เครือข่ายรัฐสวัสดิการ ชี้ “ต้องมีความหวัง” เตรียมจับตางบฯ 70 ด้านสวัสดิการ

We Fair ประเมินภาพรวมนโยบายเลือกตั้งล่าสุด พบแนวโน้ม “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าถดถอย” พร้อมจับตางบฯ ปี 2570 เร่งรัดกฎหมายค้างสภา และผลักดันการปฏิรูปภาษี เพื่อเปลี่ยนจากระบบสงเคราะห์ไปสู่สิทธิของทุกคน ชี้ “ยังต้องมีความหวัง” อย่างน้อยรัฐบาลอนุทินก็มาจากการเลือกตั้ง

จากกรณีที่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง เฟส 2” (คนละครึ่งพลัส) ในปี 2569 โดยเตรียมงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม หรือ We Fair มองว่านโยบายดังกล่าวมีแนวคิดที่แตกต่างจากรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างชัดเจน โดยคนละครึ่งพลัสมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อสร้างการหมุนเวียนในระบบ ขณะที่ข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ คือการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีความยั่งยืน ทำหน้าที่เป็น ตาข่ายรองรับทางสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงในชีวิต

นิติรัตน์ ชี้ว่า ในสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจหรือพลังงาน มาตรการชั่วคราวอย่างคนละครึ่งพลัสยิ่งสะท้อนข้อจำกัด เพราะเมื่อเม็ดเงินหมดลง การบริโภคก็หดตัวตาม ขณะที่สวัสดิการถ้วนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้พิการ ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน จะช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตระยะยาวได้ดีกว่า และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครัวเรือนในระยะยาว

สำหรับ We Fair ที่ผ่านมาได้ผลักดันข้อเสนอต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร  จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 

“ตอนนี้สถานการณ์ คือ เด็กเราเกิดน้อยลง เราก็ได้เสนอนโยบายกับรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งเป็นรัฐบาลอนุทิน เขาก็ยอมรับในมติการปรับเงิน จากระบบสงเคราะห์ให้เฉพาะครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกินแสน เป็นระบบถ้วนหน้า”

รัฐสวัสดิการ
นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair)

นิติรัตน์ อธิบายว่า สวัสดิการถ้วนหน้าไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเต็มรูปแบบในทันที แต่สามารถเริ่มจากการออกแบบสวัสดิการที่เป็นรายได้ประจำ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถวางแผนทางการเงินในระยะยาวได้ โดยบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ย้ำชัดว่าสวัสดิการมีบทบาทสำคัญ ทั้งในฐานะตาข่ายรองรับทางสังคม และกลไกชะลอแรงกระแทกจากวิกฤต

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการแข่งขันเชิงนโยบายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา กลับพบว่าประเด็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้ามีแนวโน้มถดถอยลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 โดยจากการสำรวจของ We Fair ซึ่งประเมินจากความถ้วนหน้า ความเพียงพอ ความก้าวหน้าทางกฎหมาย และแผนดำเนินงาน พบว่า พรรคเพื่อไทยได้ 15.5 คะแนน จากเต็ม 36 ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้เพียง 1.5 คะแนน ตามชุดข้อเสนอรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

“ในส่วนของเครือข่ายเรามีความกังวลเหมือนกันว่าจะเกิดสถานการณ์ความถดถอยของนโยบายเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเพราะเมื่อดูแล้วพบว่า เรื่องของสวัสดิการของเราก็จะไม่ถูกสนับสนุนจากรัฐบาลใช่หรือไม่ ?”

อย่างไรก็ดี นิติรัตน์ มองว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่กำกับดูแลกระทรวงด้านสังคม ยังมีศักยภาพในการปรับตัว โดยเฉพาะจากฐานนโยบายด้านสุขภาพที่เข้มแข็ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเองก็มีบางนโยบายที่ใกล้เคียงรัฐสวัสดิการ เช่น ศูนย์เลี้ยงเด็กในระดับท้องถิ่น และการสนับสนุนวัคซีนบางประเภทในช่วงที่อนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

พร้อมระบุถึงการก้าวต่อไปของเครือข่ายรัฐสวัสดิการ ในยุคที่รัฐบาลอยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล คือ

1. ยื่นข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อเรียกร้องให้สานต่อและบรรจุชุดนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งรัฐบาลอนุทินเห็นชอบ รวมถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก็เห็นชอบเช่นกัน

ซึ่งจะมีประเด็นหลักเรื่องเงินเด็กเล็กถ้วนหน้า, เงินของผู้พิการ, สวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์

2. จัดเวทีสาธารณะหลังจากมีนโยบายรัฐบาล เพื่อจะสำรวจนโยบายรัฐบาลว่าสนับสนุนเรื่องรัฐสวัสดิการหรือไม่ อย่างไร รวมถึงจับตางบประมาณปี 70 ว่ามีการบรรจุรัฐสวัสดิการ หรือไม่ 

3. เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีรับกฎหมายด้านรัฐสวัสดิการที่ค้างอยู่ในสภาฯ ซึ่งมีมติในวาระหนึ่งแล้ว เพื่อเดินหน้าต่อได้ทันที  เรื่องแรกคือสิทธิการลาประจำเดือนของสตรี การมีนมแม่ในสถานประกอบการ

4. กลไกการติดตามการแก้ปัญหาของภาคประชาชน เนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งเป็นชุดที่อนุทินตั้งขึ้นมา สนับสนุนข้อเสนอของทาง We Fair เป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ

5. เดินทางเข้าพบรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับรัฐสวัสดิการทั้งหมด เช่น เรื่องการเรียนฟรี ประกันสังคม สิทธิแรงงาน หรือเรื่องพัฒนาและยกระดับสุขภาพระบบสาธารณสุข

นิติรัตน์ ย้ำว่า ยังมีความหวังต่อรัฐบาลชุดนี้ เพราะอย่างน้อยนายกรัฐมนตรีก็มาจากการเลือกตั้ง แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าที่ต้องพึ่งพาเสียงจากวุฒิสภา จึงคาดหวังว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะสะท้อนเจตจำนงของประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นรัฐสวัสดิการ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญคือการปฏิรูประบบภาษีและงบประมาณ ซึ่ง We Fair ได้จัดทำงานวิจัยรองรับไว้แล้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพรายได้ของรัฐ และนำไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ที่เปลี่ยนจากการพิสูจน์ความจน ไปสู่การเป็น “สิทธิของทุกคน” อย่างแท้จริง


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active