นักวิจัย TDRI ห่วง “ลูกหลาน” แบกภาระในอนาคต เสนอแยกกองทุนบำนาญชราภาพ ออกจากระบบราชการ หยุดการเมืองแทรกแซง ย้ำ เงินกว่า 3 ล้านล้านบาท ไม่ควรถูกบริหารแบบกองรายจ่ายระยะสั้น ย้ำหากไม่เปลี่ยนโครงสร้างแก้ปัญหา ไม่ต่างจาก “นั่งตบยุงในที่มืด”
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงการเริ่มศึกษาวิจัยระบบประกันสังคมตั้งแต่ช่วงเรียนปริญญาเอก โดยเปรียบเทียบกับระบบสวัสดิการในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น แคนาดา และพบว่า ระบบของไทยมีปัญหาทั้งด้านการเงินและธรรมาภิบาล ตั้งแต่เริ่มเก็บเงินสมทบบำนาญชราภาพในปี 2542
ศ.วรวรรณ บอกว่า อัตราเงินสมทบของไทยอยู่ที่เพียงราว 6% (นายจ้าง–ลูกจ้างฝ่ายละ 3%) ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ขณะที่การคำนวณเชิงคณิตศาสตร์บำนาญบ่งชี้ว่าควรเก็บอย่างน้อย 20% เพื่อให้ระบบอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“เราจ่าย 6% แต่สัญญาจะให้บำนาญขั้นต่ำ 20% ของเงินเดือน แค่รับบำนาญ 5 ปีก็คุ้มแล้ว ปีที่เกินจากนั้นคือกำไร คำถามคือใครขาดทุน คำตอบคือรุ่นลูกรุ่นหลานที่ต้องเอาเงินมาจ่ายให้เรา”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ผอ.วิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม TDRI จึงเสนอให้แยก “กองทุนบำนาญชราภาพ” ของสำนักงานประกันสังคม ออกจากระบบราชการ และจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระบริหารแบบมืออาชีพ เช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อสร้างความโปร่งใส ความยั่งยืนทางการเงิน และลดการแทรกแซงทางการเมือง โดยย้ำว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่การแยกประกันสังคมทั้งหมด แต่เป็นการแยกเฉพาะสิทธิประโยชน์ระยะยาวที่มีลักษณะแตกต่างจากสิทธิประโยชน์อื่นอย่างสิ้นเชิง
ทั้งยังอธิบายด้วยว่า โครงสร้างสิทธิประโยชน์ของประกันสังคม สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สิทธิประโยชน์ระยะสั้น เช่น การรักษาพยาบาล การว่างงาน และสงเคราะห์บุตร ซึ่งเป็นลักษณะ “เก็บเงินมาแล้วใช้จ่ายภายในปีต่อปี” กับ สิทธิประโยชน์ระยะยาว โดยเฉพาะบำนาญชราภาพ ซึ่งต้องอาศัยการออม การสะสม และการลงทุนระยะยาวเพื่อจ่ายผลประโยชน์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
“สองกองนี้ใช้ทักษะการบริหารคนละแบบ เหมือนเราไม่เอาโค้ชทีมฟุตบอลไปฝึกนักหมากรุก บำนาญชราภาพต้องการการบริหารจัดการที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว โปร่งใส และทำให้ผู้ประกันตนมั่นใจว่าเงินออมของตัวเองจะไม่หายไป”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ชี้บทเรียน กบข. ต้นแบบองค์กรอิสระบริหารเงินบำนาญ
ศ.วรวรรณ ยังระบุอีกว่า ในอดีต รัฐบาลออกแบบ กบข. ให้เป็นองค์กรนอกระบบราชการ มีการสรรหาผู้บริหารและคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการเงินโดยเฉพาะ ส่งผลให้การบริหารจัดการมีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ กบข.จะจัดตั้งภายหลังประกันสังคมก็ตาม
ขณะที่สำนักงานประกันสังคม แม้คณะกรรมการจะเดินทางไปศึกษาดูงานด้านกองทุนบำนาญในต่างประเทศ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่แยกกองทุนบำนาญออกจากกองทุนสิทธิประโยชน์ระยะสั้นอย่างชัดเจน แต่แนวทางดังกล่าวกลับไม่ถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทย
“เงินเกือบ 3 ล้านล้านบาทของประกันสังคม ส่วนใหญ่คือเงินกองทุนบำนาญชราภาพ ไม่ใช่กองระยะสั้น แต่กลับถูกบริหารอยู่ภายใต้ระบบราชการเดียวกัน ซึ่งไม่เหมาะกับธรรมชาติของเงินก้อนนี้”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ต้องเป็น นโยบายการเมือง เท่านั้น ราชการไม่ยอมปล่อยเงินก้อนใหญ่
นักวิจัย TDRI ย้ำว่า การแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกมาเป็นองค์กรอิสระไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองจากฝ่ายราชการ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมหาศาล และหน่วยงานรัฐมีความรู้สึกเป็น “เจ้าของเงิน” ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเงินของผู้ประกันตน
“อยู่ ๆ จะให้ฝ่ายราชการปล่อยเงินเกือบ 3 ล้านล้านบาทออกไปตั้งองค์กรอิสระ เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นนโยบายทางการเมือง ต้องแก้กฎหมายประกันสังคม พรรคการเมืองต้องประกาศชัดว่าจะทำ Ffpผู้มีบทบาทสำคัญคือรัฐบาลและรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างภายใน”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ไม่กระทบสิทธิระยะสั้น–แยกเฉพาะบำนาญชราภาพ
สำหรับข้อกังวลว่าสิทธิประโยชน์ระยะสั้น เช่น ว่างงานหรือสงเคราะห์บุตร ควรถูกแยกออกจากระบบราชการด้วยหรือไม่ ศ.วรวรรณ เห็นว่าไม่จำเป็น เนื่องจากเป็นเงินที่หมุนเวียนใช้จ่ายระยะสั้น ไม่ต้องสร้างผลตอบแทนให้เติบโตในระยะยาว และสามารถบริหารภายใต้กลไกเดิมได้
“สิทธิระยะสั้นถ้าเก็บเงินได้เพียงพอ ก็สามารถขยายสิทธิประโยชน์ได้อยู่แล้ว มีความยืดหยุ่นในตัว ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบบำนาญชราภาพ”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์

เปรียบ “นั่งตบยุงในที่มืด” หากไม่เปลี่ยนโครงสร้าง
ศ.วรวรรณ ยังเปรียบเทียบปัญหาการบริหารกองทุนบำนาญชราภาพว่า เหมือนการนั่งอยู่ในที่มืดแล้วคอยตบยุง ต่อให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ยุงก็ไม่หมด หากไม่ย้ายออกมาอยู่ในที่สว่าง
“ถ้าไม่เปลี่ยนโครงสร้าง เราก็จะเห็นปัญหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้ซื้อตึกหนึ่ง อีก 20 ปีก็อาจมีอีกหลายตึก แต่ปัญหาก็ไม่จบ ย้ำว่าการออกนอกระบบราชการคือการพากองทุนมาอยู่ในที่สว่าง”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ผลตอบแทนต่ำกว่า กบข. สะท้อนความเป็นมืออาชีพ
ส่วนในแง่ผลตอบแทนการลงทุน ศ.วรวรรณ ระบุว่า แม้กรอบกฎหมายด้านการจัดพอร์ตการลงทุน (asset allocation) ของประกันสังคมและ กบข. จะใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่าง โดยพอร์ตพื้นฐานของ กบข. ทำผลตอบแทนได้ราว 4.4% ขณะที่ประกันสังคมได้ไม่ถึง 3% ในช่วงเดียวกัน
“นักลงทุนในวงการยอมรับว่าการบริหารของ กบข. เป็นมืออาชีพมากกว่า โดยความแตกต่างส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างระบบ ซึ่ง กบข. เป็นแบบกำหนดเงินสะสม (defined contribution) ให้สมาชิกเลือกพอร์ตได้ ขณะที่ประกันสังคมเป็นแบบกำหนดผลประโยชน์ (defined benefit) เงินทั้งหมดรวมอยู่ในกองเดียว”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ทางออก โปร่งใส–มืออาชีพ–เพิ่มเงินสมทบ
ศ.วรวรรณ เห็นว่า การแยกกองทุนบำนาญออกมาเป็นองค์กรอิสระ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกันตน กล้าสมทบเงินเพิ่มในอนาคต เปรียบเหมือนการฝากเงินในธนาคาร หากธนาคารโปร่งใสและน่าเชื่อถือ คนก็ยินดีฝากเพิ่ม
ในระยะยาว จึงประเมินว่าอัตราเงินสมทบบำนาญควรเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 20% เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยยกตัวอย่างเวียดนามที่เก็บสูงถึง 22% แม้เริ่มระบบช้ากว่าไทย
“ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของนักการเมือง ถ้ามีความตั้งใจแก้ปัญหา ข้อเสนอนี้ทำได้จริง เพราะเรามีต้นแบบอย่าง กบข. ให้เห็นแล้ว”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
