ยังคงส่งสัญญานเดินหน้าต่อเนื่อง สำหรับ “โครงการแลนด์บริดจ์” ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำผ่านเวที ASEAN Future Forum ถึงเป้าหมายทำให้ภาคใต้ของไทยเป็นเส้นทางทางเลือก เพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล
แต่การตั้งเป้าเอาการพัฒนาขนาดใหญ่ลงไปยังภาคใต้ อาจกำลังสวนทางกับต้นทุนทรัพยากรที่สมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ 2 ฝั่งทะเลทั้ง อ่าวไทย และอันดามัน ตามมาด้วยคำถามเรื่องของ ความคุ้มค่า ว่าหากทรัพยากรที่สร้างความมั่นคงยั่งยืนในชีวิต รายได้ อาชีพ รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร ให้กับชุมชนตลอดแนวทะเลชายฝั่ง และผู้คนทั้งประเทศ จะคุ้มค่าหรือไม่ ? หากต้องแลกด้วยแลนด์บริดจ์

ในเดือนแห่งการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และ มหาสมุทรโลก The Active ชวนสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของแลนด์บริดจ์
หากอนาคต…ที่นี่จะถูกเปลี่ยนเป็น ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว ชาวบ้าน ประมงพื้นบ้าน และชุมชนตลอดแนวการพัฒนา จะว่ายังไง ?
ต.บางมะพร้าว : พื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน
อนุรักษ์แหล่งวางไข่ปลาทู ความมั่นคงทางอาหารเพื่อคนทั้งประเทศ
ที่ตำบลบางมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร มี 6 หมู่บ้าน ที่ติดชายฝั่งทะเล จึงทำประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพหลัก เรือเล็กเกือบ 200 ลำ ออกจับสัตว์ทะเล หมุนเวียนตามฤดูกาล และช่วงนี้เป็นฤดูจับปูม้า The Active ติดตามลงเรือไปเก็บอวนปูกับชาวประมงพื้นบ้านที่นี่ ทันทีที่ชาวประมงสาวอวนไม่นาน ก็ได้ปูม้าติดขึ้นมา 2-3 ตัว และก็ได้มาอย่างต่อเนื่อง


ปูตัวเล็ก ๆ ที่ติดอวนขึ้นมา ชาวประมงจะรีบแกะออก แล้วปล่อยคืนสู่ทะเลทันที ส่วนปูที่มีไข่นอก จะเอาไปปล่อยที่ธนาคารปู “หนึ่งตัวรักษ์ ล้านตัวรอด” จึงไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ทำให้ทะเลที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์


สาวอวนเสร็จ ช่วงสาย ๆ เรือประมงพื้นบ้านก็ทยอยกลับเข้าฝั่ง มาจอดที่ คลองจมูกโพรง จากการสำรวจและสอบถามชาวประมง วันนี้ได้ปูเฉลี่ย 4-6 กิโลกรัม พวกเขาเอ่ยปากเลยว่า “ได้แค่นี้ยังน้อย” เพราะมากสุดที่เคยจับได้ มากถึง 20-30 กิโลกรัม ต้องมีเรืออีกลำมาช่วยขนกลับฝั่ง
ทรัพยากรชายฝั่งที่อยู่ตรงหน้า ยืนยันว่าอาชีพประมงอยู่ได้ แม้วันที่ได้น้อย ไม่ได้ไปขาย แต่ก็มีกับข้าวกิน ไม่ต้องเสียเงินซื้อ
“วันนี้ได้ประมาณ 4 กิโลกรัม น่าจะขายได้สัก 600 บาท เติมน้ำมันเรือไป 100 ก็ยังเหลือเงิน 500 บาท วันที่ได้มากๆ 3,000-5,000 ในวันเดียวก็มี แต่บางวันถ้าได้น้อยจริง ๆ ไม่ได้ขายก็มีกับข้าวไปกินที่บ้านแน่ ๆ อาชีพชาวประมงเราอยู่ได้”
“คนรับซื้อจากชาวประมง เขานำไปขายต่อทั้งในชุมพรด้วย และส่งไปขายที่แม่กลองด้วย ดีใจอาหารทะเลบ้านเราไปเป็นอาหารให้คนทั้งประเทศได้กิน”
ประมงพื้นบ้าน ต.บางมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร เผยความภูมิใจ
วิสุตร บุนนาค ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ต.บางมะพร้าว และในฐานะนายกสมาคมประมงพื้นบ้าน จังหวัดชุมพร บอกว่า ทะเลชายฝั่งอ่าวชุมพร เป็นแหล่งสำคัญในการอนุบาลสัตว์น้ำ บริเวณอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง ชุมพร มีความสำคัญ เพราะเป็น แหล่งวางไข่ปลาทู
ประมงพื้นบ้านที่นี่จึงให้ความสำคัญต่อการเดินหน้าพื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน บนหลักสำคัญของการวางกฎกติกา หรือ ธรรมนูญชุมชน ในการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการอนุรักษ์ ทำกิจกรรมที่เป็นการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน
นอกจากธนาคารปู ธนาคารไข่หมึก ธนาคารสัตว์ทะเลแล้ว ยังทำบ้านปลา หรือซั้งกอ 2 แนว ทั้งแนวกลางน้ำ และ ริมฝั่ง เพื่อให้ปลาเล็กได้หลบภัย อนุบาลสัตว์น้ำให้เติบใหญ่ แถมมีผลพลอยได้จากการทำแนวอนุรักษ์นี้ ต่อยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพราะหอยแมลงภู่จะมาเกาะไม้ไผ่ที่ตั้งไว้เป็นแนวซั้งกอ วาง 100 ต้น เก็บหอยแมลงภู่ได้ 3,000 กิโลกรัม เอาไว้ไปช่วยงานบุญ งานแต่ง เหลือกินก็ขายเป็นรายได้ชุมชน

