หนุนรัฐ-เอกชนเชื่อมเมืองไร้รอยต่อ ปลดล็อกที่ดินเอกชน สู่ ‘พื้นที่สาธารณะ’ เพื่อทุกคน 

ชู 5 เสาหลักพัฒนาพื้นที่สาธารณะ หมุดหมายใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุง กระตุ้นเอกชนมีส่วนร่วม สร้างความรู้พันธมิตร และการรับผิดชอบต่อสังคม ‘POPS Award’ ชวนค้นหาภาคเอกชน สร้างต้นแบบพื้นที่สาธารณะสีเขียวเพื่อสุขภาวะ

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2569 We!Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร, สสส. และภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “POPS Award: Open Space, Open Opportunity เปิดพื้นที่ (เอกชน) สร้างโอกาสเมือง” มีเป้าหมายเพื่อ ค้นหาพื้นที่สาธารณะจากภาคเอกชนที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการและพัฒนาสู่การกลายเป็นพื้นที่สาธารณะคุณภาพต้นแบบให้แก่พื้นที่อื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร

POPS Award ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Bangkok Healthy Green POPS (Privately Owned Public Space) หรือ พื้นที่สาธารณะสีเขียวเพื่อสุขภาวะ ในครอบครองของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยมีพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพกาย-ใจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างประโยชน์ต่อเมืองทั้งในมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพไปพร้อมกัน การประเมินพื้นที่ภายใต้แนวคิด POPS นี้ จะพิจารณาครอบคลุม 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1.  การสร้างสภาวะน่าสบายในเมือง

  2. การเข้าถึงและเชื่อมโยงกับเมืองอย่างไร้รอยต่อ

  3. การเป็นพื้นที่พักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาวะ

  4. การส่งเสริมคุณภาพทางนิเวศและระบบนิเวศเมือง

  5. การสร้างความมีชีวิตชีวาผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 
กรอบแนวคิดพื้นที่ Healthy Green POPS สำหรับกรุงเทพฯ

โดยทุกด้านล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเมืองให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน

มังกร ชัยเจริญไมตรี นายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย (TALA) อธิบายว่า หลักการของ 5 เสาหลักนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแนวทางปฏิบัติ (Guideline) เท่านั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว การพิจารณาแต่ละพื้นที่จึงมุ่งมองภาพรวมของคุณภาพพื้นที่เป็นหลัก เช่น เสาหลักแรกอย่าง การสร้างสภาวะน่าสบายในเมือง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เช่น การระบายอากาศ (Ventilation) อุณหภูมิ และการให้ร่มเงา

“ไม่ใช่ว่าพื้นที่ใหญ่และกว้างจะอยู่สบายเสมอไป แม้เป็นพื้นที่ที่มีขนาดจำกัด หากมีการจัดสรร เช่น ปลูกไม้เลื้อยหรือไม้ขนาดเล็กที่จัดวางในช่องลมโดยไม่ไปขวางทิศทางลม ก็ทำให้พื้นที่เกิดสภาวะน่าสบายได้เช่นเดียวกัน และยังมีอีกหลายวิธีที่นำมาปรับใช้ได้เพียงแต่ต้องได้รับการออกแบบ” 

มังกร ชัยเจริญไมตรี

มังกร ชัยเจริญไมตรี นายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย (TALA)

หรือในส่วนของเสาหลักที่ 2 การเข้าถึงและเชื่อมโยงกับเมืองอย่างไร้รอยต่อ มังกร อธิบายต่อไปอีกว่า เป็นอีกมิติสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของคนเมือง โดยยกตัวอย่างประสบการณ์จากประเทศสิงคโปร์ที่เมืองเอื้อต่อการเดินเท้าโดยมีพื้นที่สีเขียวของเอกชนช่วยทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม

“ในสิงคโปร์ บางแห่งเป็นเพียงพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก แต่ถ้าตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม คนก็สามารถใช้เชื่อมต่อการสัญจรจากสถานีรถไฟฟ้าทะลุผ่านพื้นที่เอกชนไปยังจุดต่าง ๆ ได้ การใช้พื้นที่สีเขียวมาเป็นโครงข่ายเชื่อมต่อเมืองจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก”

มังกร ชัยเจริญไมตรี

ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park ก็สะท้อนว่า การพัฒนาเมืองที่ดีไม่อาจแบ่งแยกการทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนได้ เพราะทรัพยากรทุกภาคส่วนต้องถูกนำมาใช้ไปในทิศทางเดียวกัน แม้ที่ผ่านมา กทม. จะมีนโยบายผลักดันสวน 15 นาทีอย่างต่อเนื่อง แต่ลำพังการพึ่งพาเพียงที่ดินของรัฐเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะพาเมืองไปถึงเป้าหมายสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 10 ตารางเมตรต่อคน หรือระยะเดินเข้าถึงใน 5–10 นาที ได้เลย ดังนั้น การดึงพื้นที่เอกชนเข้ามาร่วมเป็นมาตรฐานเดียวกันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการในระดับนโยบาย

หากมองในระดับนโยบายภาพใหญ่ ผังเมืองเดิมมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำและมาตรการสร้างแรงจูงใจอย่าง FAR Bonus ให้เอกชนกันพื้นที่เปิดโล่งหรือพื้นที่ซับน้ำไว้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดการลงรายละเอียดในเชิงคุณภาพอย่างลึกซึ้ง และขาดการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนรับรู้ถึงสิทธิในการเข้าใช้งาน

ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park

“ผังเมืองกำหนดให้เอกชนกันพื้นที่ซับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งไว้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยลงลึกว่าพื้นที่เหล่านั้นควรมีองค์ประกอบอะไรที่จะทำให้เมืองน่าอยู่ พอไม่ถูกสื่อสาร ประชาชนก็ไม่รู้สิทธิ ไม่แน่ใจว่าเข้าไปใช้ได้ไหม ต่างจากในอังกฤษหรือสิงคโปร์ที่ติดป้ายชัดเจนว่าเป็น POPS มีเวลาเปิด-ปิดแน่นอน คนจึงเข้าไปใช้งานได้อย่างไม่เคอะเขิน การมีเกณฑ์ร่วมกันจึงเป็นการสร้างข้อตกลงที่ได้ประโยชน์ทั้งเมือง เอกชน และชุมชน”

ยศพล บุญสม

นอกจากนี้ ยศพล ยังชี้ว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนเองเริ่มตระหนักและยกระดับคุณภาพพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่ได้ต้องการมาสถานที่หนึ่ง ๆ เพียงเพื่อมาจับจ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการประสบการณ์ และการสัมผัสธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนว่ามี Demand เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน

“จริง ๆ มันคือเม็ดเงินลงทุนเดิมที่เอกชนต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่โจทย์คือเราจะเข้าไปช่วย Shape ทิศทางอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน เกณฑ์ POPS จึงเข้ามาช่วยกำหนดให้เห็นว่ามาตรฐานขั้นต่ำอยู่ตรงไหน และขั้นกว่าคืออะไร เพื่อช่วยกันยกระดับเมืองไปข้างหน้า”

ยศพล บุญสม

ย้ำเอกชนเปิดพื้นที่สาธารณะ ยกระดับคุณค่าการใช้ชีวิตคนเมือง

สอดคล้องกับ ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) มองว่า ประโยชน์ที่ภาคธุรกิจหรือเอกชนจะได้รับจากการเข้าร่วมพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวเพื่อสุขภาวะ (POPS) แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. องค์ความรู้ที่ถูกต้อง: ช่วยปรับความเข้าใจใหม่ว่า ธรรมชาติไม่ได้จำกัดแค่การทาสีเขียวหรือปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงองค์ประกอบทางธรรมชาติอื่น ๆ เช่น บ่อน้ำ พื้นที่สีน้ำตาล หรือลานกิจกรรมที่โปร่งโล่ง

  2. เครือข่ายพันธมิตรและที่ปรึกษา: การเข้าร่วมโครงการช่วยให้เอกชนได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและองค์กรพันธมิตร ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาพื้นที่ให้โดดเด่น ดึงดูดความสนใจ และสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

