ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหนึ่งในหลักคิดสำคัญของความพยายามนำไปสู่การเดินหน้า ปฏิรูปการศึกษาไทย คือ ทำอย่างไร ? ให้โรงเรียน ครู และผู้เรียน มีอิสระมากพอที่จะออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับบริบทของตัวเอง
หนึ่งในความพยายามที่ตอบคำถามนี้ คือ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 หรือ Education Sandbox ที่เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนนำร่องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการ การเลือกและพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการปรับเนื้อหา ตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของผู้เรียน แทนการใช้รูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ
จากจุดเริ่มต้นในปี 2562 ที่มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ, เชียงใหม่, ระยอง, กาญจนบุรี, สตูล และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส, ปัตตานี และ ยะลา ก่อนขยายเพิ่มอีก 11 จังหวัดในปี 2565 ได้แก่ กรุงเทพฯ, กระบี่, จันทบุรี, ตราด, ภูเก็ต, แม่ฮ่องสอน, สงขลา, สระแก้ว, สุโขทัย, สุราษฎร์ธานี และ อุบลราชธานี จากนั้นจึงเพิ่ม บุรีรัมย์ ในปี 2567
ปัจจุบัน ในปี 2569 มีโรงเรียนเข้าร่วมพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาประมาณ 1,000 แห่ง ใน 20 จังหวัด สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง “การกระจายอำนาจทางการศึกษา” ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในห้องเรียนและโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ
ภายหลังทดลองเดินทางมา 7 ปี กฎหมายฉบับนี้ก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สิ้นผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เพื่อขยายเวลาการใช้บังคับกฎหมายออกไปอีก 7 ปี
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไร ? จากโรงเรียนที่มีอิสระมากขึ้น อะไร ? คือสิ่งที่ทำได้จริง หรือยังมีข้อจำกัด รวมถึงบทเรียนจากพื้นที่เหล่านี้จะถูกนำกลับมาเปลี่ยนระบบการศึกษาทั้งประเทศได้อย่างไร ?
นี่คือโจทย์ที่ถูกหยิบมาถกเถียงในเวที NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “The Future We Shape Together” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ครู โรงเรียน นักออกแบบนโยบาย และภาคีเครือข่ายการศึกษากว่า 1,500 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียนจากทั้งระดับนโยบายและการปฏิบัติจริง
ท่ามกลางความพยายามหาคำตอบว่า ถ้าโรงเรียนรู้จักเด็กและบริบทของตัวเองดีที่สุด แล้วระบบการศึกษาไทยควรให้อิสระกับพวกเขาได้มากแค่ไหน ?
ผลลัพธ์จาก ‘แม่คือวิทยา’ โรงเรียนนำร่อง Education Sandbox
โรงเรียนแม่คือวิทยา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องตั้งแต่เริ่มมีโมเดลพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) โดยมีจุดเน้น “การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความหมายให้นักเรียน” เริ่มจาก
- ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 ให้อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น
- ระดับประถมศึกษาปีที่ 4–6 ค้นพบความสามารถ-ทักษะที่ถนัดของตนเอง
- ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 ค้นพบอาชีพที่ตนเองสนใจ และลงมือปฎิบัติ
รัชนีพร ใยประดิษฐ์ ศิษย์เก่าโรงเรียนแม่คือวิทยา ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล สะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางการค้นพบตัวตนและการเติบโตจากระบบการศึกษาเชิงพื้นที่ว่า ในช่วงแรกของการเรียนรู้ เธอเกิดความขัดแย้งระหว่างความชอบส่วนตัวกับการตีกรอบของสังคมรอบข้าง เธอเป็นเด็กที่รักการสื่อสาร การพูด และการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมาตั้งแต่เด็ก ทว่าค่านิยมของผู้ใหญ่รอบตัวที่ยึดติดกับผลการเรียนในระบบกระแสหลัก มักสร้างแรงกดดันและตั้งคำถามว่าการทำกิจกรรมจะทำให้เสียการเรียนหรือไม่