“ที่นี่ยังมีข้อตกลงร่วมกันโดยห้ามใช้เครื่องมือทำประมง ที่ส่งผลกระทบและทำลายล้าง ทะเลชายฝั่ง เช่น ห้ามใช้อวนล้วมตะเกียง หรือ อวนล้อมปั่นไฟ, ห้ามใช้ อวนปู ขนาดน้อยกว่า 3.5 นิ้ว, ห้ามวางลอบปูม้า, ห้ามอวนลอยตาถี่ขนาด 3 ซม. ลึกเกิน 200 ตา และห้ามเรือรุนกุ้งเคย”
วิสุตร ย้ำกติกา
สิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้านที่นี่ร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเล ได้รับการันตีด้วยรางวัลชุมชนประมงดีเด่น แห่งประเทศไทย 3 ปีซ้อน
หวั่นถมทะเล สร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว
ทำลายชีวิต รายได้ ความมั่นคงทางอาหารที่จับต้องได้ ไม่เหลือถึงลูกหลาน
ต.บางมะพร้าว อยู่ห่างจากจุดที่กำหนดพื้นที่ยุทธศาสตร์สร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกแหลมริ่ว ที่หลายฝ่ายคาดการณ์จะมีการถมทะเล 5,800 ไร่ ไม่เกิน 20 กิโลเมตร ทำให้ชาวประมงที่นี่ต่างสะท้อนถึงความกังวล ผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล

“พอสร้างท่าเรือ เอาดินมาถมทะเล มันก็เป็นตะกอน น้ำก็จะขุ่น ปลา ปู สัตว์น้ำได้กลิ่นมันไม่อยู่หรอก หมดสิ้นเลยทะเลแถบนี้”
“เรือเล็ก ๆ แบบเรา หากินได้ไม่ไกล แค่แถบชายฝั่ง ท่าเรือใหญ่เข้ามา ก็มีน้ำมันรั่ว โรงงานอุตสาหกรรมมาอีก มันก็มีผลต่อสัตว์น้ำ พวกสัตว์เล็ก ๆ มันก็จะถอยหายไป มีผลกระทบแน่ๆต่อการประมงพื้นบ้าน”
“ทำประมงกันมาทั้งชีวิต อายุก็ปูนนี้แล้ว อย่างอื่นทำไม่ได้แล้ว จะเอาดินมาถมทะเล ผลกระทบหนัก ต่อไปชาวเล ชาวเรืออย่างเราจะกินอะไรอ่ะ ถ้าจะพัฒนาจริง ๆ มาพัฒนาต่อยอดทะเลที่ดีอยู่แล้วดีกว่าไหม”
“ไม่เห็นด้วยโครงการนี้ เพราะสร้างแล้วมีผลกระทบทางทะเลที่เราหาได้อยู่ทุกวัน ต่อไปลูกหลานเราก็จะหากินยาก ทางทะเลไม่มีให้กินแล้ว”
ในมุมมองของผู้นำชุมชน เห็นว่า โครงการที่รัฐจะเดินหน้าไม่ยั่งยืน เมื่อพิจารณาดูในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจะได้งานตรงไหน ? เพราะที่ผ่านมา เห็นกันอยู่ว่าที่ จ.ระยอง บริษัทโรงงานไม่มีคนไทยเลย ถ้าหากมีโครงการแบบนี้ขึ้นมา ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานของรัฐ เพราะแม่แต่งรายงาน EHIA ที่ไปสำรวจเรื่องสัตว์หน้าดินพื้นทะเล บอกว่า จุดที่จะเดินหน้าโครงการ มีแค่ 1 ชนิด 7 ตัว ต่อ ตารางเมตร จะเป็นไปได้อย่างไร ตนจึงชวนนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลไปสำรวจพบข้อมูลตรงข้ามเหมือนฟ้ากับเหว เพราะเจอสัตว์หน้าดินพื้นทะเลกว่า 100 ชนิด กว่า 300 ตัว ต่อตารางเมตร ข้อมูลทุกอย่างในรายงานจึงไม่สะท้อนความจริง ไม่ชัดเจน

