หาก “ห้องเรียน” ไม่ได้มีเพียงกำแพงสี่ด้าน แต่สามารถเป็นได้ทั้ง ชุมชน วัด ตลาด หรือ ผู้คนรอบตัว ที่ชวนให้ได้ตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ การเรียนรู้ของเด็กจะเปลี่ยนไปอย่างไร ?
คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม Open House LEARN ไม่นิ่ง ที่ชวนตัวแทนนักเรียนและครูจากโรงเรียน 12 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ออกเดินสำรวจพื้นที่จริง ผ่านชุมชน วัด และโรงเรียน ในพื้นที่ ฝั่งธนบุรี กทม. ไม่ว่าจะเป็น วัดไทร, วัดหนังราชวรวิหาร และ โรงเรียนวัดคลองพิทยาลงกรณ์ เพื่อทดลองเรียนรู้ว่าจริง ๆ แล้วความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 2 โรงเรียน โดยมีทีมครูจากโรงเรียนรุ่งอรุณร่วมเป็นวิทยากร คอยตั้งคำถาม ชวนสังเกต และเติมมุมมองระหว่างการเรียนรู้ ขณะที่ครูจากแต่ละโรงเรียนได้รับโจทย์ให้สังเกตพฤติกรรม และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อนำไปต่อยอดออกแบบการเรียนรู้ในห้องเรียนของตนเอง
วิชาประวัติศาสตร์ชุมชน สำรวจตลาดซื้อของที่ไม่เคยเห็น
ยามเช้าเปิดห้องเรียนวิชาแรกด้วยโจทย์ “จ่ายตลาด” ใน วิชาประวัติศาสตร์ชุมชน ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เดิน ตลาดน้ำวัดไทร โจทย์คือให้เลือกซื้อสินค้าที่ไม่เคยเห็นมาโรงเรียนละ 1 อย่าง ซึ่งเท่ากับว่า 1 กลุ่มจะมีของมานำเสนอ 2 ชิ้น




ของที่เด็ก ๆ ซื้อมาก็มีทั้ง ไม้กวาดทางมะพร้าวแบบมัด, ไม้กวาดดอกหญ้า, อุปกรณ์สอยผลไม้ รวมถึงของกินอย่าง โรตีกรอบ, แปะก๊วย สมุนไพร, ลูกอมมะขาม, ยอดมะพร้าวอ่อนเป็นต้น
แสนดี – ภัทราพร ศิริชัยวงศ์สกุล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตัวแทนจากโรงเรียนชลประทานวิทยา จ.นนทบุรี เล่าว่า กลุ่มของตัวเองตอนไปเดินตลาดได้เลือกซื้อยอดมะพร้าวอ่อนเพราะเห็นว่าแปลก ไม่เคยกินเลยซื้อมาในราคา 40 บาท คนขายแนะนำว่าสามารถนำไปทำต้มยำ แกงเขียวหวานได้ รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับกิจกรรมนี้มาก
เช่นเดียวกับ น้ำริน – ธัญวรินทร์ แสนไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตัวแทนจากโรงเรียนชลประทานวิทยา จ.นนทบุรี ถึงขั้นเอ่ยปากว่ากิจกรรมนี้ “เริดดดเลยแหละ” ไม่คิดว่าสถานที่แบบนี้จะมีอยู่จริง ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากการเรียนในห้อง ดูแปลกใหม่ มีกิจกรรมหลายอย่างให้ทำได้เปลี่ยนบรรยากาศ
อาณัติ ปลอดโปร่ง นักเล่าเรื่องท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ประวัติศาสตร์ชุมชนย่านธนบุรี บอกว่า กิจกรรมนอกห้องเรียนสำคัญมาก ในชุมชนวัดไทรมีผู้คนหลากหลายวัย ตั้งแต่ผู้สูงวัยไปจนถึงคนรุ่นใหม่ ประสบการณ์ของผู้เฒ่าผู้แก่ มีความสำคัญมาก เขาสามารถถ่ายทอดให้เด็ก ๆ รับรู้ได้

“เด็ก ๆ ที่มาก็อยากจะรู้ว่า ความเป็นมาของท้องถิ่นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เขารักและหวงแหนท้องถิ่น และอยากทำงานและพัฒนาท้องถิ่นต่อไป และพื้นฐานของประวัติศาสตร์ชุมชนสำคัญมาก ที่จะให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้”
อาณัติ ปลอดโปร่ง
อาณัติ ยังยกตัวอย่างกิจกรรมเดินซื้อของที่ตลาด มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่จะเข้าร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซึ่งสินค้ามีความแตกต่างกัน และมีความหลากหลาย ซึ่งต่างจากการขายของในตลาดที่คนขายจะผูกพันกับของที่ขายมายาวนานและย่อมรู้ถึงที่มาที่ไป รู้คุณสมบัติของสินค้าที่ขายมากกว่าในร้านสะดวกซื้อที่ติดราคาและบอกชื่อเท่านั้น ทำให้มีการจัดตลาดเป็นฐานการเรียนรู้ ผัก ผลไม้ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ พ่อค้าแม่ค้า ก็สามารถอธิบายให้เด็ก ๆ ได้