คำพูดเชิงลบและคำถามเหล่านั้นส่งผลให้เธอค่อย ๆ สูญเสียความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าตอบคำถามในชั้นเรียน และหยุดการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
จนกระทั่งโรงเรียนแม่คือวิทยา ได้ริเริ่มปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนรู้ใหม่ โดยเฉพาะในช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะและการแสวงหาความสามารถความถนัดของตนเอง
การเปิดพื้นที่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของรัชนีพร ทำให้เธอค้นพบ ความถนัดด้านดนตรี จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมวงโยธวาทิตและฟอร์มวงดนตรีสตริงเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73 จนได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง
ประสบการณ์และความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่คืนความมั่นใจให้กับตัวเธอ แต่ยังพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่และสังคมรอบข้างเห็นเชิงประจักษ์ว่า นิยามของเด็กเก่งไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่เกรดเฉลี่ยหรือความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบและพัฒนาความเก่งในแบบฉบับของตนเอง
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา ทางโรงเรียนได้ต่อยอดการเรียนรู้เชิงอาชีพ ร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ทำให้เธอได้เรียนรู้ทักษะวิชาชีพจริงรวมถึงวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ซึ่งไม่ได้สอนเพียงการใช้งานทั่วไป แต่สอนการประยุกต์ใช้เพื่อประกอบอาชีพในยุคดิจิทัล ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสะพานเชื่อมให้เธอตัดสินใจศึกษาต่อสายอาชีพ และตั้งเป้าหมายสู่การเป็น Software Engineer ในอนาคต
เธอย้ำว่า “การศึกษาเปรียบเสมือนการบ่มเพาะต้นไม้” เด็กแต่ละคนเปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ต่างสายพันธุ์และมีความต้องการไม่เหมือนกัน บทบาทของระบบการศึกษาจึงไม่ใช่การสร้างเบ้าหลอมหรือกำหนดผลลัพธ์สำเร็จรูป แต่คือการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุน ทั้งดิน แดด น้ำ และโอกาส เพื่อให้รากฐานของเด็กแต่ละคนหยั่งลึกอย่างมั่นคงและเติบโตได้อย่างสง่างามในเส้นทางของตนเอง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้อย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับ รมิตา ลุงชู่ อดีตนักเรียนโรงเรียนแม่คือวิทยา ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้น ปวช.1 สาขาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ ได้เล่าถึงประสบการณ์ในอดีตที่เคยเป็นคนพูดน้อย ขาดความมั่นใจ และสับสนในเป้าหมายชีวิตจากการเรียนในระบบเดิมที่เน้นการนั่งฟังในห้องเรียนมากกว่าการปฏิบัติจริง

อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องสถานะทางสัญชาติที่ทำให้ลังเลในการเลือกสายการเรียน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้เรียนหลักสูตรวิชาชีพผ่านความร่วมมือ (MOU) ระหว่างโรงเรียนแม่คือวิทยากับวิทยาลัยสารพัดช่าง โดยได้ลงมือปฏิบัติจริงในกลุ่มวิชาอาหารว่าง ขนมไทย เครื่องดื่ม และงานฝีมือ เธอก็จนค้นพบความสุขและความถนัดของตนเอง และตัดสินใจเบนเข็มเข้าสู่สายอาชีวะอย่างมั่นใจ
รมิตา เล่าว่าได้รับการส่งเสริมให้เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขัน Science Show แม้จะมาจากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอุปกรณ์จำกัด แต่ด้วยการฝึกฝนจากคุณครู ทำให้สามารถเป็นตัวแทนภาคเหนือเข้าแข่งขันระดับประเทศ และพัฒนาทักษะการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก ตลอดจนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างก้าวกระโดด
เท่ากับว่า ข้อจำกัดด้านโครงสร้างทางสังคม เช่น การไร้สัญชาติ และขนาดของสถานศึกษา ไม่ใช่อุปสรรคต่อศักยภาพของเด็ก หากได้รับการสนับสนุนจากระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ การจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) และการร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ช่วยให้นักเรียนเห็นทางเลือกในชีวิตที่จับต้องได้จริงก่อนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ
ไม่ต่างจาก ว่าที่ร้อยตรี วสันต์ วันกาล หรือ ครูกอล์ฟ ศิษย์เก่าอีกคนจากโรงเรียนแม่คือวิทยา ได้เล่าถึงโรงเรียนว่านักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ติดตามผู้ปกครองมาทำงานในพื้นที่ เดิมทีโรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง เปรียบเสมือนนกที่อยู่ในกรงและรอรับอาหาร
แต่เมื่อมีกฎหมายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานี้เข้ามา โรงเรียนจึงกล้าที่จะปลดล็อกตนเองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งระบบด้วยการจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับโลกอนาคตได้ด้วยตนเอง

โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นเนื้อหาวิชาการ มาเป็นการค้นหาความสามารถความชอบของตนเองแล้วสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพ
พร้อมทั้งได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาวะ เช่น PATH, ECPAT และ Save the Children ในการพัฒนาระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ควบคู่ไปกับความสุขและการนำไปใช้งานได้จริง
ตัวอย่างจาก โรงเรียนแม่คือวิทยา จ.เชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของโมเดลนำร่องนวัตกรรมการศึกษานี้ไม่ได้อยู่ที่คะแนนวัดผล นวัตกรรม หรือรางวัล แต่อยู่ที่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นักเรียนไร้สัญชาติ นักเรียนครอบครัวเปราะบางได้เข้าถึงความรู้และค้นพบความสามารถของตนเอง ทำให้นักเรียนที่เคยขาดความเชื่อมั่นและไม่เห็นคุณค่าในตนเอง สามารถยืนหยัดอย่างมั่นใจและรู้แนวทางในการใช้ชีวิต นำทักษะและสมรรถนะไปประกอบอาชีพและศึกษาต่อได้จริง
‘การเรียนรู้เชิงพื้นที่’ เริ่มได้จากอัตลักษณ์-วัฒนธรรม
แม้ จ.พังงา จะยังไม่ได้ถูกประกาศ ให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาตาม พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 แต่หน่วยงานการศึกษาในจังหวัดพังงา เช่น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้ดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา การจัดทำนวัตกรรมและการเรียนรู้เชิงพื้นที่ เช่น โครงการ IFTE หรือการประกวด Best Practice
จุมพล ทองตัน ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพังงา ศิลปินผู้ขับเคลื่อนการศึกษาระดับพื้นที่ สะท้อนถึงความหวังในการเรียนรู้เชิงพื้นที่ โดยเริ่มจากสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวในวัยเรียน เขากล่าวว่าตัวเองเคยถูกมองว่าเรียนไม่เก่งในหมวดวิชาการสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนมองเห็นคุณค่าความสามารถด้านดนตรีและมอบรางวัลนักดนตรีดีเด่นให้

