2 ทีมต้นแบบ จากเวที “ปลุกไอเดีย ขยับเมือง ให้สุขภาพดีทั่วไทย” ได้รับงบสนับสนุนทีมละ 200,000 บาท เพื่อต่อยอดการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะ ที่ไม่ได้มุ่งเพียงความสวยงามทางกายภาพ แต่ เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม การเรียนรู้ และความต้องการจริงของคนในชุมชน
เมื่อวันที่ 12-15 มี.ค. 2569 We!park ร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม ACTIVATE CITY CHALLENGE โครงการขยายผลการอบรมการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะสู่ภูมิภาคอื่น “ปลุกไอเดีย ขยับเมือง ให้สุขภาพดีทั่วไทย” จัดกิจกรรม PARK CREATOR TRAINING เพื่อการพัฒนาพื้นที่เมืองสุขภาวะภาคเหนือ ในหัวข้อ “เมือง นิเวศ และผู้คน”

ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร หัวหน้าฝ่ายหลักสูตรฝึกอบรมและการวิจัย โครงการ we!park และ อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ อบรมเจ้าหน้าที่รัฐ และพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้เกิดสวน 15 นาที แต่ต้องเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์การใช้งานของคนในชุมชนจริง
หัวใจสำคัญของการทำงาน คือการไม่มองเรื่องการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม โดยชวนชุมชนเข้ามาช่วยคิดและพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน พร้อมดึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการ ภาควิชาชีพ ภาคประชาสังคม ประชาชน และภาคเอกชนในพื้นที่ ซึ่งครั้งนี้ ได้มาพื้นที่ภาคเหนือ และเห็นว่า บริบทแต่ละพื้นที่แตกต่างจาก กทม. จึงต้องหาเครื่องมือที่ช่วยทำความเข้าใจความต้องการของพื้นที่จริง กระบวนการ Pitching โครงการ จึงถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อให้เห็นว่าแต่ละภูมิภาคอยากพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในรูปแบบใด และมีโจทย์เฉพาะของตัวเองอย่างไร

ผศ.ปาณิทัต กล่าวว่า จากข้อเสนอที่ส่งเข้ามา พบว่าแต่ละโครงการมีความหลากหลาย ทั้งโครงการที่มองเรื่องผู้สูงอายุในชนบท การเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับผู้สูงอายุผ่านโรงเรียนและชุมชน โครงการด้านอาหารปลอดภัยและเกษตรที่ลดการใช้สารเคมี การพัฒนาเส้นทางเดินในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และสิ่งสำคัญของชุมชนที่กำลังเลือนหาย นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมจากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น เทศบาล เยาวชน นิสิตนักศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาครัฐหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่กำลังได้รับความสนใจจากคนหลายภาคส่วนมากขึ้น
“สิ่งที่เห็นจากข้อเสนอ คือ การพัฒนาพื้นที่เพื่อส่งเสริม สุขภาวะ สามารถทำได้หลายมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา และจำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนและสังคมไทย”
ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร

สำหรับ โครงการขยายผลการอบรมการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะสู่ภูมิภาคอื่น “ปลุกไอเดีย ขยับเมือง ให้สุขภาพดีทั่วไทย” มีการรับสมัครผู้เข้าร่วมและผ่านการคัดเลือกมาทั้งหมด 9 ทีม ได้แก่
- Living wall,Living Community : Mae kha Prototype
- คนธรรมลานคน แม่โจ้
- Little Green Dots at CNX
- ชื่นใจ Park
- การพัฒนานวัตกรรมอาหารสุขภาพจากไข่ผำและเห็ดอินทรีย์ระบบปิด เพื่อสร้างสุขภาวะและเศรษฐกิจสีเขียวสู่ชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำ
- อสม.เชื่อมรุ่น: การพัฒนาโมเดล บวร เพื่อส่งเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงวัยผ่านความร่วมร่วมมือเยาวชนในชุมชนชนบทอย่างยั่งยืน
- กองกำลังพลังล้น
- ยางเลิ้ง ถนน คน ต้นไม้ เมือง
- Chiangrai Healthy Hub Activities
โดยทีมที่ได้รับรางวัลในการนำไปพัฒนาต่อยอดโครงการจำนวน 200,000 บาท ในครั้งนี้มี 2 ทีม ได้แก่ โครงการชื่นใจ Park ร่วมกับ โครงการคลองสวยน้ำใส ไร้ขยะ ชุมชนมีสุขโดยเทศบาลตําบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สมาชิก ได้แก่ โดย ทองสุข สมบูรณ์, กัญญาภัค ธะสุข และจักรพันธ์ จันทร์ศรี และ โครงการ Little Green Dots at CNX สมาชิก ได้แก่ ทันทัศน์ แสนทน, ธีรภัทร อวศิริพงษ์ และฐานิญา เมธาสมิทธิ์กุล


