‘เขื่อนปากมูล’ บทเรียนสูญเสียวิถีชีวิต-สายน้ำ ‘ธนาคารโลก’ ต้องไม่ทิ้งความรับผิดชอบ ?

‘สมัชชาคนจน’ ออกแถลงการณ์ถึง ประธาน-ผู้บริหารธนาคารโลก ย้อนที่มาเงินกู้ หนุนสร้างเขื่อนปากมูล บนความคาดหวังโครงการพัฒนาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พลังงานไทย แต่ผ่านมา 36 ปี ชาวบ้านกลับเผชิญความสูญเสียวิถีชีวิต ชุมชน แหล่งอาหาร แหล่งทำกิน ทวงถาม “ความรับผิดชอบ” เร่งเยียวยา 1,632 ครอบครัว ฟื้นฟูระบบนิเวศจริงจัง ย้ำ ต้องเปิดเขื่อนถาวร! พร้อมนำบทเรียนกรณีเขื่อนปากมูล สู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาของธนาคารโลก

วันนี้ (15 ต.ค. 2569) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช. เผยแพร่เนื้อหาแถลงการณ์ ของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ในนาม สมัชชาคนจน ถึง ประธานธนาคารโลกและคณะผู้บริหารธนาคารโลก โดยระบุว่า แม่น้ำมูลเป็นแหล่งอาหาร แหล่งทำมาหากิน และเป็นชีวิตของชุมชนหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อเขื่อนปากมูลถูกสร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้กลับถูกพรากไปจากชาวบ้านในพื้นที่

ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องต่อสู้ เพื่อเรียกร้องสิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อพิสูจน์ความเสียหายของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องเดินทางไปชุมนุม ยื่นหนังสือ พี่น้องลูกหลานจำนวนมากต้องออกจากบ้านไปหางานทำในต่างถิ่น ครอบครัวต้องพลัดพราก และคนเฒ่าคนแก่จำนวนหนึ่งได้จากโลกนี้ไปโดยยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

“พวกเขาไม่มีโอกาสรออีกแล้ว แต่ความรับผิดชอบต่อชีวิตของพวกเขาต้องไม่ตายไปด้วย”

วันนี้จึงส่งเสียงถึง ธนาคารโลก เพื่อถามว่าสถาบันที่เคยสนับสนุนโครงการเขื่อนปากมูล จะรับผิดชอบต่อผลที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้อย่างไร ? ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบ

เขื่อนปากมูลเกิดขึ้นโดยธนาคารโลกมีบทบาทในการให้เงินกู้สนับสนุนโครงการ และมีส่วนในกระบวนการประเมินและติดตามการดำเนินงานในช่วงเวลาที่โครงการได้รับการผลักดัน ในเวลานั้น เขื่อนปากมูลถูกนำเสนอว่าเป็นโครงการพัฒนาที่จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงานให้แก่ประเทศ แต่ต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับกลับไม่ได้รับการยอมรับและแก้ไขอย่างเพียงพอ

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มสร้างจนทุกวันนี้ ความสูญเสียทั้งหลายชัดเจนมาโดยตลอด ผลกระทบต่อการอพยพของปลา ความหลากหลายทางชีวภาพ อาชีพประมง และวิถีชีวิตของชุมชน ได้รับการศึกษาและบันทึกไว้ในรายงานต่าง ๆ รวมถึงการศึกษากรณีเขื่อนปากมูลภายใต้คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams) ซึ่งตั้งคำถามอย่างสำคัญต่อการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผลกระทบของโครงการ

แม้แต่ธนาคารโลกเองก็เคยยอมรับว่าเขื่อนปากมูลให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความจำเป็นในการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การประเมินผลกระทบต่อประมงและวิถีชีวิต การรับฟังประชาชน และการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

“แต่สำหรับพวกเรา คำถามสำคัญคือ เมื่อธนาคารโลกยอมรับว่าโครงการนี้มีบทเรียนสำคัญ แล้วเหตุใดประชาชนที่ต้องจ่ายราคาของบทเรียนนั้นจึงยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ธนาคารโลกอาจนำบทเรียนจากเขื่อนปากมูลไปใช้กับโครงการอื่นที่ตัวเองสนับสนุน แต่นั่นไม่อาจทดแทนความรับผิดชอบต่อผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่กับผลกระทบของโครงการเดิมได้”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องเผชิญทั้งความยากจนที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนในการประกอบอาชีพ และความขัดแย้งที่เกิดจากการบริหารจัดการประตูระบายน้ำ ทั้งหมดนี้คือต้นทุนของโครงการที่ไม่อาจวัดได้จากจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตขึ้น