“ในความคิดส่วนตัวผม ผมไม่เชื่อหน่วยงาน สิ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือ ผมมีความกังวล ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางเสียง มลพิษทางอากาศ น้ำเสียอะไรหลายอย่าง นี่คือพี่น้องชาวประมงเราเป็นห่วง ผมในฐานะนายกสมาคมประมงพื้นบ้าน จ.ชุมพร ผมไม่อาจตัดสินใจแทนสมาคมฯ ทั้งหมดได้ แต่ในความคิดส่วนตัวผมไม่อยากเห็น ถ้ารัฐมาเหลียวมองชุมชนหนุนเสริมชุมชน เพิ่มอาวุธทางปัญญาให้กับชุมชน คนไทยต้องเป็นแถวหน้า และสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศไทยก็คือครัวของโลกเราอยากจะรักษาคำนี้ให้มันยั่งยืน เราไม่อยากจะเอาสิ่งที่มันไม่เห็นในอนาคต มาแลกกับปัจจุบันที่เราดียิ่ง ๆ อยู่แล้ว ก็ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย”
วิสุตร เผยสิ่งที่อยากเห็น
เป็นเมืองรอง แต่ทรัพยากรที่ปากน้ำหลังสวน ไม่เป็นรองใคร
จาก ต.บางมะพร้าว มายัง ต.ปากน้ำ อ.หลังสวน ที่นี่นอกจากได้สัมผัสวิถีประมงชายฝั่ง ยังมีร้านอาหารใต้และร้านอาหารซีฟู๊ด รองรับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ ริมฝั่ง และร้านชื่อดังดั้งเดิม
เรามีโอกาสตามไปถึงก้นครัว ร้านอาหารโกเหลียง&มายา Seafood restaurant & bar ปากน้ำ หลังสวน ชุมพร เจ้าของร้าน คือ โกเหลียง-ณัฐพงศ์ แหลมเพชร และ ธมลวรรณ อินดารา หลานสาว ซึ่งเป็นเชฟรุ่นใหม่ กำลังแล่ปลาเพื่อเสิร์ฟเมนูซาชิมิ

โกเหลียง บอกว่า วัตถุดิบในร้าน คือปลาที่หาได้ในทะเลอ่าวไทย ปากน้ำ หลังสวน โดยโกเหลียงออกเรือไปตกมาเอง ใช้วิธีคงความสด ด้วยการ อิเคจิเมะ รีดเลือดปลา ช่วงนี้ ได้ทั้ง ปลาโฉมงาม ปลาใบไม้ ทูน่า หรือ Longtail tuna จัดเมนู ซาชิมิจานรวม เพิ่มมูลค่าให้กับอาหารทะเลได้ 6-10 เท่าเลยทีเดียว

นอกจากเพิ่มมูลค่า โกเหลียง ยังตอกย้ำว่า ทะเลอ่าวไทย ปากน้ำหลังสวน มีความอุดมสมบูรณ์ และหลักการที่ร้าน คือ จับปลามาแค่พอขาย หมดค่อยออกไปจับใหม่ ไปทุกครั้งได้ทุกครั้ง ถ้าไม่สมบูรณ์จริง จะไม่มีให้จับแบบนี้แน่นอน
“ปลาเราเอามาใช้เฉพาะพอใช้ที่ร้านเป็นคราว ๆ เท่านั้นได้ปลาอะไรมา ก็จะใช้เฉพาะปลาตัวนั้นแล้วก็พอหมดค่อยออกหาใหม่นี่คือสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดหรือว่าบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลหลังสวน”
โกเหลียง ย้ำ





ที่ร้านยังรับซื้อวัตถุดิบจากประมงพื้นบ้านในราคาที่เป็นธรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสด ๆในร้าน การทำประมงพื้นบ้านและร้านอาหารมาเกือบ 20 ปี ทำให้ โกเหลียง มองว่า ทิศทางการพัฒนาควรจะต่อยอดจากต้นทุนคุณค่ามูลค่าของทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ ให้มีความมั่นคงยั่งยืน
ส่วนโครงการขนาดใหญ่อย่าง แลนด์บริดจ์ ที่จะสร้างสะพานเศรษฐกิจ ถมทะเล ที่แหลมริ่ว อยู่ไม่ห่างจากปากน้ำหลังสวนนั้น มองว่า ไม่คุ้มค่า และจะทำลายต้นทุนทรัพยากรที่สมบูรณ์ ชีวิตของผู้คนริมชายฝั่ง และทั้งห่วงโซ่การท่องเที่ยว
“ผมมีความกังวล ผมเชื่อว่าพวกผมซึ่งเป็นชุมชนประมง 70% เป็นประมงชายฝั่งขนาดเล็ก จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ เท่าที่ทราบมาท่าเรือแลนด์บริดจ์ สามารถรองรับได้ 20,000,000 ตู้ ต่อปี ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่มากเพราะฉะนั้นในขนาดที่ทำท่าเทียบเรือ 5,800 ไร่ จะมีการขุด การถม ซึ่งจะทำให้เกิดตะกอนดินที่ฟุ้ง ซึ่งพื้นที่บ้านผมเป็นปะการังใต้น้ำ กองหินใต้น้ำ ซึ่งจะอ่อนไหวมากสำหรับตะกอนดิน ที่จะไปปกคลุม ซึ่งจะทำให้ปะการั งและสิ่งมีชีวิตบนกองหินตาย เป็นการทำลายแหล่งอนุบาลปลา แหล่งของอาศัยของปลาไปในคราวเดียว ซึ่งเชื่อว่าในขั้นตอนการก่อสร้าง 5 ปีแรก พวกเรือเล็ก ๆ แถวบ้านผมกระทบแน่ เขาจะปรับตัวไม่ทัน”
โกเหลียง แสดงความกังวล
ส่วนที่อ้างว่า จะมีตำแหน่งงานรองรับเป็นแสนตำแหน่ง เชื่อว่าต่อไปในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า จะมีเรื่องของหุ่นยนต์เข้ามาแทน เรื่อง Ai เข้ามาแทนในการควบคุมระบบการทำงานของโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งคนที่นี่จะเข้าไม่ถึงในเรื่องของแรงงาน ตำแหน่งที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะเกิดปัญหาในการดำรงชีวิต ในการหารายได้ของคนในพื้นที่
เกาะพิทักษ์…เกาะเล็ก 100 ล้าน
เสน่ห์วิถีชุมชน ความงามธรรมชาติ อากาศไร้มลพิษ จุดขายดึงนักท่องเที่ยว
มาจากที่ไหนกันคะ ?
นักท่องเที่ยว : มาจากชลบุรี
ทำไม ? มาเที่ยวที่นี่ ชอบอะไร ?
นักท่องเที่ยว : อากาศดี บริสุทธิ์ ทะเลสวย ประทับใจ นี่มาเที่ยวเป็นครั้งที่ 2 แล้วค่ะ

นี่คือคำตอบที่ยืนยัน ถึงจุดเด่นและเสน่ห์ธรรมชาติของเกาะพิทักษ์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากฝั่งทะเลตะวันออก ให้มาเยือนทะเลแดนใต้ เกาะพิทักษ์เที่ยวได้ตลอดทั้งปี อยู่ไม่ห่างจากฝั่ง ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 10-15 นาที
สิ่งที่เป็นเสน่ห์ชุมชน ชวนให้สัมผัสจุดแรก คือ วิถีประมงผู้หญิง ที่แม้ไม่ได้ออกเรือ ก็จะมานั่งหาหอยเจาะ หรือหอยนางรม ที่เกาะหินและมีให้เก็บตอนน้ำลด ได้ทั้งกับข้าว และรายได้ไม่น้อยเลย เพราะขายได้กิโลกรัมละ 200 บาทเลยทีเดียว


