จี้ รัฐบาล “พูดแล้วทำ” บรรจุ “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” เป็นวาระแห่งชาติ

We Fair และเครือข่ายภาคประชาชน เผย ประเทศไทย เผชิญวิกฤตความเหลื่อมล้ำรุนแรงอันดับต้นของโลก แถลงจี้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องก้าวข้ามมองสวัสดิการเป็นเรื่องความเมตตา ดัน “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” เป็นวาระแห่งชาติ เตรียมยื่นข้อเสนอต่อ ครม. ชุดใหม่ พร้อมสร้างกลไกติดตามการแก้ปัญหาภาคประชาชน

15 มี.ค. 2569 เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) และเครือข่ายภาคประชาชนหลายองค์กร ร่วมอ่านแถลงการณ์ยืนยัน รัฐบาลต้องก้าวข้ามการมองสวัสดิการเป็นเรื่องความเมตตา และต้องบรรจุ “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” เป็นวาระแห่งชาติ โดยข้อเสนอ 9 ด้าน มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการยกระดับบริการสุขภาพ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตามแนวทางพรรคภูมิใจไทย การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการฐานข้อมูลสวัสดิการตามแนวทางพรรคเพื่อไทย

พร้อมระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ รัฐต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการพัฒนาระบบสวัสดิการ รวมไปถึงการปฏิรูปภาษีอัตราก้าวหน้า การพัฒนาภาษีทรัพย์สิน และภาษีความมั่งคั่ง ควบคู่กับการปฏิรูปงบประมาณ เพื่อเปลี่ยนที่มาของสวัสดิการจาก “การพิสูจน์ความจน” เป็น “สิทธิเสมอกันถ้วนหน้า” ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

การแถลงดังกล่าว ภาคประชาชนยังได้หยิบยกสถานการณ์ปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงอันดับต้นของโลก โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทรัพย์สินของประเทศกว่าร้อยละ 70 กระจุกตัวอยู่ที่คนเพียงร้อยละ 10 ขณะที่ช่องว่างรายได้ห่างกันกว่า 20 เท่า ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ประชาชนถูกทอดทิ้งให้จมอยู่กับความยากจนที่มีคนจนเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ความเปราะบางนี้สะท้อนชัดจากการที่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่า 1 ล้านคน ระบบเงินอุดหนุนเด็กแบบสงเคราะห์คัดกรองที่ทำให้เด็กยากจนตกหล่นถึงร้อยละ 34 ขณะที่คนพิการยังคงได้รับเบี้ยอุดหนุนในอัตราที่ต่ำมาก ไม่เพียงพอต่อการดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นับจากการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค. 2566 ประชาชนได้ส่งเสียงเพื่อประกาศเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ภาพความจริงภายใต้รัฐบาลที่ผ่านมา กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สวัสดิการถูกลดทอนคุณค่าให้เป็นเพียง “การสงเคราะห์คัดกรอง” และการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการอัดฉีดเงินชั่วคราว หรือโครงการคนละครึ่งในยุครัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็นระบบเสี่ยงโชคที่ทำคนตกหล่นมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจปัดตก ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติ ที่ประชาชนกว่า 4 หมื่นคนร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเปลี่ยนเบี้ยยังชีพให้เป็นบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า

แถลงการณ์ ยังระบุถึงช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลอนุทินได้ตอบรับข้อเสนอของ We Fair เครือข่ายเด็กเท่ากัน และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ ซึ่งถือเป็นความหวังในการยกระดับคุณภาพชีวิต ได้แก่ การปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดประมาณ 3 ล้านคน จากแบบสงเคราะห์เป็นถ้วนหน้า ซึ่งใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5,568 ล้านบาท การปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาท งบประมาณเพิ่มขึ้น 2,200 ล้านบาท ทว่า ข้อเสนอเหล่านี้ต้องชะงักลงเนื่องจากการยุบสภาและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

ในช่วงท้าย เครือข่ายภาคประชาชน ได้ประกาศ 5 แนวทางที่จะนำเสนอข้อเรียกร้องและติดตามการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนผ่านนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อให้สวัสดิการเป็นสิทธิของทุกคนอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียม ดังนี้

  1. การยื่นข้อเสนอต่อ ครม. ชุดใหม่: เพื่อเรียกร้องให้สานต่อและบรรจุชุดนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
  2. เวทีสาธารณะวิพากษ์นโยบายรัฐบาล รวมถึงการรณรงค์และการตรวจสอบงบประมาณปี 2570 เพื่อให้มั่นใจว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป
  3. ร่างกฎหมายด้านสวัสดิการ สิทธิแรงงาน และร่างกฎหมายเข้าชื่อของประชาชน ที่ค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ให้เดินหน้าต่อทันที
  4. การสร้างกลไกการติดตามการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน ให้เดินหน้าต่อไป
  5. การเข้าพบรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางชุดข้อเสนอรัฐสวัสดิการ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ อุดมศึกษา แรงงาน สาธารณสุข พัฒนาสังคมฯ มหาดไทย คลัง รวมทั้งพรรคฝ่ายค้าน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active