สวัสดิการเลือกคน : บัตรคนจนเกณฑ์ใหม่…เมื่อนักเรียน นักศึกษาไทย “ไม่มีสิทธิ์จน” ?

4 มิถุนายน 2569 คือวันแรกของการเปิดลงทะเบียน และยืนยันสิทธิ์ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นกันในชื่อ บัตรคนจน รอบใหม่ ซึ่งมาพร้อมเกณฑ์คัดกรองที่เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้มีรายได้น้อยที่รัฐมองว่า เข้าเกณฑ์ อย่างแท้จริง

แต่ท่ามกลางความพยายามคัดแยกระหว่าง “คนยากจน” กับ “คนอยากจน” กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกตัดออกจากระบบ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้พิสูจน์ความเดือดร้อนของตัวเอง นั่นคือ นักเรียน นักศึกษา

ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่ แม้จะมีอายุเกิน 18 ปี ไม่มีรายได้เพียงพอ หรือกำลังเผชิญภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจเพียงใด สถานะความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้หมดสิทธิ์เข้าถึงสวัสดิการชิ้นนี้ทันที

การคงเงื่อนไขห้ามนักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ สะท้อนแนวคิดของรัฐที่มองว่ากลุ่มดังกล่าวควรได้รับการดูแลผ่านระบบการศึกษา หรือสวัสดิการรูปแบบอื่น ๆ เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือกองทุนต่าง ๆ ตามแต่ละสถานศึกษา แต่ก็ทำให้เกิดคำถาม ว่า นักเรียนและนักศึกษาที่เผชิญความยากจนด้วยตนเองยังมีพื้นที่ในระบบสวัสดิการแห่งรัฐมากน้อยเพียงใด ?

จากเหตุผลดังกล่าว จึงไม่ต่างจากการบอกว่า “นักเรียนไทยไม่มีสิทธิ์จน” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ชีวิตจริงของนักเรียนกลับมีหลากหลายมิติของ ความจน ที่ก้าวพ้นไปจากการเป็นเพียงแค่นักเรียน นักศึกษา  

เพราะเป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ได้แปลว่า ‘ไม่จน’!

จากรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กศส.) พบว่านักเรียนจากครอบครัวยากจนพิเศษในระดับอนุบาล ถึง มัธยมศึกษาตอนต้น มีมากถึง 1,348,735 คน ซึ่งนักเรียนจากกลุ่มนี้ จะมีเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้น (13.37%) ที่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ

นักเรียนกลุ่มนี้ยังพบว่า มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพียง 1,113 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 37 บาทเท่านั้น ในขณะที่นักเรียนต้องแบกรับรายจ่ายเพื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา เฉลี่ย 13,200-29,000 บาท ซึ่งมากกว่ารายได้เฉลี่ยของนักเรียนกลุ่มนี้ถึง 12 เท่า 

“ช่วงที่ผมเตรียมอ่านหนังสือสอบ ที่บ้านผมก็มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะอยู่แล้ว ผมเลยต้องออกไปทำงานพิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาทางบ้าน”

เป็นเหตุผลที่ทำให้ นิสิต ชั้นปีที่ 4 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนหนึ่งตัดสินใจหางานพิเศษทำเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัว เขาเปิดใจกับ The Active ว่า เคยได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาก่อนหน้านี้ในรอบปี 2565 ในช่วงนั้นกำลังอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ แต่ครอบครัวก็มีภาระค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าจะสนับสนุนความฝันของตัวเองได้อย่างสะดวกสบาย จึงต้องออกไปทำงานพิเศษระหว่างการเตรียมสอบ และได้ตัดสินใจลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในนั้น เพื่อหวังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัว

แม้ความฝันในการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยของเขาทำได้สำเร็จ แต่สิ่งที่แลกมา คือ ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะมีทั้ง ค่าเช่าหอพักบริเวณใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เขาจึงต้องหาหอพักที่ไกลออกไป และเดินทางเข้ามาเรียนด้วยขนส่งสาธารณะ ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีส่วนช่วยเขาอย่างมากที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง

สำหรับนิสิตคนนี้แล้ว เขายืนยันเลยว่าไม่ใช่เยาวชนทุกคนจะมีความพร้อม โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพสูงขนาดนี้ การมีสวัสดิการเข้ามาช่วย มีส่วนช่วยลดรายจ่าย และทำให้อย่างน้อยการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่หนักจนเกินไป และความจริงแล้วเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีพร้อม พวกเขาก็ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง เพื่อไปให้ถึงฝันโดยเฉพาะด้านการศึกษา ดังนั้นการกำหนดเกณฑ์ใหม่ที่เกิดขึ้น อาจไม่เป็นธรรมมากนักสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง

“เหมือนเขามองข้ามกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาที่ยากจนออกไปเลย เพราะผมและเพื่อน ๆ อีกหลายคนก็ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียนเหมือนกัน ไม่ได้มีผู้ปกครองช่วยซัพพอร์ตขนาดนั้น”

