ย้อนไปในช่วงคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นช่วงเวลาที่คนไทยต้องเผชิญกับข่าวร้ายกลางดึก เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ผู้คนไม่ยอมหลับยอมนอนแห่ขับขี่รถออกจากบ้านต่อคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดแทบทุกปั๊ม
ปรากฏการณ์ Panic buying เช่นนี้อาจกำลังสะท้อน ความเปราะบาง ในชีวิตของคนไทย
อีกด้านประเทศอย่าง สิงคโปร์ ก็ตกอยู่ในวิกฤตหนักหน่วงไม่แพ้กัน แต่กลับเผชิญหน้าต่อแรงกระแทกได้อย่างมั่นคง ไม่สั่นไหว หลังรัฐบาลประกาศ Brace yourself ให้ประชาชนเตรียมตัวรับมืออย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่บ้านเราใช้วิธี ตรึงราคาน้ำมัน รณรงค์งดใส่สูท ผูกไท และดับไฟตอนพักเที่ยง
คำถามสำคัญคือ นโยบายระดับปัจเจกของไทยเหล่านี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในชาติในระยะยาวได้จริงหรือ ?
หรือแท้จริงแล้วจำเป็นต้องมีการออกแบบโครงสร้างทางสังคมเสียใหม่เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตนี้อีกครั้งในระยะยาว
The Active ชวนหาคำตอบประเด็นเหล่านี้กับ ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ แห่ง Nanyang Technological University (NTU) ประเทศสิงคโปร์ ถึงวิกฤตราคาน้ำมันจากไทยถึงสิงคโปร์ ผ่านมุมมองด้าน เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และ หลักการ Nudge Theory หรือ ทฤษฎีการสะกิด แนวคิดสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคนและช่วยปรับมุมมองในการออกแบบนโยบายสาธารณะสมัยใหม่
วันนี้…น้ำมันกำลังขยับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง วิกฤตครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่แค่บทเรียนเรื่องพลังงานเท่านั้น แต่คือโอกาสสำคัญที่สังคมไทยต้องรื้อโครงสร้างใหม่ เพื่อให้ต่อจากนี้ ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตไปได้อย่างยั่งยืน และไม่ผลักภาระให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว
Panic Buying ปรากฏการณ์จ่อคิวหน้าปั๊ม ในวันที่ “น้ำมัน” ไม่มีสิ่งใดทดแทน
กลางดึกเมื่อหลายวันก่อน คนไทยก็ได้เห็นข่าวร้ายจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันพุ่งพรวดถึงลิตรละ 6 บาทในคราวเดียว กลางดึกคืนนั้น เรื่องนี้ไม่เป็นเพียง Talk of the town ในโลกโซเชียลเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงท้องถนน เมื่อผู้คนต่างแห่นำรถออกจากบ้านมุ่งตรงสู่ปั๊มน้ำมัน คิวยาวเหยียดทะลักออกมานอกถนนเพื่อให้ทันเวลาตี 5 ของวันรุ่งขึ้นก่อนน้ำมันปรับขึ้นราคา
ภาวะที่ปริมาณสินค้าหายไปจากตลาดอย่างกะทันหันโดยที่เราไม่ได้ทันตั้งตัวเช่นนี้ เรียกว่า Supply shock ที่ในกรณีนี้มีชนวนเหตุมาจากภาวะสงครามและลุกลามมาถึงบ้านเรา




โดยปกติแล้วหากอยู่ ๆ สินค้าหนึ่งราคาแพงขึ้นมา ก็จะผลักให้คนไปใช้สินค้าอื่นทดแทนได้ตามกลไกการตลาด เช่น หากช่วงนี้โยเกิร์ตแพง คนสามารถหันไปซื้อหาผลไม้หรือผลิตภัณฑ์อาหารอื่นแทนได้
แต่สำหรับ “น้ำมัน” เป็นสินค้าที่แทบไม่มีอะไรมาทนแทนได้ในเวลาอันสั้น ต่อให้ราคาสูงขึ้นสักแค่ไหน แต่ความต้องการของคนไม่เคยลดลง
ศ.ณัฐวุฒิ ยกตัวอย่างว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ของจำพวกโยเกิร์ต หรือขนม เป็นสินค้าที่มี ความยืดหยุ่น (Elastic) หากอยู่ ๆ ปรับขึ้นราคา ความต้องการจะหดตัวลงทันที เพราะเป็นสินค้าที่คนสามารถตัดใจไม่ซื้อได้ง่าย เพราะมีอาหารชนิดอื่น ๆ เป็นทางเลือกแทน
แตกต่างจากน้ำมันที่เป็นสินค้าประเภทที่มี ความไม่ยืดหยุ่น (Inelastic) ในความต้องการของคน หมายความว่าต่อให้น้ำมันจะขึ้นราคาสูงสักเท่าไหร่ แต่ทุกคนยังต้องเติมน้ำมันเพื่อขับรถไปทำงาน หรือแม้กระทั่งคนทำมาหากินอย่างแท็กซี่หรือการขนส่งก็ยังต้องซื้อน้ำมันต่อไปเพื่อทำมาหากินไม่ว่าจะแพงสักแค่ไหน นั่นเพราะเป็นสินค้าที่ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ ความต้องการจึงไม่เคยลดน้อยลง
