ค้าน Gastech 2026 หวั่นไทยเสี่ยง “กับดักฟอสซิล” จี้ ทบทวนเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นธรรม

ภาคประชาชน เคลื่อนไหวค้าน ไทยในฐานะเจ้าภาพประชุม Gastech ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่ เรียกร้องไทยทบทวนจุดยืนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม พร้อมยื่น 5 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทย

ตามที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 โดยงาน Gastech เป็นงานการประชุมระดับนานาชาติด้านก๊าซธรรมชาติ, ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG), ไฮโดรเจน, เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) นับว่าเป็นการประชุมสำหรับภาคอุตสาหกรรมพลังงานที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลกเพื่อใช้เป็นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนนโยบาย องค์ความรู้ และนวัตกรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทพลังงานทั่วโลกเพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน ตั้งคำถามถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech ครั้งนี้ว่าเวทีนี้กำลังพาประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง หรือกำลังเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางและวาทกรรมว่าด้วยอนาคตพลังงานของประเทศ พร้อมได้ออกแถลงการร์เกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่วิกฤตที่เกิดขึ้นโดยปราศจากผู้ก่อ และผู้ที่มีส่วนก่อให้เกิดวิกฤตต้องร่วมรับผิดชอบ วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) ซึ่งไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชน

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะชุมชนและกลุ่มคนที่มีส่วนก่อวิกฤตน้อยที่สุดแต่กลับต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมสำหรับประเทศไทย วิกฤตเหล่านี้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่น้ำท่วมที่หนักขึ้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นภาระค่าไฟฟ้าจากความผันผวนของราคาพลังงานที่พึ่งพาก๊าซฟอสซิลและก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

พลังงานปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่เพียงผลจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหากแต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างการตัดสินใจและนโยบายพลังงานที่อำนาจและผลประโยชน์ที่กระจุกตัวอยู่ในมือของคนเพียงส่วนน้อย ขณะที่ประชาชนและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบกลับถูกจำกัดดอำนาจในการกำหนดอนาคตพลังงานของตนเอง

ภายใต้โครงสร้างดังกล่าวกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเพียงหยิบมือสามารถมีอิทธิพลอย่างสูง ต่อทิศทางการพัฒนาและนโยบายสาธารณะ ขณะที่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศกลับถูกผลักให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับ สะท้อนลักษณะของ “ระบอบคณาธิปไตย” (Oligarchy) ที่อำนาจและทรัพยากรกระจุกตัวอยู่กับคนส่วนน้อย และทำให้คำถามสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมิใช่เพียงว่าประเทศไทยจะใช้พลังงานชนิดใด แต่คือใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ ใครได้รับผลประโยชน์ และใครต้องเป็น ผู้แบกรับต้นทุนจากระบบพลังงานนี้ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว

ในขณะที่เวทีอุตสาหกรรมพลังงานกำลังกล่าวถึงการลงทุนในระบบเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยี และอนาคตของก๊าซฟอสซิลชุมชนในภาคตะวันออกของประเทศไทยกลับกำลังเผชิญกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในตัวเลขทางเศรษฐกิจ หากหมายถึงทะเล แหล่งน้ำที่ดินทำกิน สุขภาพ รายได้ และสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของบ้านเกิดตนเอง

“ที่จังหวัดระยอง ชาวประมงพื้นบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ทะเลมากกว่า 1,000 ไร่ จากการถมทะเลเพื่อพัฒนาโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 พื้นที่ทะเลซึ่งเคยเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งทำกินและฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลง” 

ขณะที่ชุมชนยังต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความกังวลต่อมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพของคนรุ่นปัจจุบันและลูกหลานในอนาคต โดยที่ จ.ฉะเชิงเทรา เกษตรกรและชุมชนลุ่มน้ำบางปะกงกำลังเผชิญกับการขยายตัวของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลบูรพาพาวเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ ที่พาดผ่านพื้นที่นา สวนมะม่วง และพื้นที่อยู่อาศัย ชุมชนตั้งคำถามถึงความรอบด้านของกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำและมลพิษทางอากาศ รวมถึงฝุ่นละอองทุติยภูมิที่เป็นต้นเหตุของการเกิดฝุ่น PM.2.5 ตลอดจนกระบวนการมีส่วนร่วมที่ขาดความโปร่งใสในกระบวนการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างมีความหมาย ประชาชนในพื้นที่ก าลังกังวลต่อความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ชุมชนจึงสะท้อนข้อสังเกตสำคัญว่า น้ำจากลุ่มน้ำบางปะกง จะต้องถูกจัดสรรโดยคำนึงถึงสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชน เกษตรกร และการกำหนดเจตจำนงของคนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายบนหลักการสิทธิชุมชน

ที่ จ.ปราจีนบุรี เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็งและประชาชนในพื้นที่ได้รวมตัวกันเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และวิถีชีวิตของชุมชน พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านการน้าจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่พื้นที่ภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนตั้งคำถามต่อการขยายตัวของโครงการพลังงานฟอสซิล โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม และโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการจัดการกากของเสียหรือขยะ อุตสาหกรรม ตลอดจนการขยายตัวของการลงทุนจากทุนประเทศจีน ที่อาจขาดธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเพิ่มภาระมลพิษและสร้างความเสี่ยงต่อแหล่งน้ า พื้นที่เกษตรกรรม และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในจังหวัด ขณะเดียวกัน นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมที่ลุกขึ้นมาปกป้องอากาศบริสุทธิ์ แหล่งน้ำสะอาด

และที่ดินทำกิน กลับตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่และคุกคาม ทั้งนอกกระบวนการยุติธรรมและผ่านการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อฟ้องปิดปาก (SLAPP) สร้างแรงกดดันและจำกัดพื้นที่ในการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการปกป้องชุมชนและบ้านเกิดของตนเองคนภาคตะวันออกก้าลังสะท้อนค้าถามเดียวกันว่า ใครได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครกำลังถูกบังคับให้แบกรับต้นทุนความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมฟอสซิล เมื่อทะเลถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ที่ดินเกษตรอินทรีย์ต้องรองรับโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ าถูกแย่งชิงและประชาชนที่ออกมาปกป้องสิทธิของตนเองกลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายและการข่มขู่ คุกคาม

การพัฒนาพลังงานเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกว่าเป็น “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” ได้ หากเสียง สิทธิ และชีวิตของชุมชนยังคงถูกทำให้มีความสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของกลุ่มทุนพลังงาน เพราะนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เมื่อผลประโยชน์และผลกำไรจากการพัฒนาพลังงานกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขณะที่ประชาชนและชุมชนกลับต้องแลกด้วยสุขภาพทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และวิถีชีวิตโครงการก๊าซฟอสซิลมักถูกกล่าวอ้างว่าเป็นไปเพื่อ “ความมั่นคงทางพลังงาน”

“ประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าจากโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าเกินความต้องการและภาระค่าความพร้อมจ่าย ขณะที่การพึ่งพาก๊าซฟอสซิลและ LNG ซึ่งมีราคาผันผวนตามตลาดโลกกลับยิ่งสร้างความไม่มั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ การเรียกก๊าซฟอสซิลว่าเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน จึงไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อผูกประเทศไทยไว้กับสัญญาซื้อขายก๊าซระยะยาว การขยายท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐาน LNG การเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลในร่าง PDP 2026 และยุทธศาสตร์ศูนย์กลาง LNG ของภูมิภาค ซึ่งเสี่ยงทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ และขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม ต่อคนรุ่นอนาคต”

ขณะเดียวกัน ภายใต้วาทกรรม “เศรษฐกิจใหม่” ประเทศไทยกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกซึ่งต้องแบกรับอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน พวกเราไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ระบุว่า ปฏิเสธการพัฒนาที่แย่งชิงทรัพยากรจากชุมชน และใช้ความต้องการพลังงานของ Data Center และ AI เป็นข้ออ้างในการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ภายใต้ร่างแผนพัฒนากก าลังผลิตไฟฟ้า หรือร่าง PDP2026 ท่าเทียบเรือLNGและโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลเพิ่มเติม

โครงการและนโยบายเหล่านี้ต้องผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่พิจารณาผลกระทบต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ คุณภาพชีวิต และสิทธิของประชาชนอย่างรอบด้าน ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ถูกเรียกว่า “เศรษฐกิจใหม่” อาจเป็นเพียง ภาระระลอกใหม่ที่ชุมชนต้องจ่ายเช่นเดียวกันกับการที่ประเทศไทยเปิดประตูต้อนรับอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลระดับโลกผ่านงานประชุมGastech 2026 พร้อมนำเสนอกลลวงแก้โลกเดือด เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) คาร์บอนเครดิตแอมโมเนีย และไฮโดรเจน ในฐานะหนทางสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ยิ่งทำให้พวกเราต้องตั้งคำถามว่า เป้าหมาย Net Zero กำลังนำไปสู่การลดและยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแท้จริง หรือกำลังถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยืดอายุของอุตสาหกรรมฟอสซิลต่อไป ภายใต้วาทกรรมที่สร้างภาพลักษ์เพื่อการ “ฟอกเขียว” แล้วอ้างว่าสามารถชดเชยหรือจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ พวกเราจึงขอตั้งค าถามว่า ใครกันแน่ที่มีสิทธิก้าหนดอนาคพลังงานของประเทศและใครกำลังได้รับผลกระทบจากอนาคตพลังงาน แบบนี้ เมื่อชาวประมงจากระยอง เกษตรกรจากฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีที่ปกป้องบ้านเกิดยังไม่มีอำนาจฃ

ในการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมพวกเราจึงไม่อาจยอมรับอนาคตพลังงานที่ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงส่วนน้อยแต่ต้นทุนทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตกลับถูกผลักให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับ

ข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทย กระทรวงพลังงานหน่วยงานรัฐ กลุ่มภาคธุรกิจพลังงานและสถาบันการเงินในการประชุม Gastech 2026

  1. ยุติการขยายก๊าซฟอสซิลและโครงสร้างพื นฐานใหม่ เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรมภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยุติการลงทุนในโครงการก๊าซฟอสซิลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องแห่งใหม่พร้อมทบทวนโครงการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อลดการพึ่งพาและการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) รวมถึงยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซฟอสซิลเหลวของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN LNG Hub)และปรับบทบาทโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลที่มีอยู่เดิมให้เป็นเพียงการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (Balancing service) ในระยะเปลี่ยนผ่านพร้อมเร่งให้ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและ เป็นธรรมเป็นแหล่งพลังงานหลักในระบบสายส่งไฟฟ้าประเทศ (Electrical grid)

  2. ยุติการฟอกเขียวและกลลวงแก้วิกฤตโลกเดือดมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แหล่งก้าเนิดอย่างแท้จริง ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยุติการใช้เทคโนโลยีและกลไกต่าง ๆ เช่น CCS (เทคโนโลยีดัดจับและกักเก็บคาร์บอน) ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และกลไกชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) เป็นกลลวงแก้วิกฤตโลกเดือด เพื่อสร้างภาพลักษ์ว่ากำลังแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังเปิดทางให้มีการขยายหรือยืดอายุการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมกำหนดมาตรการบังคับให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แหล่งกำเนิดและตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างแท้จริง รวมถึงกำหนดให้สถาบันการเงินยุติการสนับสนุนโครงการที่นำไปสู่การขยายหรือยืดอายุการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  3. ปฏิรูปกระบวนการจัดท้าแผนพัฒนาก้าลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้โปร่งใส ยึดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดอุณภูมิเฉลี่ยของพื นผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5°C ตามความตกลงปารีส (People-centred, Transparent & 1.5°C-aligned PDP)ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PowerDevelopment Plan:PDP)ให้โปร่งใสและเปิดให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย(Meaningful Participation) โดยยึดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แหล่งก าเนิดและเป้าหมายจ ากัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5°C เป็นสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ พร้อมมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และการครอบงำกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะโดยกลุ่มธุรกิจพลังงาน (Corporate Capture)

  4. ยกระดับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ให้เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนการก้าหนดทิศทางการพัฒนา (Mandatory SEA Before Development) ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยกระดับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ให้มีผลบังคับต่อการกำหนดนโยบาย แผนแม่บท และโครงการพัฒนาที่อาจสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชน ชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมโดยต้องประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ ผลกระทบรายประเด็น และผลกระทบสะสมอย่างรอบด้านรวมถึงเปิดให้ประชาชนและชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย


    ทั้งนี้ ต้องครอบคลุมการพัฒนาในภาคส่วนที่มีการใช้ทรัพยากรสูง เช่น แผนแม่บททางด้านพลังงาน การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภาคอุตสาหกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรและเหมืองแร่ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

  5. ยกระดับธรรมภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมและคุ้มครองพื้นที่การใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ภาครัฐและหน่วยงานก ากับดูแลต้องกำหนดให้ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UnitedNations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) ภายใต้กรอบหลักด้านการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา (Protect, Respect and Remedy) พร้อมกำหนดให้ภาคธุรกิจวางหลักประกันทางการเงิน (Financial Assurance) เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเยียวยาความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

โดยประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจ นอกจากนี้ รัฐจำเป็นต้องเร่งตรากฎหมายต่อต้านการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Anti-SLAPP) เพื่อคุ้มครองประชาชน ชุมชน และนักปกป้องสิทธิ จากการข่มขู่ คุกคาม หรือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดกั้นการมีส่วนร่วมและการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะรัฐบาลไทยต้องหยุดเปิดทางให้ให้อุตสาหกรรมฟอสซิลใช้ประเทศไทยเป็นเวทีผลักดันข้อตกลงและการลงทุนใหม่ที่ผูกมัดประเทศและโลกไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายศวรรษ และซ้ าเติมวิกฤตโลกเดือดผ่านการเป็นเจ้าภาพการประชุม Gastech 2026 รัฐบาลต้องไม่ใช้เวทีนี้เพื่อส่งเสริม การอนุมัติ หรือสร้างความชอบธรรมให้กับอุตสาหกรรมฟอสซิลหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ต้องแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้องให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่รับผิดชอบต่อความสูญเสียและความเสียหาย

ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนจุดยืนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม ในการเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลรายใหญ่ในงานประชุม ก๊าซเทค ครั้งที่ 54 (Gastech 2026) และเลือกยืนเคียงข้างประชาชน ชุมชนและผู้ที่กำลังเผชิญความสูญเสียและความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และต้องมุ่งสู่อนาคตที่ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ ผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับความเป็นธรรม และมุ่งสู่อนาคตในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เป็นธรรม และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active