ยังไร้วี่แววสนองตอบข้อเรียกร้อง เครือข่ายปราจีนฯ ประกาศยกระดับค้านขยาย EEC ที่ทำเนียบ!

ปักหมุด 3 ข้อเรียกร้อง ค้านขยาย EEC มายังปราจีนบุรี จี้ จัดการ กากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน เด็ดขาด ยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” ชี้ ปราจีนฯ เติบโต พัฒนาได้ด้วยศักยภาพในพื้นที่ ด้านชาวบ้านฉะเชิงเทรา ฉายภาพบทเรียน EEC เจอผลกระทบมลพิษโรงงาน ที่ดินเปลี่ยนมือตกอยู่กับนายทุนอุตสาหกรรม ย้ำ ร่วมค้าน EEC อย่าปล่อยให้สายเกินแก้เหมือนฉะเชิงเทรา 

วันนี้ (23 ส.ค. 2569) เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง และประชาชนในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ยังคงรวมตัวชุมนุมอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี มาครบ 1 สัปดาห์ (ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา) ได้ประกาศนัดระดมพลเพื่อคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี โดยร่วมแขวนป้ายผ้ายาวกว่า 40 เมตร เขียนกระดาษบอกความในใจถึงรัฐบาล

เครือข่ายปราจีนฯ ออกแถลงการณ์ ยกระดับการต่อสู้จากปราจีนไปทำเนียบรัฐบาล ย้ำว่าสืบเนื่องจากกรณีประชาชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งปักหลักพักค้างคืนต่อเนื่อง เฝ้าการตอบรับข้อเรียกร้องจาก อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้ลงนามคำสั่งยกเลิกการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี แต่กลับนิ่งเฉยไม่สนใจข้อเรียกร้องของประชาชนแต่อย่างใด

ภาพจาก : หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี

อีกทั้งยังให้ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ อำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ออกมาสร้างความสับสนให้แก่สังคม  ด้วยการ ประกาศว่า “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ได้ยกเลิกการขยาย EEC มายัง จ.ปราจีนบุรีไปแล้ว” 

ในขณะที่ช่วงที่มีการปักหลักชุมนุมตลอด 7 วันที่ผ่านมา เครือข่ายปราจีนฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ไม่เป็นกลาง ละเลยและเพิกเฉยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอีกทั้งยังมีพฤติกรรมขัดขวางการชุมนุมการแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน 

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จึงย้ำในแถลงการณ์ว่า ชาวปราจีนบุรีไม่อาจยอมรับการเพิ่มปราจีนฯ เข้าเป็นเขต EEC ได้ และยืนยันเรียกร้องให้ นายกฯ อนุทิน ในฐานะประธานกรรมการนโยบาย EEC ต้องเซ็นยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร

“ที่ผ่านมาพวกเราใช้สิทธิอันชอบธรรม ทวงถามความรับผิดชอบอย่างสงบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเพิกเฉย และการปิดกั้นพื้นที่อย่างไร้สำนึกจากผู้มีอำนาจ ทั้ง นายกฯ อนุทิน นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมถึง วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ความสำเร็จของการเคลื่อนไหว อาจไม่ได้วัดกันในวันนี้ หรือในทันที แต่วัดจากสิ่งที่เราได้ร่วมกันสร้างขึ้นมาในวันนี้”

ภาพจาก : หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี

สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข็มแข็ง จึงประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อหลัก คือ

  1. คัดค้านการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วมโครงการ EEC อย่างถึงที่สุด และเรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกุล ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร

  2. จัดการเด็ดขาดกับกากอุตสาหกรรมและโรงงานเถื่อน โดยยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย”

  3. ยืนยันว่าปราจีนบุรีเติบโตและพัฒนาได้ด้วยศักยภาพของคนในพื้นที่ ไม่ใช่การแลกสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นพื้นที่รองรับขยะอุตสาหกรรม

“ได้เวลาทวงคืนแผ่นดินปราจีนบุรี… แล้วเจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล”

แถลงการณ์ย้ำ



ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมนั้นมีประชาชนจากหลายพื้นที่มาร่วมให้กำลังและร่วมกิจกรรมที่เครือข่ายฯ จัดขึ้น เพื่อส่งเสียงสะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หนึ่งในนั้นคือ ปารณีย์ ภักตร์ผ่อง ชาว จ.ฉะเชิงเทรา เล่าถึงผลกระทบที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญจากมลพิษทางอากาศที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยต้องเผชิญปัญหาดังกล่าวในชีวิตประจำวันจนเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และรู้สึกว่าเกินกว่าจะรับไหว

“ทุกวันนี้ได้กลิ่นสารเคมี เหมือนยาฆ่าหญ้าตลอดเวลา จนตอนนี้ดิฉันกำลังจะหนีจากแปลงยาวไปอยู่กรุงเทพฯ อย่างถาวร”

ปารณีย์ ภักตร์ผ่อง

เธอย้อนเล่าว่า ปัญหาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่การพัฒนาในพื้นที่ขยายตัวมากขึ้น หลังจากมีนโยบายรัฐกำหนดให้ 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ EEC ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน มีการเปิดทางให้พื้นที่เกษตรกรรมสามารถรองรับกิจการอุตสาหกรรมได้มากขึ้น จากเดิมที่ชุมชนโดยรอบยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ปัจจุบันพื้นที่โดยรอบบ้านกลับรายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และต้องเผชิญกับมลพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

“ปัจจุบันนี้รอบบ้านมีแต่โรงงานหลอมทองแดง อะลูมิเนียม และโรงงานคัดแยกขยะ จึงอยากให้พี่น้องปราจีนทุกคนสู้ อย่าปล่อยให้สายเกินแก้อย่างฉะเชิงเทรา”

ปารณีย์ ภักตร์ผ่อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active