36 ปี ทวงสิทธิกรณี ‘เขื่อนปากมูล’ จี้รัฐแก้ปมเดือดร้อน เยียวยา 1,632 ครอบครัวทันที

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ยื่นข้อเรียกร้องต่อกระทรวงพลังงาน ขอผู้แทนผู้ได้รับผลกระทบ ร่วมสังเกตการณ์ประชุมแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล พร้อมเรียกร้องรัฐเร่งเยียวยาและฟื้นฟูแม่น้ำมูล หวังการตัดสินใจแก้ปัญหายึดผู้ได้รับผลกระทบเป็นสำคัญ พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูวิถีชีวิต ฐานทรัพยากร ระบบนิเวศแม่น้ำมูล พิจารณาข้อเสนอเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดปีอย่างจริงจัง บนฐานงานศึกษา องค์ความรู้ของชุมชน

วันนี้ (21 ก.ย. 2569) เข้าสู่วันที่ 5 ของการชุมนุมของ คณะกรรมการเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล หรือ ช.ช.ช. สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลที่บริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน โดย ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย รายงานว่า ถือเป็นอีกวันสำคัญ เนื่องจากมี การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี เป็นครั้งแรก

ก่อนเริ่มการประชุม ช.ช.ช. ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ขอให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ สมปอง เวียงจันทร์, บัวลี โพธิวงศ์ และ พวงพยอม ขันใหญ่ เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์

(ภาพ : The Story of แม่หญิงไฟ้ท์)

ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานได้ลงมาเจรจากับผู้ชุมนุมและแจ้งว่า ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ เนื่องจากมีรายชื่อของ ศักดิ์สิทธิ์ สอดสะอาด เป็นตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการฯ แล้ว และตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ยินยอมให้ผู้แทนของกลุ่มดังกล่าวเข้าร่วม

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ไม่สามารถอนุญาตให้เข้าไปภายในอาคารได้ เนื่องจากกระทรวงพลังงานเช่าพื้นที่จากเอกชนและต้องได้รับอนุญาตก่อน

ข้อเรียกร้องดังกล่าวสืบเนื่องจากมติของคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล  12 มี.ค. 2569 คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องมีมติรับรองผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว ซึ่งคือผลจากการต่อสู้กว่า 36 ปี ของผู้หญิงและประชาชน และใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อพิสูจน์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิต ครอบครัว และชุมชนของตนเอง

ผู้ได้รับผลกระทบแสดงความกังวลว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดปัจจุบันอาจไม่มีผู้แทนที่ครอบคลุมทั้ง 1,632 ครอบครัว และการประชุมอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ความต้องการ และเสียงของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดจึงเรียกร้องให้ผู้แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบให้การยอมรับเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อรับฟังข้อมูลและนำผลการประชุมกลับไปสื่อสารกับผู้ได้รับผลกระทบ

บัวลี โพธิวงศ์ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า ผู้ได้รับผลกระทบเดินทางมาที่กระทรวงพลังงานเพื่อสนับสนุนให้การประชุมเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป ไม่ได้มาเพื่อขัดขวางหรือล้มการประชุมตามที่เคยถูกกล่าวหา

“เรามาเพื่อสนับสนุนให้มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง แต่ในการประชุมนั้นต้องมีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเข้าไปนั่งฟัง คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 1,632 ครอบครัว ทำไมจึงมีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ได้รับผลกระทบ”

บัวลี โพธิวงศ์

บัวลี ยังตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า การแก้ไขปัญหาครั้งนี้จะยึดการตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือยึดสิทธิและความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 1,632 ครอบครัวเป็นสำคัญ

พร้อมยืนยันว่า การมีผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นหลักประกันสำคัญว่า ข้อมูลและข้อเสนอของผู้ได้รับผลกระทบจะไม่ถูกนำเสนออย่างคลาดเคลื่อน พร้อมระบุว่า หากไม่มีผู้แทนเข้าร่วมผู้ที่ปักหลักอยู่หน้ากระทรวงจะร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไป

ภายหลังผู้ได้รับผลกระทบยืนยันข้อเรียกร้องและเจรจากับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง กระทรวงพลังงานได้เชิญ สมปอง และบัวลี เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบคนอื่นยังคงปักหลักรอฟังผลอยู่ด้านหน้ากระทรวง 

(ภาพ : The Story of แม่หญิงไฟ้ท์)

การเข้าร่วมสังเกตการณ์ของ สมปอง ยังสะท้อนความสำคัญของการรับรองบทบาทของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ แต่เป็นผู้จัดตั้งชุมชน นำการเคลื่อนไหวและการเจรจา ดูแลผู้คนและความสัมพันธ์ภายในชุมชนตลอดจนรักษาความทรงจำและความต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนลุ่มน้ำมูลมาอย่างยาวนาน 

ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ระบุว่า จะยืนหยัดเคียงข้าง ช.ช.ช. รวมถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทุกคนที่ยังคงเรียกร้องให้สิทธิที่ได้รับการรับรองนำไปสู่การเยียวยาและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

