฉนดชุมชนแล้วบีบให้ประชาชนต้องเข้าสู่เงื่อนไขการจัดการที่ดินเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทั้งเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์

สำหรับข้อสรุปของการเปิดเจรจาระหว่างพีมูฟ กับรัฐบาล มีผลการหารือ ดังนี้
- พีมูฟยังคงยืนยันให้ ผลักดันโฉนดชุมชนต่อไป แม้จะยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับโฉนดชุมชนเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดการที่ดินตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 10 (4)
- แนวทางการยกระดับโฉนดชุมชนนั้นเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งแม้จะมีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกโฉนดชุมชน แต่มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ยังคงอยู่ นั่นหมายความว่าพื้นที่ที่ยังยืนยันแนวทางโฉนดชุมชนจะต้องได้รับการคุ้มครองต่อไป
- รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงต่อเรื่องการยกระดับชุมชน ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเปิดประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากำหนดแนวทาง มาตรการ และกระบวนการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชนภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งจะเร่งดำเนินการกำหนดแนวทางจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ออกเป็นแนวทางการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชนโดยเร็วที่สุด
- หลังการประชุมหารือกันวันนี้มีการจัดทำบันทึกการประชุมเพื่อสรุปผลการหารือ และจะเผยแพร่สู่สาธารณะ และชาวบ้านที่ยังยืนหยัดต่อสู้ในแนวทางโฉนดชุมชนได้รับทราบร่วมกันต่อไป