การยอมรับในครั้งนั้นทำให้เขาเกิดความ อิน และมี แรงบันดาลใจ ในการนำทักษะทางศิลปะไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จในวิชาชีพ นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงบริบทของจังหวัดพังงาซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม เปรียบเสมือนแหล่งบ่มเพาะต้นกำเนิดของศิลปะทุกแขนง ซึ่งควรถูกนำมาใช้เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่
จุมพล ยังยอมรับถึงความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายแผนการศึกษาชาติที่ต้องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม กับสภาพความเป็นจริงในหลักสูตรที่ยังคงเน้นหนักแต่วิชาการและการท่องจำ โดยให้สัดส่วนวิชาศิลปะน้อยมาก
พร้อมหยิบยกแนวคิดของนักปราชญ์ระดับโลก เช่น ลีโอนาร์โด ดา วินชี, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ เฮราคลิทุส เพื่อตอกย้ำว่า วิทยาศาสตร์และศิลปะต้องทำงานควบคู่กันอย่างสมดุล การเรียนรู้ผ่านความรู้สึก จินตนาการ และศิลปะ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลุกสมองซีกขวา ทำให้เด็กไทยมีทักษะสร้างสรรค์ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถทดแทนได้
เขาได้ยกตัวอย่าง “กองทุนพี่ร้องให้น้องได้เรียน จังหวัดพังงา” ซึ่งสร้างระบบนิเวศความร่วมมือ 4 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และประชาสังคม โดยใช้การจัดคอนเสิร์ตระดมทุนเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาต่อเนื่องจนจบปริญญาตรีแก่เด็กที่มีแววด้านสุนทรียศาสตร์ 4 สาขา (ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ วรรณศิลป์ นาฏศิลป์) พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน และสร้างพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความสามารถจริงบนเวที
พร้อมยกอย่าง น้องฟิล์ม เด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์ด้านการเป่าขลุ่ย ซึ่งแม้ภายหลังจะเลือกศึกษาต่อด้านพยาบาลเพื่อกลับมาดูแลบิดาที่พิการ แต่ดนตรีและศิลปะก็ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือขัดเกลาจิตใจ เสริมสร้างความเข้มแข็ง และสร้างสมดุลชีวิตให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

โดยย้ำว่า การเรียนรู้เชิงพื้นที่ (Area-Based Learning) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ได้เริ่มจากการยัดเยียดเนื้อหาเชิงวิชาการ แต่เริ่มจากการดึงอัตลักษณ์และต้นทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้เรียนมาแปลงเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่มีความหมาย
การที่เด็กจะเกิดความ อิน จำเป็นต้องมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นความรู้สึกเชื่อมโยงกับถิ่นฐานตนเอง การนำศิลปวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์มาผสานเข้ากับการจัดการศึกษาท้องถิ่น จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของวิชาเสริม แต่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาสมองส่วนความคิดสร้างสรรค์
โมเดลการขับเคลื่อนการศึกษาที่ใช้พื้นที่เป็นฐานและอาศัยพลังการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน แสดงให้เห็นถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบงบประมาณและโครงสร้างแบบรวมศูนย์จากส่วนกลาง
และการมอบทุนควบคู่กับการปลูกฝังจิตอาสาและการคืนประโยชน์สู่ชุมชน ช่วยเปลี่ยนบทบาทของเด็กจากการเป็นเพียงผู้รับโอกาสไปสู่การเป็นผู้ร่วมพัฒนาเมืองและขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง
ถึงตรงนี้ Education Sandbox อาจไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น พื้นที่ทดลอง ของโรงเรียนบางแห่ง แต่ควรเป็นบททดสอบว่า ระบบการศึกษาไทยพร้อมจะคืนอำนาจการออกแบบการเรียนรู้ให้คนในพื้นที่มากแค่ไหน ? เพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนจำนวนมากได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อมีพื้นที่ให้คิด ตัดสินใจ และออกแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับเด็กและบริบทของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้จริง
ทำอย่างไร ? ให้บทเรียนจาก Sandbox จะไปไกลกว่านี้ โดยเปลี่ยนจากพื้นที่ทดลอง สู่การเปลี่ยนกติกาและกรอบคิดของทั้งระบบการศึกษา ทำให้เกิดความยืดหยุ่น มีอิสระ และฟังเสียงของคนหน้างาน จะกลายเป็นเรื่องปกติของการศึกษาไทยสักที