  3. การยอมรับจากสังคม (Social Impact): การเปิดพื้นที่ส่วนบุคคลให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน สะท้อนถึงความใจกว้างและการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบ ช่วยสร้างความผูกพันและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยรอบซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้

“ธรรมชาติไม่ใช่แค่การทาสีเขียว แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนรู้สึกดีขึ้น การที่เอกชนยอมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เดินผ่าน ได้สัมผัสธรรมชาติ แม้เป็นเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 นาที หรือเพียงแค่ทางผ่านระหว่างไปกินอาหารกลางวันก็ช่วยยกระดับคุณค่าการใช้ชีวิตของคนเมืองได้อย่างมหาศาล สิ่งที่ธุรกิจได้กลับมาไม่ใช่แค่พื้นที่สวยขึ้น แต่คือองค์ความรู้ พันธมิตร และการยอมรับจากสังคม”

ธันยพร กริชติทายาวุธ

ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)

ธันยพร อธิบายว่านอกจากประโยชน์ระดับองค์กร แล้ว เกณฑ์ POPS ที่อ้างอิงมาตรฐานระดับนานาชาติ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับคะแนนความน่าอยู่ของกรุงเทพมหานครและการจัดอันดับเมืองในระดับสากล

“หากภาคธุรกิจมีจิตสำนึกความเป็นเจ้าของร่วม (Ownership) และเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มันจะช่วยยกระดับภาพรวมของเมืองและประเทศ ดึงดูดผู้คนให้อยากเข้ามาท่องเที่ยวและทำงาน ซึ่งสุดท้ายจะหมุนเวียนกลับมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต”

ธันยพร กริชติทายาวุธ

แม้ในช่วงเวลานี้ภาพจำเรื่องการพัฒนาพื้นที่สาธารณะของไทยสำหรับภาครัฐและเอกชนยังคงแยกขาดกันอยู่และหลายฝ่ายมองว่าแนวคิดนี้อาจเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก แต่ ยศพล มองว่ากรุงเทพฯ กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เฉกเช่นเดียวกับอีกหลายเมืองในโลกที่ล้วนต้องเผชิญกับ ช่วงระยะเปลี่ยนผ่านในลักษณะนี้ตามเงื่อนไขและบริบทที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่มีอำนาจการจัดการเบ็ดเสร็จ จึงสามารถวางกรอบบังคับและกำหนดเกณฑ์ให้เอกชนปฏิบัติตามได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก

และกรุงเทพฯ ในเวลานี้ถือเป็น จุดและจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการสร้างความร่วมมือ เนื่องจากความต้องการของประชาชน (Demand) เริ่มชัดเจนขึ้น ในขณะที่การจัดหาพื้นที่ของภาครัฐ (Supply) ผ่านนโยบายสวน 15 นาทีก็ทำอย่างเต็มกำลังจนเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว

“ถ้าเราคุยเรื่องนี้เมื่อ 4 ปีก่อน ภาครัฐอาจจะอยู่กับการตั้งต้นทำสวน 15 นาที แต่วันนี้เมื่อรัฐทำไปได้เยอะ ความต้องการของสังคมเริ่มมาถึง และเอกชนก็เริ่มมองเห็นความสำคัญ นี่จึงเป็นจังหวะเวลาที่ลงตัวที่สุดในการเชื่อมให้รัฐและเอกชนจับมือกันเพื่อขับเคลื่อนเมือง”

ยศพล บุญสม

วันนี้ POPS Award เปิดพื้นที่ เปิดโอกาสให้เจ้าของพื้นที่ได้ถ่ายทอดแนวคิด และเรื่องราวเบื้องหลังการพัฒนา สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของพื้นที่ และแบ่งปันประสบการณ์ให้เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้พัฒนาพื้นที่รายอื่นแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมกันขยายผลการสร้างพื้นที่สาธารณะคุณภาพให้เกิดขึ้นในเมืองมากยิ่งขึ้น

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active