“น้ำมันคือสินค้าที่คนเลิกใช้ไม่ได้ (Inelastic) ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปสูงเท่าไหร่ แต่ความต้องการไม่เคยน้อยลง ในเชิงกลไกการตลาด เมื่อใดก็ตามที่สินค้านั้นจำนวนจำกัด แต่ยังมีความต้องการ ก็จะเกิดการปรับขึ้นราคา”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
เห็นได้ชัดว่า เมื่อ Supply shock มาเจอกับ สินค้า Inelastic อย่างน้ำมัน จึงส่งแรงกระแทกทำให้น้ำมันแพง และยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนจนทำให้เกิด Panic buying หรือ ปรากฏการณ์คนเอารถออกจากบ้านกลางดึกเพื่อต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด เพราะกลัวพรุ่งนี้จะได้น้ำมันราคาแพงกว่า หรือกลัวว่าตัวเองจะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำมันนั่นเอง
“Brace yourself” ไม่สั่นไหว ในวิกฤตแบบสิงคโปร์
แม้ไทยไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่เราอ้างอิงจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันที่ตลาดสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore – MOPS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
แน่นอนว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในสิงคโปร์ก็ทะยานสูงขึ้นไม่แพ้กัน โดยราคาน้ำมันเบนซินปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.25 – 3.35 ดอลลาร์สิงคโปร์/ลิตร (ราว 88 – 91 บาทไทย) แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่มีภาพของความตื่นตระหนกเกิดขึ้นเลย
“ในสิงคโปร์แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่มีการ panic buying หรือสถานการณ์คนต่อคิดเติมน้ำมันยาวเหยียดแบบประเทศไทย ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลสูง เชื่อว่าไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่มีการกักตุน และสามารถดูแลประชาชนได้”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
ศ.ณัฐวุฒิ ยังเล่าถึงประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ว่าแตกต่างจากไทย โดยอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ในประเทศสิงคโปร์ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้รถส่วนตัว
เนื่องจากรถยนต์ในสิงคโปร์มีราคาแพงมาก (อาจเทียบเท่าบ้านหลังหนึ่งในประเทศไทย) ดังนั้นประชาชนที่สามารถซื้อรถยนต์ได้จำเป็นต้องเป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดี และเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการวางแผนของรัฐบาลเพื่อจำกัดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนด้วย
“สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก เรานำเข้าทรัพยากรทุกอย่างเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน หรือน้ำสะอาด แต่ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีการวางแผนและจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานที่ดีตั้งแต่ต้น เมื่อเจอวิกฤตหนัก โครงสร้างพื้นฐานที่ดีเหล่านี้จึงเอื้อให้ประเทศมีความสามารถในการปรับตัว หรือ Resilience ได้มาก”
ด้านท่าทีของรัฐบาล ก็มีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชน ดังเช่นแถลงการณ์ของ ลอว์เรนซ์ วอง (Lawrence Wong) ผู้นำสิงคโปร์ ที่กล่าววลีที่ว่า “Brace yourself” หรือ เตรียมตัวเตรียมใจรับมือ เพื่อบอกให้ประชาชนเตรียมรับแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานโลกที่ชาวสิงคโปร์ต้องเจอแน่ ๆ