นิสิตคนนี้สะท้อนมุมมอง

เขายังมองว่าการเพิ่มเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เข้มงวดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะงบประมาณจะได้ไปถึงกลุ่มคนยากจนจริง ๆ แต่การพิจารณาไปที่ สถานะ ของนักเรียน-นักศึกษา มากกว่า ปัจจัยด้านรายได้ ที่อยู่อาศัย หรือปัจจัยอื่น ๆ ก็เหมือนเป็นการมองข้ามกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่มีสถานะยากจนจริง ๆ ไป

ถึงเป็นนักศึกษา แต่ไม่ได้แปลว่า ‘มีคนดูแล’

ความคาดหวังของรัฐบาล ที่มองว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษา มีสถานะที่ต้องถูกดูแลโดยผู้ปกครองนั้น อาจเป็นการมองสถานะของนักเรียนอย่างผิวเผิน เพราะในความเป็นจริง ความยากจนในกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา มีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้น

นิสิตคนนี้ ยังเป็นคนหนึ่งที่ตัดสินใจกู้ กยศ. เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอม และค่าใช้จ่ายรายเดือนอีกทาง แต่สำหรับเขาแล้ว การได้รายรับต่อเดือน เพียง 3,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในกรุงเทพฯ เพราะเงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปกับค่าเช่าหอหมดแล้ว ทำให้ต้องทำงานพิเศษเพิ่มเติม เพื่อให้รายรับครอบคลุมกับรายจ่ายอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นทุกวันด้วย

อีกทั้งกระบวนการการกู้ยืมเงิน กยศ. ก็มีขั้นตอนที่ซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการโอนเงินค่าครองชีพที่ล่าช้า โดยนักศึกษาต้องลงทะเบียนและแนบเอกสารในระบบเพื่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบก่อนที่จะส่งต่อไปยัง กยศ. เพื่ออนุมัติ

โดยค่าใช้จ่ายรายเดือนงวดแรก จะโอนไปยังบัญชีนักศึกษา ภายใน 7 วันหลังจากการยืนยันสิทธิ์ แต่ปัญหาคอขวดมักจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยต้องส่งเอกสารไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะโอนเงินค่าใช้จ่ายเดือนถัดไป แต่ด้วยความที่ธนาคารต้องพิจารณาผู้กู้จำนวนมาก บวกกับเอกสารที่ล่าช้าตกหล่น ทำให้ค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือค่าเทอมของนักศึกษา มักจะเกิดความล่าช้าในการโอน ส่งผลให้นักศึกษาจำนวนมากประสบปัญหากับภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับในแต่ละเดือน 

แม้จะมีข้อจำกัด และคอขวดในทางปฏิบัติ แต่ในความเป็นจริง เงิน กยศ. ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงทุนการศึกษาเท่านั้น เพราะได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกพยุงเศรษฐกิจของครัวเรือนรายได้น้อยจำนวนมากเช่นกัน

สร้างความชอบธรรมที่ปราศจากการยึดโยงความเป็นจริง

ธวัช มณีผ่อง ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้มุมมองว่า ในวิกฤตเศรษฐกิจของครัวเรือน มีการนำรายได้จาก กยศ. ไปรวมกับรายได้เฉลี่ยของครอบครัว เพื่อกระจายรายได้ให้กับสมาชิกครอบครัวทุกคนที่ตกอยู่ในสภาวะ “ปริ่มน้ำ” ให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

อีกทั้งการมองภาพ นักเรียน-นักศึกษา อาจต้องมองผ่านหลายบริบท อย่างเด็กในเมืองหลวง มักจะเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่า อันเนื่องมาจากสถานะทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า ในขณะที่เด็กต่างจังหวัด กลับต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะเข้าถึงการศึกษา

ความพยายามในการให้เหตุผลว่า นักเรียน-นักศึกษา มีผู้ปกครองดูแลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงเป็นการ สร้างความชอบธรรมที่ปราศจากการยึดโยงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีนักเรียนในกลุ่มยากจนพิเศษ สูงถึง 38.77% ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของนักเรียนกลุ่มนี้ที่ต้องเผชิญกับสภาวะ ครอบครัวแหว่งกลาง ที่พ่อแม่หายไปจากโครงสร้างการอาศัยอยู่ร่วมกันภายในครอบครัว อันเนื่องมาจากการหย่าร้าง เสียชีวิต หรือการอพยพย้านถิ่นเข้ามาขายแรงงานในเมืองใหญ่ ซึ่งในครอบครัวยากจนนั้น การเลี้ยงดูทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และการมีปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัว อาจไม่เกิดขึ้นตามที่กระทรวงการคลังคาดหวังไว้

เมื่อ ‘บัตรคนจน’ ไม่เท่ากับ ‘บัตรแก้จน’

นักวิชาการ ยังช่วยตีกรอบความเข้าใจในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าสวัสดิการนี้ไม่ใช่ เครื่องมือแก้จน แต่เป็นเพียง เครื่องมือพยุงชีพ ในยามวิฤต ดังนั้นการตั้งโจทย์ของนโยบายนี้ จึงไม่ควรคาดหวังในการยกระดับรายได้หรือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ควรเน้นไปที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ให้สามารถพอประทังชีวิตอยู่ได้บนมาตรฐานการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน

“กระบวนการการคัดกรองคนจน การสร้างกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น ก็เปรียบเหมือนกับการ เลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ กลไกการคัดเลือกของรัฐเหล่านี้ เป็นเหมือนกำแพงที่ทำให้คนจนตัวจริงตกหล่นออกจากระบบ โดยปัญหาของการคัดกรองคนจนนั้นเริ่มต้นมาจากกระบวนการการได้มาซึ่งข้อมูล ซึ่งฐานข้อมูลและคำจำกัดความของคนจนของแต่ละกระทรวงนั้น ก็แตกต่างกันออกไป และมักจะมีคนที่หลุดออกจากนิยามที่แตกต่างกันเหล่านั้นเสมอ”

ธวัช มณีผ่อง

พร้อมได้ยกตัวอย่าง การสำรวจฐานข้อมูลคนจนของกระทรวงมหาดไทย ว่าใช้กลไกที่พึ่งพิงระบบ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีความเป็นอัตวิสัยสูง ทำให้ถึงแม้จะเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้อย่างลึกซึ้ง แต่ก็ขาดมาตรฐานจนส่งผลให้คนจนจริงจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบ

ธวัช มณีผ่อง ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อีกทั้งการอ้างอิงข้อมูลจาก TP MAP ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของรัฐบาล ก็ยังมีข้อจำกัด โดยยกกรณีศึกษา จากการลงพื้นที่ใน จ.อำนาจเจริญ พบว่า คนจนจริงในพื้นที่ถึง 4,000 คน ในขณะที่ฐานข้อมูลใน TP MAP กลับบอกว่ามีคนจนเพียง 1,700-1,800 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าตกหล่นไปมากถึง 50%

อีกทั้งเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่นั้นเหมือนเป็นการ ล่าแม่มด ผ่านวาทกรรม “คนจนไม่จริง” จึงนำมาสู่การตั้งเกณฑ์การคัดเลือกที่สูงลิ่ว เพื่อหวังคัดเลือกคนจนจริง โดยปราศจากการพิจารณาที่ยึดโยงกับความเป็นจริง เช่น การตัดสิทธิ์พ่อแม่ที่ลูกนำรายชื่อไปลดหย่อนภาษี เพราะมองว่าลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่อยู่แล้ว ซึ่งหลังมีข้อทักท้วง ข้อกังวลจากสังคม ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งทบทวนเรื่องนี้แล้ว รวมถึงการตัดสิทธิ์กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ด้วยเช่นกันที่ก็ยังถูกตั้งคำถามสำหรับเกณฑ์วัดความจนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้

‘รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า’ อุดช่องว่างตกหล่น

เพื่ออุดช่องว่างของกฎเกณฑ์เหล่านี้ ธวัช จึงเสนอ ว่ารัฐต้องใช้ กลไกการเก็บข้อมูลเชิงรุก ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การสำรวจและคัดกรองกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้จริง เพื่อให้คัดกรองได้แม่นยำมากขึ้น

อีกทั้งการเก็บฐานข้อมูลระดับประเทศ ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถสร้างการติดตามคนที่มีความเปราะบางมากขึ้น หรือคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ 

นอกจากนี้การพิสูจน์ซ้ำความจนผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงระบบรัฐสวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ ที่มุ่งเน้นไปที่การคัดกรองและลดทอนมิติชีวิตอันซับซ้อนของมนุษย์ให้ถูกตีตราผ่านบรรทัดฐานทางสถิติเท่านั้น และจากนิยามความจนที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้ การตกหล่น จึงเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ดังนั้น การยกระดับไปสู่ รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จึงเป็นคำตอบที่จะช่วยอุดรูรั่วของการตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเมื่อทุกคนได้รับรัฐสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกันในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐาน การตีตรา และคนจนที่ตกหล่นก็จะหายไป รวมทั้งช่วยให้สวัสดิการเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงแน่นอน

สุดท้ายแล้ว จากการตัดสิทธิ์กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ออกจากการเข้าถึงสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐกำลังนิยาม ความจนผ่านอะไร ? ระหว่างการนิยามผ่าน สถานะทางสังคม หรือ สภาพชีวิตจริงที่ผู้คนต้องเผชิญอยู่

เพราะถึงแม้เกณฑ์การคัดกรองที่เข้มงวดขึ้น อาจช่วยให้งบประมาณสามารถช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนจริงได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านก็อาจผลักกลุ่มเปราะบางบางกลุ่ม ที่ไม่ตรงกับนิยามความจนของรัฐออกไป

ดังนั้นสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบรัฐสวัสดิการจึงไม่ควรถูกตั้งคำถามเพียงว่าคนกลุ่มใดควรได้รับสิทธิ์เหล่านั้น แต่ควรตั้งคำถามว่าระบบรัฐสวัสดิการในประเทศไทย จะสามารถเข้าใจความยากจนที่ซับซ้อนได้เพียงใด โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Author

Alternative Text
AUTHOR

สิริอักษร มะธิปะโน

นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย