ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ คำถามที่เกิดขึ้นวันนี้คงไม่ใช่แค่ว่าจะอยู่อย่างไร ? ในบั้นปลาย แต่เราจะมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้หรือไม่ ? คือสิ่งที่ท้าทายของคนยุคนี้
เพราะการมีอายุ 80 หรือ 100 ปี อาจไม่มีความหมาย หากทุกวันต้องอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บ อยู่กับความโดดเดี่ยว หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต

แล้วจะดีกว่าไหม ? ถ้าจะมีพื้นที่ที่เอื้อให้ผู้คนอายุยืน แข็งแรง และยังใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงได้จริง นี่คือแนวคิดที่เรียกว่า Blue Zone พื้นที่ที่ผู้คนไม่ได้มีแค่อายุยืน แต่ยังมีสุขภาวะที่ดี ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation : ACAI) ชวนถอดรหัสแนวคิด Blue Zone ดังกล่าว ผ่านเวที ASEAN Blue Zones : ถอดรหัสความเป็นไปได้กับวิถีอายุยืนแห่งอาเซียน ภายในงาน มนุษย์ต่างวัย Fest 2026
แนวคิด Blue Zone ถูกทำให้เป็นที่รู้จักโดย แดน เบตต์เนอร์ (Dan Buettner) นักเขียนและนักวิจัยด้านอายุยืนจาก National Geographic ผู้ศึกษาพื้นที่ที่มีประชากรอายุยืนที่สุดในโลก และพบว่า แม้แต่ละแห่งจะมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่กลับมีปัจจัยบางอย่างร่วมกันที่เอื้อต่อการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพที่ดี
จากการศึกษาของ เบตต์เนอร์ พบว่ามี 5 พื้นที่ต้นแบบ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น Blue Zone ได้แก่
- เกาะอิคาเรีย ประเทศกรีซ
- เกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี
- เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น
- คาบสมุทรนิโคยา ประเทศคอสตาริกา
- เมืองโลมาลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
แต่ละประเทศมีความโดดเด่นในมิติของการดูแลผู้สูงอายุต่างกันออกไป อย่างใน ซาร์ดิเนีย จะมีจุดเด่นเรื่องการบริโภค เนื่องจากคนในพื้นที่นี่ยังนิยมการเก็บผัก หาปลากินเอง โดยอาหารแบบดั้งเดิมของชาวซาร์ดิเนียจะประกอบด้วยธัญพืช เช่น ข้าวบาเลย์ และถั่ว ผักสวนครัว ผลไม้ ซึ่งผู้คนในซาร์ดิเนียบริโภคธัญพืชสูงถึง 47% ของมื้ออาหาร นอกจากนี้ผู้คนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่ไม่เนือยนิ่งและยึดโยงกับธรรมชาติ เช่น เดินป่า พายเรือ นิยมการเดินไปยังจุดต่างๆ มากกว่าจะขับรถ

อีกพื้นที่ที่น่าสนใจคือ โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ที่มีคนอายุเกิน 100 ปีอยู่มากมาย จนขึ้นชื่อว่าเป็น หมู่บ้านอายุยืน ชาวญี่ปุ่นมีแนวทางใช้ชีวิตแบบ อิคิไก (Ikigai) ที่หมายถึง การมีเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เหตุผลเหล่านั้นจะเป็นอะไรก็ได้ บางทีมันอาจจะง่ายเสียจนเราเผลอมองข้ามไป เช่น การได้ตื่นมารดน้ำต้นไม้ทุกวัน การได้ให้อาหารแมวจร หรือการถักนิตติ้งก็ได้เช่นกัน
“แนวคิดเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นรู้สึกตัวเองยังมีเป้าหมายในชีวิตอยู่ หลายคนเปิดร้านขนมเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง ถึงแม้จะขายได้ไม่กี่ชิ้น แต่เป้าหมายของเขาคือการได้ทำ ไม่ใช่รายได้จากการขาย“
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์
นอกจากแนวคิดแบบอิคิไก โอกินาว่า ถือเป็นตัวอย่างสำคัญให้ได้ศึกษาจากการที่เป็นเมืองที่กระตุ้นให้คนออกจากบ้านมาใช้ชีวิต ทั้งในแง่การมีทางเท้าที่สะดวก มีสวนสาธารณะที่เดินทางง่าย และยังมีกิจกรรมในชุมชนใกล้บ้านให้คนออกมาเข้าร่วม ทั้งหมดนี้ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เมื่อผู้สูงอายุได้ออกมาข้างนอก แทนที่อุดอู้อยู่ในบ้านอย่างเดียว ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านได้ด้วย