ในขณะที่หลายประเทศ (รวมทั้งไทย) เลือกแก้ปัญหาด้วยการตรึงราคา และปล่อยให้ประชาชนลุ้นหรือคาดเดากะเกณฑ์กันเอาเอง
เมื่อคนรวย-คนจน รู้สึกไม่เท่ากัน
กลับมาที่ประเทศไทย…
ก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นถึงลิตรละ 6 บาท รัฐบาลไทยใช้กลไกของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fuel Fund) เป็นด่านหน้าในการรับแรงกระแทก

โดยการนำเงินงบประมาณและเงินกู้มาอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมันขายปลีกให้คงที่ ในช่วงวิกฤตหนักที่สุด กองทุนฯ ต้องแบกรับภาระจ่ายชดเชยสูงถึง 700-800 ล้านบาทต่อวัน เพื่อประคับประคองไม่ให้ค่าครองชีพพุ่งสูงกะทันหันจนส่งผลให้สถานะทางการเงินของกองทุนฯ ติดลบทะลุกว่าแสนล้านบาทในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ดูจะไม่ได้ผลมากนัก เพราะท้ายที่สุดราคาน้ำมันก็พุ่งกระฉูดอย่างที่เห็น นอกจากนี้ รูปแบบของนโยบายยังเป็นแบบ ถ้วนหน้า ที่ไม่ว่าคนรวย-คนจนก็ต่างได้ประโยชน์เสมอกัน ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธี
ศ.ณัฐวุฒิ ยังวิเคราะห์ด้วยว่า นโยบายแบบถ้วนหน้าที่มีลักษณะที่เอื้อให้ประโยชน์กับทุกคนเช่นนี้ มักไม่ยั่งยืน
“เรารู้ดีว่าวิกฤตนี้มีแต่คนจนที่เดือดร้อนหนัก ในขณะที่คนรวย ถึงแม้ว่าเขาจะยังต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ถึงจะแพงยังไงขนหน้าแข้งของเขาก็ไม่ร่วง นโยบายแบบ universal คนรวย-จนก็ได้เท่ากันหมดอาจไม่ยั่งยืน แถมสุดท้ายราคาน้ำมันก็พุ่งทะยานอย่างที่เป็นอยู่”
“สิ่งที่ดีกว่าคือการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานไป แล้วออกแบบนโยบายที่ช่วยเหลือคนกลุ่มเปราะบางหรือปรับตัวได้ยาก เช่น หากน้ำมันราคาแพงแล้ว ลดค่าใช้จ่ายอื่นให้เขาแทนได้ไหม ซึ่งจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าในเชิงสวัสดิการ”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
นอกจากคนรวย-คนจน จะเดือดร้อนไม่เท่ากันแล้ว ยัง รู้สึก ถึงวิกฤตไม่เท่ากันด้วย!
“คนรวยมีขีดความสามารถในการปรับตัว (adaptive capacity) มากกว่า เมื่อเกิดวิกฤตจึงปรับตัวได้ง่าย ตราบใดที่เขายังมีเงินซื้อน้ำมันก็แทบไม่รับรู้ถึงผลกระทบ แต่คนที่ได้รับผลกระทบจาก supply shock มากที่สุด คือ คนยากจน”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
นอกจากเรื่องความสามารถในการปรับตัวแล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมสามารถอธิบายผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า Salience (เซเลียนซ์) หรือ ความโดดเด่น สะดุดตา
“สมองเราจะพุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเรา”
สำหรับคนทั่วไปหรือคนจน ตัวเลขราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือ ข้อมูลที่มี High Salience (โดดเด่นมาก) เพราะทำให้เห็นว่าเงินในกระเป๋าหายไปอย่างชัดเจนและกลายเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด
แต่สำหรับคนรวยแล้ว ราคาน้ำมันกลายเป็นข้อมูลที่มี Low Salience (โดดเด่นน้อยมาก) เพราะผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าต่ำมากจนแทบไม่รู้สึกรู้สาอะไร และคนรวยบางคนมีคนขับรถ จึงแทบไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ไม่มีกระทั่งประสบการณ์เห็นตัวเลขจ่ายน้ำมันด้วยซ้ำ
กระทั่งทำให้เหล่าคนรวยอาจรู้สึกว่า วิกฤตที่ใคร ๆ ต่างพูดถึงกันตอนนี้ ความจริงก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย หรือ ที่เรียกว่า Distort Reality (การบิดเบือนความจริง)
เป็นที่เข้าใจได้ ว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างบ้านเรา คนย่อมมีความรู้สึกรู้สาต่อวิกฤตนี้ต่างกันไป แต่การ รู้สึกและรับรู้ ที่เท่าเทียมเสมอกันนี้สำคัญอย่างไร ?