กัญญาภัค ธะสุข จากทีม ชื่นใจ Park เล่าว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้เกิดจากการที่ชุมชนและเทศบาลมีโครงการร่วมกันอยู่ก่อนแล้ว และได้มีการทำประชาคมสอบถามความคิดเห็นของคนในพื้นที่ไว้เบื้องต้น ซึ่งสมาชิกในทีมส่วนใหญ่เป็นนักออกแบบ และเคยทำงานร่วมกับชุมชนมาก่อน จึงได้รับการติดต่อให้เข้าไปช่วยสนับสนุนในเรื่องการบริหารจัดการ การให้คำแนะนำด้านการออกแบบ และการบูรณาการแนวคิดต่าง ๆ เข้ากับโครงการที่พื้นที่มีอยู่เดิม

“พอเราได้เข้าไปคลุกคลีกับโครงการที่ชุมชนทำร่วมกับเทศบาล เราเห็นเลยว่าเขามีโปรเจกต์ที่จะพลิกฟื้นโครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่แถวนั้นอยู่แล้ว แล้วเราก็เห็นความตั้งใจของชาวบ้านด้วยว่าเขาอยากให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ ขณะเดียวกันทางเทศบาลเองก็อยากช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น เราเลยรู้สึกว่าอยากเข้าไปช่วยหากระบวนการหรือวิธีการที่จะทำให้เกิดความสร้างสรรค์มากกว่าการปรับปรุงพื้นที่เชิงกายภาพอย่างเดียว”
กัญญาภัค ธะสุข

กัญญาภัค ระบุว่า จุดตั้งต้นสำคัญของโครงการนี้มาจาก ความต้องการของคนในพื้นที่ เป็นหลัก และสิ่งที่ทีมเข้าไปเติม ไม่ใช่การเริ่มคิดใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการต่อยอดจากแนวคิดเดิมของชุมชนให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติของ “สุขภาวะ” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงสุขภาพกายเท่านั้น
“เรามองว่าเรื่องสุขภาวะที่ดีมันไม่ได้มีแค่เรื่องการออกกำลังกายหรือสุขภาพกายอย่างเดียว แต่ชุมชนนี้เขามีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรม มีช่างฝีมืออยู่ในพื้นที่ค่อนข้างมาก เราก็เลยพยายามดึงศักยภาพตรงนั้นออกมา รวมถึงเรื่องผลผลิตทางการเกษตรหรือวิถีชีวิตความเป็นเกษตรกรที่ชาวบ้านทำกันอยู่ดั้งเดิม ว่าจะส่งเสริมยังไงให้มันไปสู่การมีสุขภาพที่ดีได้ด้วย”
กัญญาภัค ธะสุข
นอกจากนั้น ทีมยังให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้พื้นที่กลายเป็น ศูนย์รวมของคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือครอบครัว ให้สามารถเข้ามาใช้เวลาร่วมกันและทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ได้
“มันเลยไม่ได้มีแค่เรื่องพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย แต่ยังรวมถึงงานฝีมือ การปลูกผัก การทำเกษตร หรือกิจกรรมที่ทุกคนในชุมชนจะมารวมตัวกันได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มาจากสิ่งที่ชาวบ้านอยากเห็น แล้วเราก็เอามาช่วยออกแบบต่อ”
กัญญาภัค ธะสุข