ระหว่างเดินเที่ยวบนเกาะ พบกับชาวบ้านกำลังนั่งแกะปู ปราณี แก้วสถิตย์ วัย 70 ปี บอกกับเราว่า จริง ๆ ตอนนี้ยังออกเรือวางอวนปูเอง ได้ขายทั้งปู และรับจ้างแกะ วันนึงมีรายได้ 2 เด้ง ไม่น้อยกว่า 500-1,500 บาท
ชาวประมงที่นี่เขาออกหาหมึกหอมได้ทั้งปี จึงเห็นบรรยากาศที่ชาวบ้านเขาซ่อม เขาเตรียมลอบจับหมึกไว้ให้พร้อม พวกเขายังมีรายได้จากการพานักท่องเที่ยวไปตกหมึก ตกปลาอินทรี ได้นำมาทำกับข้าวกินกันสด ๆ


ที่นี่ไม่ใช่แค่หา แต่ทำการอนุรักษ์ควบคู่ไปด้วย บนกติกาการใช้เครื่องมือประมงที่ไม่ทำลายล้าง และยังมีการรณรงค์ ช่วยกันจัดการและเก็บขยะอย่างต่อเนื่อง
เราพูดคุยกับ อรอนงค์ เย็นบางสะพาน หนึ่งในผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ยืนยันว่า เสน่ห์การท่องเที่ยวชุมชน ที่นี่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นทุกปี สร้างรายได้รวมต่อปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

“จากการเปรียบเทียบปีนี้ กับปีที่แล้ว มันมีความเติบโตขึ้นมาก มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก นักท่องเที่ยวที่มาแบบสนใจในเรื่องของการใช้ชีวิต มาสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน เขาบอกเราว่าเกาะพิทักษ์มีเสน่ห์ในเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องของคุณภาพอาหารทะเลสด ๆ จากเรือประมงพื้นบ้าน และเกาะพิทักษ์ฝุ่นควันเราไม่มี มลพิษเราไม่เจอ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตธรรมชาติกันจริง ๆ”
อรอนงค์ ขยายความ
แต่ด้วย เกาะพิทักษ์ อยู่ห่างจากพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว และถมทะเล ไม่ถึง 1 กิโลเมตรทางทะเล ทำให้พวกเขาต่างกังวลผลกระทบ

“กังวลกระทบเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านของเรากระทบแน่นอนอยู่แล้วตรงนี้ก็โลกว่าไม่ไกลจากพื้นที่ที่จะสร้างสัตว์ทะเลเนี่ยมันต้องหายไปอยู่แล้วเพราะเราจับไม่ได้เพราะเรือสัญจรไปมาออกไปจำไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นอาชีพอื่นเราก็ออกไปไม่ได้อยู่แล้วมันจะมีสารปนเปื้อนอะไรต่ออะไรมีน้ำมันรั่วสัตว์ทะเลมันต้องอพยพอยู่แล้ว เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ไปเลย”
จักรพันธุ์ ดีดวงพันธ์ : ชาวเกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร
“ไม่อยากได้ เพราะแก่แล้ว ออกประมงไม่ได้ ทีนี้ไม่มีจะกิน ต้องอดตายแน่ ก็เดี๋ยวเรือใหญ่มาวิ่ง ไหนจะน่ำมันรั่ว เรือเล็กแบบเราไม่กล้าอกแล้ว”
ปราณี แก้วสถิตย์ : ชาวเกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร
แลนด์บริดจ์…จะคุ้มค่าแค่ไหน ? ยังเต็มไปด้วยคำถาม แต่ภาพชัดเจนที่สุดตอนนี้ คือ คุณค่าความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากร ที่สร้างความมั่นคงอาชีพ เศรษฐกิจ รายได้ และความมั่นคงทางอาหาร ที่จับต้องได้จากหน้าบ้านทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะแค่คนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ แต่นี่คืออนาคตและความมั่นคงทางอาหาร บนต้นทุนทรัพยากรของคนทั้งประเทศ