อีกเมืองที่ นพ.สมศักดิ์ นำเสนอและมองว่าเป็นตัวอย่างที่ไทยสามารถนำมาเป็นต้นแบบได้ คือ สิงคโปร์ ซึ่งถูกยอมรับให้เป็น Blue Zone พื้นที่ที่ 6 โดยเรียกว่าเป็น Blue Zone 2.0 เนื่องจากเป็นประเทศที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุผ่านการสร้างขึ้นมาเอง
ความโดดเด่นของสิงคโปร์คือความเข้มแข็งและความครอบคลุมของนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ตัวอย่างของนโยบายที่เห็นได้ชัด คือ การเก็บภาษีเหล้า บุหรี่ ที่สูงมาก ประกอบกับบทลงโทษรุนแรงสำหรับคนที่สูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดโรคของผู้สูบและลดความเสี่ยงจากควันบุหรี่มือสองอีกด้วย
ปัญหาโรค NCDs ถือเป็นเรื่องที่กันไว้ดีกว่าแก้ ที่ผ่านมาสิงคโปร์พยายามควบคุมโภชนาการไม่ให้มีความหวาน มัน เค็มจนเกินไป ใน Hawker Center ศูนย์อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของสิงคโปร์พยายามปรับปรุงเมนูให้อร่อยและดีต่อสุขภาพไปด้วยผ่านโครงการมื้ออาหารเพื่อสุขภาพ (Healthier Dining Programme) ทำให้ทุกร้านต้องมีอย่างน้อย 1 เมนูที่เป็นทางเลือกให้กับคนรักสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น เมนูโซเดียมต่ำ แคลอรี่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีให้การสนับสนุนร้านค้าให้เข้าถึงเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ โดยกำหนดราคาให้สินค้าประเภทนี้ไม่สูงกว่าสินค้าทั่วไป
ก่อนจะมี Blue Zone ต้องมี Ecosystem ที่เอื้อด้วย
ไม่ว่าจะเป็น Blue Zone ที่มาจากธรรมชาติแบบซาร์ดิเนีย หรือจะสร้างขึ้นเองแบบสิงคโปร์ จุดร่วมกันของพื้นที่เหล่านี้ คือการมี นิเวศ ที่เอื้อให้ผู้สูงวัยออกมาใช้ชีวิตได้จริง ๆ
เมื่อพูดถึงนิเวศ เรากำลังหมายถึงทางเดิน ต้นไม้ บ้านเรือน ไปจนถึงขนส่งสาธารณะที่พาให้คนอยากออกมาเดินเล่น และไม่ใช่ว่ามีแล้วก็ถือว่าจบ นพ.สมศักดิ์ บอกว่า ต้องมีแล้ว ดี อีกด้วย เช่น ขนส่งสาธารณะที่พาคนออกจากบ้านและไปอีกที่หนึ่งได้อย่างไม่ซับซ้อน มีราคาเข้าถึงได้ มีเวลาที่แน่นอน หรือพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้กระจุกเป็นหย่อม ๆ แต่มีทุกที่ทำให้คนใช้เวลาไม่นานในการเดินออกจากบ้านเพื่อไปทำกิจกรรม รวมไปถึงอากาศที่ดี สดชื่น ให้คนรู้สึกว่าออกจากบ้านแล้วปลอดภัยมากกว่าจะเป็นอันตราย

นอกจากนี้นิเวศที่ดีต้องมาจากคนที่อยู่ในสังคมด้วย ผู้สูงวัยเองก็คงไม่กล้าออกจากบ้าน ถ้าหากรู้ว่าคนในสังคมมี อคติ หรือตั้งคำถามกับพวกเขา เช่น “แก่แล้วทำไมไม่อยู่บ้าน”
“ต้องไม่ขิงก็รา ข่าก็แรง เด็กก็ไม่ควรตำหนิคนแก่ว่า แก่แล้วไม่รู้เรื่องหรอก ผู้ใหญ่เองก็ไม่ต้องไปคิดว่าเด็กเขาไม่รู้เรื่องหรอก ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน ถ้าเป็นแบบนั้นก็เจ๊งกันหมด”
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์
ถ้าต่างฝ่ายต่างคิดบวกต่อกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ Intergeneration แนวคิดการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย เด็กจะไม่ตั้งคำถามต่อการออกมาใช้ชีวิตข้างนอกบ้านของผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็จะไม่รู้สึกว่าการอยู่กับกลุ่มคนที่เด็กว่านั้นเป็นเรื่องน่ารำคาญใจ
แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะมีสักพื้นที่ที่เป็น Blue Zone สอดคล้องไปกับสถานการณ์ผู้สูงวัยในปัจจุบันที่กำลังมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมอายุยืนขึ้นกว่าแต่ก่อน ?