ศ.ณัฐวุฒิ อธิบายว่ามีผลอย่างมากต่อการเลือกทำพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
ไม่รู้สึกรู้สา ก็ยากที่จะปรับพฤติกรรม
ขอพักเรื่องน้ำมันไว้ก่อน หันดูตัวอย่างเรื่องการปรับพฤติกรรมผ่านเรื่องคล้าย ๆ กันอย่าง ค่าไฟ กันบ้าง
เราบ่นกันว่า ค่าไฟแพง รู้สึกว่าถึงเวลาต้องประหยัดเสียที แต่เชื่อไหมว่าถึงจะรับรู้อย่างนี้แล้ว แต่เอาเข้าจริง พฤติกรรมการใช้ไฟของเราก็ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก

นั่นเป็นเพราะระบบค่าไฟฟ้าของไทย ต้องรอให้ครบเดือนก่อนจึงจะเห็นภาพรวมว่าเราใช้ไปแล้วเท่าไหร่ หมายความว่าเราจะสะดุ้งกับค่าไฟแสนแพงแค่ครั้งเดียวตอนสิ้นเดือน
พอขึ้นเดือนใหม่เราก็มีพฤติกรรมการใช้ไฟสิ้นเปลืองเหมือนเดิม เพราะความรู้สึกสะเทือนใจตอนสิ้นเดือนที่แล้วมันค่อย ๆ หายไปแล้ว
“เราเห็นแค่ว่าเดือนนี้ใช้ไฟไปเท่าไหร่ แต่ไม่เคยเห็นว่าในแต่ละวันมิเตอร์ค่าไฟหมุนไปเท่าไหร่ ถ้าเราเห็นว่าแต่ละวันต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ มันจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของเราทันที”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ยังอธิบายด้วยว่าหากประเทศไหนลองเปลี่ยนระบบการออกบิลค่าไฟรายเดือน เป็นการทำให้คนเห็นค่าไฟรายวัน แน่นอนว่าจะช่วยกระตุ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของคนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเห็นว่าบ้านตัวเองใช้ไฟฟ้าสูงว่าบ้านอื่น
“ในสิงคโปร์ จะมีระบบการแจ้งค่าไฟที่ทำให้แต่ละบ้านเห็นว่าตนเองใช้ไฟฟ้าสูงกว่าหรือน้อยกว่าบ้านในละแวกเดียวกัน การเปรียบเทียบแบบนี้ทำให้คนมองเห็นข้อมูลชัดเจนมากขึ้น แล้วคนจะหันมาตรวจสอบตัวเองว่าที่ผ่านมามีการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมหรือยัง หรือควรปรับพฤติกรรมได้แล้ว”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลล้วน ๆ แต่หลายครั้งเราตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างจากการเห็นว่าคนอื่นเขาทำอย่างไร
หากเราเห็นว่าบ้านตัวเองใช้ไฟสูงที่สุดในหมู่บ้าน หรือเพื่อนบ้านใช้ไฟได้น้อยกว่า ก็จะเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบ แปลกแยก และรู้สึกผิดในที่สุด หรือในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า Social norm (บรรทัดฐานทางสังคม)
วิธีที่สิงคโปร์ทำจึงเป็นเหมือนการ Nudge หรือ การสะกิดเบา ๆ เพื่อสร้าง Social Norm ให้กับสังคม ซึ่งทำให้เห็นว่า การที่ทำให้ประชาชนรู้สึกรู้สากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสำคัญกับการปรับพฤติกรรมอย่างมากโดยมักไม่เกี่ยวกับความรวย-จนแต่อย่างใด
Nudge Theory – สะกิดเบา ๆ แบบไม่บังคับ แต่พร้อมปรับพฤติกรรม
Nudge Theory หรือ ทฤษฎีการสะกิด คือ แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนให้ดีขึ้นได้โดย ไม่บังคับ แต่ใช้การออกแบบทางเลือก เพื่อให้คนเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวมด้วยการตัดสินใจของเขาเอง
Nudge Theory เป็นแนวคิดของ ริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ แคส ซันสไตน์ (Cass Sunstein) ที่ถูกอธิบายผ่าน หนังสือ Nudge: Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness ซึ่งกลายเป็นหนังสือที่เปลี่ยนแนวคิดเรื่องการออกแบบนโยบายสาธารณะทั่วโลก
เพื่อให้เข้าใจง่าย Nudge Theory ได้แบ่งมิติการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. ฝั่งซ้ายสุด : ปล่อยให้ทำตามอำเภอใจ (Libertarian / Individual) คือ การปล่อยให้มนุษย์แต่ละคนมีอิสระสูงสุดในตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งหมดโดยไม่มีรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยว
ข้อเสียที่เกิดขึ้น คือ หากปล่อยให้การตัดสินใจเป็นอิสระมาก ๆ คนอาจจะตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อตัวเองในระยะยาว (อาจเพราะความไม่รู้ หรือบางทีก็แค่ขี้เกียจ) เพราะ มนุษย์เป็นสิ่งที่ผิดพลาดได้เสมอ
2. ฝั่งขวาสุด : บังคับสั่งการ (Paternalistic / Mandate) คือ การที่รัฐบาลสั่งการประชาชนว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ (เปรียบเสมือนพ่อแม่บังคับลูก) เช่น ออกกฎหมายบังคับ (Mandate) หากใครไม่ทำถือว่าผิดกฎหมาย
ข้อเสียที่เกิดขึ้น คือ แม้จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในเชิงพฤติกรรม แต่ประชาชนจะรู้สึกอึดอัด ไร้อิสระที่ไม่มีสิทธิในการเลือก หรือตัดสินใจด้วยตัวเอง จนอาจนำไปสู่การต่อต้านภายหลัง
3. ตรงกลาง: การสะกิด (Nudge)
ตรงนี้คือ ทางสายกลาง ของทั้ง 2 ฝั่งสุดโต่งข้างต้น โดยยังให้สิทธิเสรีภาพประชาชน (Libertarian) แต่รัฐมีการออกแบบทางเลือกไว้ให้ด้วย (paternalism) แต่จะไม่ใช่การบังคับหรือสั่งการ แต่ใช้วิธี สะกิดเบา ๆ เพื่อให้คนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง
ผลคือ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีสิทธิเลือกด้วย และผลลัพธ์ก็ออกมาดีตามที่วางแผนไว้

“เราเรียกวิธีนี้ว่า Libertarian Paternalism คือ เมื่อรัฐต้องการให้ประชาชนทำอะไรสักอย่าง จะไม่บังคับ แต่จะออกแบบโครงสร้างให้ประชาชนเลือกในสิ่งที่รัฐอยากให้ทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งทางเลือกนั้นทำได้ง่ายกว่า ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่า และประชาชนยังรู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือกด้วย”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ นโยบายการออม
ศ.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า หากเราต้องการให้ประชาชนออมเงิน ถ้าตั้งระบบไว้แบบ Opt-in (การเลือกเพื่อเข้า) หมายความว่า ประชาชนคนนั้นต้องเลือกเพื่อที่จะเข้ามาออมเงินเอง แปลว่า ต้องเดินไปธนาคาร กรอกเอกสาร หรือแม้แต่หยิบมือถือมาโอนเงินผ่านแอปฯ ซึ่งในความเป็นจริงมนุษย์มีความขี้เกียจ ผลัดวันประกันพรุ่ง กิจกรรมเหล่านี้จึงต้องใช้ความพยายามมาก และผลที่ได้คือ คนออมเงินน้อยมาก
แต่หากเปลี่ยนระบบเป็นแบบ Opt-out (เลือกเพื่อออก) หมายความว่า ให้ประชาชนเข้าร่วมการออมเงินโดยอัตโนมัติตั้งแต่แรก (เช่น หักเงินเดือนเพื่อเป็นเงินออมอัตโนมัติ) แต่ประชาชนก็เลือกที่จะออกจากระบบได้เองหากไม่ต้องการแล้ว
ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า คนส่วนใหญ่ขี้เกียจทำเรื่องยกเลิก เลยปล่อยให้ระบบการออมเงินทำงานไปเรื่อย ๆ ทำให้ยอดการออมเงินของคนในประเทศสูงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับเลย
“ทางแรก (opt-in) ไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปมากนัก แต่ทางที่สอง (opt-out) มันถูกดีไซน์มาแล้วว่าคุณไม่ต้องทำอะไรเลย คุณปล่อยให้มันทำงานไป แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น คุณได้เซฟเงิน ได้ผลประโยชน์ เห็นได้ว่าในเชิงนโยบาย รัฐไม่ได้มีการบังคับประชาชนเลย แต่ออกแบบทางเลือกให้ดีต่อประชาชน โดยทำให้ยังมีทางเลือก การเปลี่ยนค่า default นโยบายให้เป็น opt-out จึงเปลี่ยนพฤติกรรมการออมของคนไปมาก”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
กลับมาที่วิกฤตพลังงานตอนนี้ เราได้เห็นบางประเทศเริ่มให้แนวคิดสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนบ้างแล้ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ได้ประกาศมาตรการจูงใจครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ Move Victoria Free เพื่อตอบสนองต่อภาวะค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เมื่อ เม.ย. 2026