กัญญาภัค ยกตัวอย่างว่า เดิมทีชาวบ้านในพื้นที่ก็มีพฤติกรรมใช้พื้นที่อยู่แล้ว เช่น การออกมาเดินออกกำลังกายในช่วงเย็นบริเวณทุ่งนาและเส้นทางในชุมชน ขณะเดียวกันพื้นที่ริมน้ำซึ่งมีคลองตัดผ่าน ก็มีทุนทางสังคมและวัฒนธรรมอยู่เดิม ทั้งกลุ่มชาวบ้านที่มีทักษะด้านหัตถกรรมท้องถิ่น และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีศูนย์ OTOP ของชุมชน
“บางคนเขาก็อยากให้พื้นที่ตรงนี้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ตรงกลางของชุมชนได้ด้วย เพราะคนที่อยู่ริมคลองบางส่วนก็เป็นเหมือนครู เป็นอาจารย์ ที่สอนงานหัตถกรรมท้องถิ่นอยู่แล้ว ตรงนี้เราก็เลยเห็นว่า ถ้าทำดี ๆ มันจะไม่ได้เป็นแค่พื้นที่พักผ่อน แต่จะเป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นพื้นที่กิจกรรมของชุมชนได้พร้อมกัน”
กัญญาภัค ธะสุข
ส่วนการเดินหน้าโครงการหลังได้รับงบประมาณสนับสนุน กัญญาภัค กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้จะเริ่มจากการกลับไปวางแผนรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างและการจัดสรรงบประมาณในระยะแรก เพราะข้อเสนอที่นำเสนอไว้กับสิ่งที่ได้พัฒนาต่อจากกระบวนการเวิร์กช็อป มีการปรับให้เหมาะสมกับบริบทมากขึ้น
กัญญาภัค ยังสะท้อนว่า กระบวนการเวิร์กช็อปที่ได้เรียนรู้ร่วมกับคนในพื้นที่จริง มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนางานของทีม เพราะทำให้เห็นข้อจำกัดและจุดที่ต้องทบทวนในกระบวนการคิดของตัวเอง การทำงานกับชุมชนจำเป็นต้องระวังไม่ให้ทีมออกแบบ “คิดแทน” คนในพื้นที่มากเกินไป แต่ต้องค่อย ๆ ฟังและปรับให้ข้อเสนอล้อไปกับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการจริง
“บางครั้งเราอาจใส่ความต้องการของเราลงไปเอง หรือคิดแทนชาวบ้านว่าเขาต้องการแบบนั้นแบบนี้ แต่พอมาเวิร์กช็อป มันทำให้เห็นว่า จริง ๆ เราอาจไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเยอะมาก แค่ทำให้มันล้อไปกับสิ่งที่ชาวบ้านอยากได้มากกว่า ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก”
กัญญาภัค ธะสุข
ด้าน ธีรภัทร อวศิริพงษ์ จากทีม little green dots หนึ่งในทีมที่ได้รับรางวัลจากการนำเสนอโครงการ เล่าว่า กลุ่มนี้เริ่มต้นมาจากโครงการหนึ่งที่เคยทำที่หาดใหญ่ ก่อนจะนำชื่อนี้มาใช้ต่อในการทำงานในพื้นที่ภาคเหนือ แรงบันดาลใจสำคัญของโครงการมาจากความคุ้นเคยกับพื้นที่เชียงใหม่ แม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นคนเชียงใหม่โดยตรง แต่เพื่อนร่วมทีมเติบโตที่นี่ และตัวเขาเองก็มีครอบครัวอยู่ที่เชียงใหม่ รวมถึงเคยมีโอกาสเข้าร่วมโครงการของ we!park ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่แม่คาวมาก่อน จึงรู้สึกอยากกลับมาทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่นี้

“แม้ภูมิอาจจะไม่ได้เป็นคนเชียงใหม่โดยตรง แต่เรามีความคุ้นเคยกับพื้นที่นี้ แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่เราพอจะรู้จักและสามารถช่วยพัฒนาต่อได้”
ธีรภัทร อวศิริพงษ์

ธีรภัทร บอกว่า จุดตั้งต้นของแนวคิดมาจากการมองเห็น “ความต่าง” ของพื้นที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาพเปรียบเทียบระหว่างฝั่งคลองกับฝั่งถนน ซึ่งทำให้ทีมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับลำน้ำ ลำคลอง และพื้นที่สีเขียวในเมือง ว่าจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้หรือไม่
“พวกเราเรียนทางด้านภูมิสถาปัตย์มา ก็จะค่อนข้างตั้งคำถามเรื่องพื้นที่สีเขียว ความเป็นธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมอยู่แล้ว เลยลองชวนกันคิดว่า พื้นที่แบบนี้มันจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้ไหม”
ธีรภัทร อวศิริพงษ์

สำหรับจุดเด่นที่ทำให้โครงการได้รับการคัดเลือก ธีรภัทร มองว่า ทีมไม่ได้ขายภาพปลายทางว่า พื้นที่จะต้องออกมาเป็นแบบไหนอย่างตายตัว แต่สิ่งที่นำเสนออย่างชัดเจนคือ “กระบวนการมีส่วนร่วม” ที่จะชวนคนในพื้นที่เข้ามาร่วมออกแบบตั้งแต่ต้น คือ ทีมไม่ได้มีภาพสุดท้ายที่ฟันธงเลยว่าจะต้องทำแบบนี้แบบนั้น แต่สิ่งที่พยายามนำเสนอ คือ การรวบรวมคนเข้ามาอย่างไร จะคำนึงถึงใครบ้าง และดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมแบบไหน ตั้งแต่การสังเกต การสำรวจพื้นที่ ไปจนถึงการทำความรู้จักกับเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อชวนทุกฝ่ายมาร่วมออกแบบด้วยกัน
ธีรภัทร กล่าวว่า ทีมตั้งคำถามกับพื้นที่สาธารณะหลายแห่งที่แม้จะมีงบประมาณ มีการดูแลรักษา และมีสภาพกายภาพที่ดี แต่กลับยังไม่มีคนใช้งานจริง จึงมองว่าปัญหาอาจไม่ใช่แค่เรื่องการออกแบบหรือการบริหารจัดการ แต่เป็นเพราะพื้นที่เหล่านั้นอาจยังไม่ได้ตอบความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง
“สวนจะเกิดขึ้นและมีชีวิตได้จริง มันต้องเป็นสวนที่คนอยากใช้จริง ต้องมาจากความต้องการของเขาจริง ๆ ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีกระบวนการมีส่วนร่วมที่จริงจัง”
ธีรภัทร อวศิริพงษ์
ขณะที่ พัชรพร ดวงพุดตาน จาก นั่งเล่น สตูดิโอ ทีม Living wall,Living Community : Mae kha Prototype ที่ได้เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า มาร่วมงานนี้เนื่องจากเป็นภาคีเครือข่ายของ we!park และ โครงงานที่นำเสนอครั้งนี้ ต่อยอดมาจาก ธีสิส ที่ทำเรื่องพื้นที่ชุมชนแออัด ริมคลองแม่ข่า และเล็งเห็นว่าควรมีพื้นที่สาธารณะเพิ่ม ซึ่งรอบข้างมีกำแพงดินรายล้อมสลัม และทีมมีแนวคิดอยากเติมพื้นที่สีเขียวให้ชุมชนแออัด แต่ไม่มีพื้นที่แล้ว เลยท้าทายว่า ทำไมพื้นที่กำแพงดินซึ่งเป็นกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองเชียงใหม่จะเป็นพื้นที่สีเขียวให้คนไม่ได้ จาการได้ร่วมกิจกรรม รู้สึกใจฟูมาก ด้เห็นคนที่มาร่วม มีพลัง และทำให้เชื่อได้ว่าเราจะมีเมืองที่ดีเกิดขึ้นได้ในอนาคต