ระยอง…เมืองแซนด์บ็อกซ์
ระยอง กลายเป็นเมืองที่ ACAI เห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างพื้นที่ Blue Zone เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่สามารถพัฒนาต่อได้ ทั้งความแข็งแรงในแง่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือแม้กระทั่งการเป็นเมืองท่องเที่ยวก็มีส่วนด้วยเช่นกัน
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหน่วยงานรัฐในระยองให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งนี่ต่างหากที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้แต่ละพื้นที่นั้นสามารถสร้างนิเวศที่เอื้อให้คนกลุ่มเปราะบางได้จริง

(ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation : ACAI)
นพ.สมศักดิ์ เล่าว่า ที่ผ่านมาจังหวัดระยองพยายามสร้างโรงพยาบาลผู้สูงอายุ เพื่อเป็นศูนย์บริการ ฟื้นฟู และเชี่ยวชาญด้านดูแลกลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังทำการเซ็น MOU ร่วมกับเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น สร้างข้อตกลงและประสานความร่วมมือด้านการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองอีกด้วย
นอกจากนี้ความสำคัญของการลงนามข้อตกลงครั้งนี้คือการแลกเปลี่ยนแรงงานจากประเทศไทยไปทำงานที่ฟุกุโอกะในฐานะ Caregiver เนื่องจากจำนวนของผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่มีเยอะเกินแรงงาน ส่งผลให้อาชีพกำลังขาดแคลน อบจ.ระยอง มองว่านี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาทักษะการดูแลผู้สูงอายุให้แรงงานไทยและส่งต่อไปยังญี่ปุ่นได้
“ญี่ปุ่นเน้นใช้คำว่า Facility-Based ก็คือเน้นสถานดูแล มีคนบอกว่าญี่ปุ่นกำลังจะเจ๊งจากตรงนี้เพราะค่าใช้จ่ายเยอะมาก แต่เมืองไทยเราพยายามเน้น Community-Based (สร้างความแข็งแรงผ่านชุมชน) ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ดูแลที่บ้านนั่นแหละ ให้ Caregiver ไปเยี่ยมบ้าน ฟุกุโอะกะก็จะเรียนรู้จากเราได้”
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์
ความเป็นชุมชนของผู้สูงอายุในไทยนั้นถือเป็นจุดแข็งเลยก็ว่าได้ สังเกตว่าตามชุมชนชนบทหรือต่างจังหวัด ผู้สูงอายุมักจะรู้จักกันเป็นอย่างดี มีความพึ่งพาอาศัยกัน ในบางชุมชนก็นัดกันจัดกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ง่ายต่อการสร้างนิเวศของผู้สูงวัย
มาบตาพุด เป็นเมืองหนึ่งที่ นพ.สมศักดิ์ คิดว่าน่าสนใจในการพัฒนาพื้นที่ให้เอื้อต่อผู้สูงอายุ ทั้งนี้มาบตาพุดมักจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรม อาจมีความกังวลจากปัญหาของฝุ่นควันและมลพิษในกรณีแบบนี้มาบตาพุดจะยังตอบโจทย์อยู่หรือไม่ ?
นพ.สมศักดิ์ จึงเน้นย้ำว่า การสร้างนิเวศเพื่อผู้สูงวัยต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นหน้าที่ที่ต้องหาทางออกกันต่อว่าทำยังไงถึงจะมีฝุ่นควันน้อยลง หรือทำยังไงจะเมืองน่าออกมาเที่ยวมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านก็เห็นการร่วมมือจากภาคเอกชน เปิดพื้นที่บางส่วนให้ผู้สูงอายุเข้ามาทำกิจกรรมได้
การผลักดันให้ระยองเป็นเมืองน่าอยู่ ยังส่งผลต่อแนวคิด Ageing in Place ที่ นพ.สมศักดิ์ เชื่อว่าหมายถึง การสูงวัยอยู่ที่บ้าน หลายคนเข้าใจว่าถ้าแก่ไปแล้วไม่มีใครดูแล ก็คงจะต้องไปจบที่บ้านพักคนชรา แม้สมัยนี้จะมีหลายที่ที่น่าอยู่จริง ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีผู้สูงอายุอีกหลายคนที่ยังอยากจะอยู่บ้านตัวเอง แต่ติดที่ว่าไม่มีใครคอยดูแล การสร้างนิเวศสำหรับผู้สูงวัยแบบนี้จะช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในยามชราอยู่บ้านของตัวเองได้อีกด้วย
ความเป็นไปได้ของ Blue Zone ในประเทศไทย จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบใดองค์ประกอบเดียว แต่ต้องมาจากโครงสร้าง นโยบาย และสวัสดิการ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้สูงอายุโดยแท้จริง
อ้างอิง:
Sardegna: A Blue Zone of Longevity and Wellness (dantealighieriofdenver.com)
The world’s sixth ‘Blue Zone’: Why Singapore values both quantity and quality of life (bbc.com)