โดยให้ประชาชน ขึ้นรถไฟฟ้าและขนส่งสาธารณะฟรีทั้งเมืองเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อเป็นแรงจูงใจ (Incentive) ให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัวในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง ซึ่งเป็นการใช้วิธีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพโดยไม่ใช้การบังคับเลย
งดใส่สูท ผูกไท ดับไฟทุกเที่ยงวัน : เมื่อนโยบายระดับบุคคล อาจไม่เคยช่วยให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม
ตอนนี้เราได้เห็นประกาศรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงานออกมาบ้างแล้ว เช่น การลดการใช้รถยนต์, การ Work from home, การยกเลิกการใส่สูทผูกเนกไท
แต่ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นนโยบายในรูปแบบเชิงปัจเจกบุคคลมากกว่านโยบายที่แก้ระดับโครงสร้าง
ศ.ณัฐวุฒิ ยังอธิบายว่า การออกแบบนโยบายที่มีลักษณะของการรณรงค์ ให้ข้อมูล หรือขอความร่วมมือ มักล้มเหลวในการเปลี่ยนพฤติกรรมคนในระยะยาว
เพราะเป็นนโยบายแบบ I-frame’ (Individual Frame) ที่มุ่งแก้ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว โดยละเลยการแก้ไขที่ตัวระบบหรือ S-frame (System Frame) ซึ่งเป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมและทางเลือกที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงและยั่งยืนมากกว่า
“นโยบายแบบ i-frame คือการผลักภาระไปที่ปัจเจกบุคคล (individual) มองว่าเป็นหน้าที่ของแต่ละคนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีการปรับโครงสร้างหรือสิ่งแวดล้อมให้พฤติกรรมนั้นเกิดได้ สุดท้ายมนุษย์ก็จะไม่ทำตามเพราะมีแรงจูงใจอื่น ๆ เข้ามา”
“ยกตัวอย่างเช่น วันนี้รัฐบาลรณรงค์ขอความร่วมมือให้ทุกบ้านประหยัดไฟ แต่หากวันนั้นอากาศร้อนมาก ๆ แถมเรายังไม่เห็นว่าบ้านคนอื่นเขาเปิดแอร์ไหม หรือช่วยประหยัดไฟหรือเปล่า เราคงจะร้อนจนทนไม่ไหว และเปิดแอร์ที่บ้านตามความสะดวกอยู่ดี”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
ดังนั้น นโยบายที่ดีกว่าต้องเป็น S-frame (System Frame) หรือการปรับที่โครงสร้าง
“หากรัฐรณรงค์ให้คน work from home เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ในความเป็นจริงบางคนอาจกังวลเพราะเห็นเพื่อนไปทำงานกันหมด สุดท้ายก็ไม่มีใครให้ความร่วมมืออยู่ดี แต่หากมีการสร้างแรงจูงใจ เช่น หากใคร work from home ในช่วงวิกฤต รัฐจะลดหย่อนภาษีให้ในอนาคต นี่คือการปรับพฤติกรรมระดับโครงสร้างที่ได้มักจะได้ผลมากกว่าระดับปัจเจก”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
สิ่งที่ ศ.ณัฐวุฒิ ย้ำ แสดงให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคลแต่คือโครงสร้างทางสังคมต่างหาก
หากรัฐยังปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลโดยไม่มีการปรับโครงสร้าง ปรับสิ่งแวดล้อม

ต่อให้วันนี้จะทำให้เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่เชื่อว่าอีกไม่นานพฤติกรรมของคนก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมตามความคุ้นชิน และเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตครั้งไหนในอนาคต
“แม้เราจะอยากเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองจริง ๆ แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าเราเป็นคนเดียวที่ทำ คนอื่นไม่ทำ หรือไม่รู้สึกว่าสังคมได้ benefit จากพฤติกรรมของเรา เราจะกลับมาถามตัวเองว่า เราทำไปทำไม สุดท้ายเราจะทำมันได้ไม่นาน และเลิกล้มไปในที่สุด”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
Resilience – ยืนหยัดอีกครั้งหลังวิกฤต
วิกฤตพลังงานนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษย์เผชิญ ย้อนกลับไปช่วงปี 1970 โลกเคยได้รับผลกระทบจาก Oil Shock มาแล้วถึงสองครั้ง
สำหรับวิกฤตในปี 2026 นี้อาจเป็นวิกฤตที่ใหญ่กว่า และในเวลานี้อาจยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น อีกไม่นาน เมื่อน้ำมันล็อตสุดท้ายสิ้นสุดลง เราจะเผชิญกับภาวะขาดแคลน Supply อย่างแท้จริง
ท่ามกลางพายุวิกฤตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้ คือ Resilience หรือ การหยัดยืนและฟื้นคืนกลับมาให้ได้ดังเดิม
ศ.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า สำหรับสิงคโปร์ แม้จะไม่ได้มีโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤต Oil Shock โดยเฉพาะมาตั้งแต่ต้น แต่เชื่อว่าการฟื้นคืนประเทศกลับทำได้ไม่ยาก เพราะมีผลพลอยได้จากการมีโครงสร้างการบริหารประเทศที่แข็งแรงรัดกุมตั้งแต่ต้น
“สิงคโปร์เป็นประเทศที่แทบไม่มีคอร์รัปชัน ประชาชนจึงมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลสูงมาก และเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาเพื่อผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และเมื่อคนในชาติมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนก็จะร่วมแรงกันทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาสังคม”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
ต่างจากประเทศไทยที่ประชาชนมักตั้งคำถามกับความโปร่งใสและการออกแบบนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การฟื้นคืนหลังวิกฤตอาจเป็นเรื่องยากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเลย ศ.ณัฐวุฒิ แนะนำว่า ในระยะสั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกคือ จัดลำดับความสำคัญโดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง ต้องมีการช่วยให้ เงินอุดหนุน (Subsidize) เพราะเป็นกลุ่มที่เดือนร้อนรุนแรงที่สุด และคาดการณ์ว่าสถานการณ์ Oil Shock อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต การเตรียมรับมือในระยะกลาง-ยาวจึงจำเป็นต้องทำควบคู่
โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน จากการพึ่งพาน้ำมันดิบ (Crude oil) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ควรทำให้ไปสู่ระบบที่หลากหลายกว่า เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV)
“ตอนนี้รถอีวียังเป็นความ luxury สำหรับคนไทย ถัดจากนี้รัฐควรหาทางทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ราคาถูกลง และกลายเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับคนทั่วไป”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
เพราะการปรับโครงสร้างระยะยาว จะทำให้ประเทศไทยมี Resilience เพื่อรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาต
ท้ายที่สุดแล้ว หากถามว่าวิกฤตพลังงานในครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกไปในรูปแบบไหนในวั้นที่ทุกคนคุ้นชินกับการใช้พลังงานอย่างล้นเหลือในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ศ.ณัฐวุฒิ มองว่า อาจไม่มีคำตอบที่ตายตัวเสียทีเดียว แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ มนุษย์ไม่สามารถปรับพฤติกรรมได้ด้วยเจตจำนง (Willpower) ของตัวเองได้แต่เพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจและการออกแบบนโยบายในระดับโครงสร้างที่เหมาะสมเสมอ
“หากไม่มีการปรับโครงสร้างเสียตั้งแต่วันนี้ มนุษย์แต่ละคนก็ยากจะปรับพฤติกรรม วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้เป็น crisis เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมของเรา”
ศ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ทิ้งท้าย