36 ปีแห่งการรอคอย ถึงเวลาคืนความเป็นธรรมแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว หลังจากกระบวนการตรวจสอบที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 29 ปี แต่จนถึงวันนี้ การรับรองรายชื่อยังไม่ได้นำไปสู่การเยียวยาที่รอคอย

การแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการจ่ายค่าชดเชย เพราะตราบใดที่แม่น้ำยังไม่สามารถฟื้นคืนระบบนิเวศและเส้นทางอพยพของปลาได้ ชุมชนก็ยังต้องเผชิญกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวรจึงเป็นข้อเรียกร้องสำคัญ เพื่อคืนความเชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำมูลกับแม่น้ำโขง ฟื้นฟูระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร และเปิดโอกาสให้คนหาปลากลับมาดำรงชีวิตด้วยทรัพยากรของตนเอง

จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารโลกใช้ความรับผิดชอบ ความรู้ และอำนาจเชิงสถาบันที่มี เพื่อสนับสนุนการแก้ไขความเสียหายจากโครงการที่ธนาคารเคยมีส่วนผลักดัน โดยมีข้อเรียกร้องต่อธนาคารโลก ดังนี้

1. แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบของเขื่อนปากมูลอย่างเป็นทางการ

ขอให้ธนาคารโลกยอมรับและทบทวนบทบาทของตนในการสนับสนุนโครงการเขื่อนปากมูล รวมถึงข้อจำกัด และความบกพร่องของกระบวนการประเมินและติดตามผลกระทบในอดีต และเปิดเผยต่อสาธารณะว่าธนาคารได้ดำเนินการอย่างไรต่อข้อค้นพบและข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษ

2. ร่วมผลักดันการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยไม่ชักช้า

ขอให้ธนาคารโลกหารือกับรัฐบาลไทยและผู้แทนชุมชน เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเยียวยาที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีกำหนดเวลาชัดเจน สำหรับ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองรายชื่อ รวมถึงการพิจารณาสิทธิของทายาทและมาตรการเฉพาะสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น บ้านหัวเหว่

ขอให้ธนาคารโลกชี้แจงด้วยว่า จะสามารถสนับสนุนกระบวนการและทรัพยากรเพื่อการเยียวยาได้ในรูปแบบใดบ้าง ภายใต้บทบาทและอำนาจหน้าที่ของธนาคาร

3. สนับสนุนการฟื้นฟูแม่น้ำมูล โดยให้การเปิดประตูระบายน้ำอย่างถาวรเป็นทางเลือกหลักที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ขอให้ธนาคารโลกสนับสนุนกระบวนการศึกษาร่วมกับชุมชน นักวิชาการอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินทางเลือกในการฟื้นฟูแม่น้ำมูน โดยให้ความสำคัญกับการเปิดประตูระบายน้ำอย่างถาวร การฟื้นฟูเส้นทางอพยพของปลา ความมั่นคงทางอาหาร และผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงน้ำท่วม และการศึกษานี้ต้องไม่เป็นเหตุให้การเยียวยาที่ค้างอยู่ต้องล่าช้าออกไปอีก

4. จัดให้มีการทบทวนผลกระทบระยะยาวและความรับผิดชอบของธนาคารโลกอย่างเป็นอิสระ

ขอให้มีการประเมินผลกระทบสะสมด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตจากเขื่อนปากมูลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงประเมินความเพียงพอของมาตรการแก้ไขผลกระทบ โดยให้ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมกำหนดคำถาม วิธีการศึกษา และตรวจสอบผลการประเมิน

5. นำบทเรียนเขื่อนปากมูลไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาของธนาคารโลก

ขอให้ธนาคารโลกเปิดเผยอย่างเป็นรูปธรรมว่า บทเรียนจากเขื่อนปากมูลได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่า การรับฟังประชาชน การประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำ และการติดตามเยียวยาระยะยาวอย่างไร พร้อมทั้งทบทวนการสนับสนุนโครงการเขื่อนใหม่ในลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขาที่อาจสร้างความเสียหายต่อชุมชนและระบบนิเวศในลักษณะเดียวกัน

“พวกเราขอให้ธนาคารโลกตอบรับข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแถลงการณ์ และกำหนดการหารืออย่างเป็นทางการกับผู้แทนชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดเผยผลการหารือต่อสาธารณะ”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active