“ส่วนตัวมีความชื่นชอบสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง การทำงานกับชุมชน การเก็บข้อมูล กับชาวบ้าน พูดคุย รู้สึกมีพลัง และเราได้มองเห็นปัญหาความเลื่อมล้ำ เป็นเรื่องที่เราศึกษา เรื่องความเหลื่อมล้ำเรื่องที่อยู่อาศัย”
พัชรพร ดวงพุดตาน
เช่นเดียวกับ ธันยบูรณ์ คำแสง นักวิชาการสวนสาธารณะ เทศบาลนครเชียงราย ผู้เสนอผลงาน Chiangrai Healthy Hub Activities กล่าวว่า แนวคิดของโครงการเกิดจากความต้องการให้ท้องถิ่น เทศบาล และชุมชน มีกระบวนการมีส่วนร่วมที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีตัวกลางหรือทีมผู้ช่วยเข้ามาช่วยออกแบบกระบวนการ เพื่อให้ได้ความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาโครงการของเทศบาลต่อไปได้ โดยพื้นที่ที่นำมาเสนอ คือ “ริมแม่น้ำกก” ซึ่งเดิมกรมโยธาธิการและผังเมืองได้พัฒนาเป็นทางเดิน วิ่ง และจักรยาน ควบคู่กับการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งและน้ำท่วม แต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 พื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักและกลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม ขณะที่การซ่อมแซมยังต้องรอการดำเนินการจากภาครัฐ

“สิ่งที่อยากผลักดันเพิ่มเติมจากงานก่อสร้าง คือการทำให้พื้นที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านกิจกรรมและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริง ๆ ไม่ใช่เพียงการซ่อมโครงสร้างเท่านั้น ในมุมของเทศบาลยังมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและความพร้อมในการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม หากมีทีมอย่าง we!park หรือ สสส. เข้ามาช่วยออกแบบและขับเคลื่อน ก็จะช่วยให้การพัฒนาพื้นที่เดินหน้าได้ดีขึ้น”
ธันยบูรณ์ คำแสง
ประยงค์ โพธิ์ศรีประเสริฐ จากสถาบันอาศรมศิลป์ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน และผู้แทนจาก สสส. กล่าวว่า การรับฟังการนำเสนอผลงานของแต่ละทีมครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะได้เห็นทั้งความกระตือรือร้นและเจตนารมณ์ของคนทำงานที่อยากร่วมกันพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ เพื่อให้คนในชุมชนและเมืองได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และนำไปสู่สังคมที่มีสุขภาวะดีขึ้น แม้แต่ละทีมจะมีผลการตัดสินแตกต่างกัน แต่ทุกข้อเสนอมีคุณค่า เพราะสะท้อนความตั้งใจที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง และเข้าใจกันมากขึ้น อีกทั้งยังเห็นโอกาสที่ไอเดียจากหลายทีมจะต่อยอดและเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต

ประยงค์ ระบุว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการคัดเลือกผู้ชนะ แต่คือการสร้างเวทีและสร้างภาคีที่สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยยกระดับเรื่องพื้นที่สุขภาวะและการมีสุขภาวะที่ดีของสังคมโดยรวม สำหรับการที่ we!park ขยายการทำงานจากกรุงเทพมหานครไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ อีสาน และใต้ เขามองว่า สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ สสส. ที่ต้องการส่งเสริมให้สังคมเห็นความสำคัญของสุขภาพและสุขภาวะ พร้อมสนับสนุนให้เกิดต้นแบบที่หน่วยงานหรือพื้นที่อื่นสามารถนำไปต่อยอดและขยายผลได้
“บทบาทของ สสส. คือการสนับสนุนให้สังคมเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาวะ และส่งมอบต้นแบบให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปใช้หรือพัฒนาต่อ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการหาคนที่สนใจ หาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพ และช่วยกันขยายผลออกไป”
ประยงค์ โพธิ์ศรีประเสริฐ
ประยงค์ ย้ำว่า การขับเคลื่อนเรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยเวลา เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของหลายฝ่าย แต่หากมีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยให้แนวคิดเรื่องพื้นที่สุขภาวะค่อย ๆ ขยายตัวและยกระดับขึ้นในสังคมได้