“ตลอดประวัติศาสตร์การต่อสู้ของปากมูล ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบแต่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นผู้จัดตั้งชุมชน นำการเคลื่อนไหว เจรจากับรัฐ ปกป้องแม่น้ำ ดูแลครอบครัวและชุมชน และรักษาความทรงจำของการต่อสู้ให้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น”

ดังนั้นเสียงของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องอยู่ในทุกพื้นที่ที่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตดูแลแม่น้ำและอนาคตของพวกเขาเจ้าของปัญหาต้องมีสิทธิพูดผู้ได้รับผลกระทบต้องมีอำนาจร่วมตัดสินใจและไม่มีผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใดควรถูกกีดกันออกจากการกำหนดทางออกของชีวิตตนเองเมื่อประชาชนต่อสู้มาหลายทศวรรษจนมีการรับรองผู้ได้รับผลกระทบแล้ว 1,632 ครอบครัว สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่อจากนี้คือ การแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การทำให้ประชาชนต้องกลับไปเริ่มต้นพิสูจน์ความเดือดร้อนของตนเองอีกครั้ง

จี้รัฐบาล-ก.พลังงาน เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

  1. การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล วันที่ 21 กันยายน 2569 ต้องนำไปสู่การตัดสินใจที่ชัดเจน พร้อมกรอบเวลาดำเนินการที่ตรวจสอบได้ สิทธิที่ได้รับการรับรองแล้วต้องนำไปสู่การเยียวยาอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่ใช่การรอคอยรอบใหม่

  2. กระบวนการแก้ไขปัญหาต้องยึดประชาชนเจ้าของปัญหาเป็นศูนย์กลาง รับรองการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง เจ้าของปัญหาต้องมีสิทธิกำหนดผู้แทนและมีอำนาจร่วมกำหนดทางออก ไม่มีผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใดควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ

  3. รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองแล้วพร้อมเปิดกระบวนการที่เป็นธรรมสำหรับผู้ได้รับผลกระทบที่ตกหล่น รวมถึงครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก่อนเห็นความเป็นธรรม ผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่สามารถผ่านกระบวนการราชการอันยืดเยื้อ และชุมชนท้ายน้ำที่ยังเผชิญผลกระทบจากความเสียหายของระบบนิเวศ การเยียวยาต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ไม่ยุติธรรมจนทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงถูกทำให้มองไม่เห็น

  4. ความรับผิดชอบของรัฐต้องไปไกลกว่าค่าชดเชย ต้องรวมถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิต ฐานทรัพยากร และระบบนิเวศแม่น้ำมูล ตลอดจนพิจารณาข้อเสนอเรื่องการเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดปีอย่างจริงจัง บนฐานของงานศึกษา องค์ความรู้ของชุมชน และสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำก่อนกลับมาพูดถึงอนาคต ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบต่ออดีตที่ยังไม่จบ

สำหรับเขื่อนปากมูลไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐไทยโดยลำพัง ธนาคารโลกเป็นผู้ให้เงินกู้แก่โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยซึ่งมีเขื่อนปากมูลเป็นส่วนหนึ่ง และมีบทบาทในการประเมิน อนุมัติ และติดตามโครงการ

ทั้งนี้วันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะกลับมาจัดการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ เพื่อพูดถึงการลงทุน การสร้างงาน การเติบโต และอนาคตของการพัฒนาแต่ก่อนที่ธนาคารโลกจะกลับมาประเทศไทยเพื่อพูดถึงอนาคตธนาคารโลกต้องรับผิดชอบต่อผลของการพัฒนาที่ตนมีส่วนสนับสนุนในอดีต และที่ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตของประชาชนจนถึงปัจจุบัน

(ภาพ : The Story of แม่หญิงไฟ้ท์)

ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงเรียกร้องว่า ก่อนการประชุมประจำปีเดือนตุลาคม 2569 ธนาคารโลกต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเขื่อนปากมูลอย่างเป็นรูปธรรม

  1. ธนาคารโลกต้องยอมรับความรับผิดชอบต่อบทบาทของตนในโครงการเขื่อนปากมูลอย่างเป็นทางการ ทั้งในฐานะผู้ให้เงินกู้และสถาบันที่มีส่วนในการประเมิน อนุมัติ และติดตามโครงการ การปิดเงินกู้ไม่อาจหมายถึงการปัดความรับผิดชอบ ในขณะที่ผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศยังไม่ได้รับการแก้ไข

  2. ธนาคารโลกต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือทบทวนบทเรียน แต่ต้องร่วมกับรัฐบาลไทยจัดให้มีกลไกและทรัพยากรสำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูฐานชีวิต และการฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำมูล โดยผู้หญิงและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องมีอำนาจร่วมกำหนดรูปแบบและมาตรการเยียวยา

  3. ความรับผิดชอบต้องไม่ทิ้งคนที่ตกหล่นจากระบบ ต้องครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองแล้ว และมีกระบวนการให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก่อนเห็นการเยียวยา ผู้สูงอายุ ผู้ที่ถูกกระบวนการอันยืดเยื้อทำให้ไม่สามารถเดินเรื่องต่อ และชุมชนท้ายน้ำที่ยังเผชิญความเสียหายของระบบนิเวศ

  4. ธนาคารโลกต้องเปิดเผยต่อสาธารณะว่าบทเรียนจากปากมูลได้เปลี่ยนนโยบาย มาตรฐานความรับผิดชอบ และวิธีการให้เงินทุนของธนาคารโลกอย่างไร และต้องแสดงให้เห็นว่าการลงทุนและโครงการพัฒนาใหม่ ๆ จะไม่ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียแม่น้ำ ที่ดินทรัพยากรและฐานชีวิตแล้วถูกทิ้งให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอีกหลายสิบปีเราไม่ได้เรียกร้องเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกหนึ่งเวที เราเรียกร้องความรับผิดชอบที่โปร่งใสจากธนาคารโลก

การประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงเทพฯ ไม่ควรดำเนินไปราวกับประเทศไทยเป็นเพียงเวทีสำหรับประกาศวิสัยทัศน์การพัฒนาครั้งใหม่ โดยไม่เผชิญกับผลของการพัฒนาในอดีตที่ยังดำรงอยู่และผลจากนโยบายการพัฒนาในปัจจุบันที่ผู้หญิง ประชาชนและชุมชนยังต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุน ก่อนพูดถึงการพัฒนาครั้งใหม่ 

“ต้องตอบต่อความเสียหายจากการพัฒนาครั้งเก่า ก่อนพูดถึงการเติบโต ต้องตอบว่าใครเป็นคนจ่ายต้นทุน ก่อนพูดถึงอนาคตต้องรับผิดชอบต่ออดีตที่ยังดำรงอยู่ในชีวิตของประชาชนปากมูลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเขื่อนหนึ่งแห่งแต่ทำให้เราต้องถามคำถามพื้นฐานต่อแบบแผนการพัฒนาว่าใครมีอำนาจกำหนดว่าการพัฒนาคืออะไร ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุน และเมื่อการพัฒนาสร้างความเสียหาย ใครต้องรับผิดชอบ”

สำหรับความยุติธรรมของกรณีปากมูล ไม่ใช่เพียงค่าชดเชย แต่คือ การฟื้นฟูแม่น้ำ คืนฐานชีวิต รับรองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและทำให้ทั้งรัฐและธนาคารโลกที่มีส่วนสนับสนุนโครงการต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นความยุติธรรมยังหมายถึงการเคารพอำนาจในการตัดสินใจของผู้หญิงและประชาชนไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้รอรับการเยียวยา แต่ในฐานะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้จัดตั้ง ผู้ดูแลชีวิต ผู้ดูแลแม่น้ำ ผู้สร้างขบวนและผู้มีอำนาจกำหนดอนาคต 36 ปีนานเกินพอรัฐไทยต้องยุติการยื้อเวลา ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบก่อนกลับมาพูดถึงอนาคตของการพัฒนาที่กรุงเทพฯ

“คนที่เสียชีวิตต้องไม่ถูกลืม คนที่ตกหล่นต้องไม่ถูกทิ้ง สิทธิที่ได้รับการรับรองต้องนำไปสู่ความเป็นธรรมและผู้หญิงกับประชาชนผู้ดูแลแม่น้ำต้องมีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองด้วยความเชื่อมั่นในพลังของผู้หญิงนักปกปัองสิทธิมนุษยชนพลังของประชาชน และความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม”

แถลงการณ์สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ฉบับที่ 3

เรื่อง ข้อสรุปและท่าทีของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลหลังเข้าสังเกตการณ์การประชุมของคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล

ตามที่พี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ในนาม สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ได้ติดตามและเรียกร้องการแก้ไขปัญหามายาวนานกว่า 36 ปี กระทั่งได้มีความก้าวหน้าสำคัญ และเกิดข้อตกลงร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล ในวันนี้ (21 กันยายน 2569) นั้น

สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อ เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ตลอดจนคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายทุกองค์กร ที่ได้แสดงความจริงใจในการรับฟังปัญหาของพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จนสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

  •  วาระที่หนึ่ง มติให้ยกเรื่องการรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว ตามมติคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดหลักเกณฑ์ กลับไปที่จังหวัดเนื่องจากมีข้อมูลไม่ครบถ้วน

  • วาระที่สอง ประเด็นการศึกษาเรื่องเขื่อนปากมูล ให้คณะอนุกรรมการจังหวัดรวบรวมข้อมูลแล้วนำเสนอขึ้นมาให้ส่วนกลางพิจารณา

  • วาระที่สาม ให้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดแนวทางการช่วยเหลือ ในระดับจังหวัด โดยการแต่งตั้งอนุกรรมการให้ครอบคลุมทั้งสองฝ่าย โดยรายชื่อต้องมาจากผู้ได้รับผลกระทบที่แท้จริง ส่วนการเสนอรายชื่อคณะอนุกรรมการสัดส่วนของตัวแทนสมัชชาคนจน ต้องมาจากมติคณะอนุกรรมการจากจังหวัด ไม่ผ่านฝ่ายเลขานุการของภาคประชาชน

ที่มา : The Story of แม่หญิงไฟ้ท์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active