“แต่ละชุมชนมีลักษณะตลาดของชุมชน ที่ไม่ใช่แค่พื้นที่ขายของ แต่คือวิถีชีวิตที่ดำเนินผ่านมาแล้วหลายชั่วอายุคน มีเรื่องราวมากมายอยู่ข้างหลังและนำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟังได้ ของที่เด็กซื้อมาก็สะท้อนว่า เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องราวที่แตกต่างจากในชุมชนของตัวเองมี และการที่เด็กได้พูดคุยกับคนขายก็จะได้รับความรู้กลับมาด้วย”
อาณัติ ปลอดโปร่ง
คุณค่า “บ – ว – ร” ยกระดับชุมชนเป็นพื้นที่เรียนรู้
อาจารย์โก้ – วีรวัฒน์ วรายน สถาปนิก-อาจารย์ สตูดิโอชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ ในฐานะสถาปนิกชุมชน และผู้ซึ่งพยายามผลักดันเรื่อง “การฟื้นย่าน” จากการทำงานในพื้นที่วัดไทร มองเห็นว่า มีโจทย์ที่หน้าสนใจคือ ต้นทุนเดิม ที่น่าเรียนรู้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่สู้ดีเพราะตลาดน้ำวัดไทรซบเซาลง พ่อค้าแม่ค้าย้ายออก จึงเป็นจุดที่อยากเข้ามาทำงานและช่วยให้สถานการณ์ของย่านนี้ดีขึ้น
อย่างการพาเด็กจากหลาย ๆ โรงเรียนเข้ามาเรียนรู้ และชวนชาวบ้านให้ลุกขึ้นมาฟื้นย่านของตัวเอง ที่มีทั้งการทำสตรีทอาร์ต จัดงาน ล่องชิว ลองชิม ริมวัดไทร ตลาดเย็นประจำเดือน ผลคือทำให้คนในพื้นที่ตื่นตัวมากขึ้น การทำงานกับชุมชนง่ายมากขึ้น ชาวบ้านเริ่มมีความรู้สึกว่าอยากจะพัฒนาตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทำงานกับโรงเรียนวัดไทรด้วย
“รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ได้รับการสนับสนุนร่วมกัน ทั้งโรงเรียน ชุมชน เราเลยรู้สึกว่า น่าทำอะไรต่อพอทำงานต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่า สถานการณ์ของพื้นที่เริ่มมีความเป็นบวร อย่างที่เราอยากได้มากขึ้น ชุมชนเข้าไปสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดไทร วัดบางประทุนนอก ขณะเดียวกันทั้ง 2 โรงเรียน ก็เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมของของชุมชน เข้ามาช่วยในงานล่องชิวลองชิม เข้ามาช่วยทาสีสตรีทอาร์ท เริ่มเห็นความเป็นสังคมบวร เลยรู้สึกว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เราอยากโชว์ เวลาไปเล่าที่ไหนต้องเล่าเรื่องที่วัดไทร เพราะทำให้เราเห็นภาพของบวรที่ค่อนข้างชัดมากที่สุดที่หนึ่ง”
วีรวัฒน์ วรายน
ล่องเรือคลองสนามไชย จากวัดไทร ไป วัดหนัง
จากวัดไทรไปแหล่งเรียนรู้แห่งที่ 2 คือ “วัดหนัง” เราใช้เส้นทางน้ำ คลองสนามไชย การเดินทางด้วยเรือยังทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิชา “Water Safety” คือเรื่องความปลอดภัยในการโดยสารทางน้ำ ซึ่งมี พี่ซัน – ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎของการโดยสารเรือ การสวมใส่เสื้อชูชีพที่มีมาตรฐาน พร้อมวิธีการใช้งาน และการปฏิบัติตังเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งการลอยตัวในน้ำ การใช้นกหวีดฉุกเฉินที่ถูกต้อง

เมื่อนักเรียนและครูลงเรือ ตลอดเส้นทาง มีหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ ในเรือแต่ละลำมีไกด์ท้องถิ่นคอยให้ข้อมูลเล่าเรื่องราวของชุมชนและสิ่งที่พบเห็นตลอดเส้นคลอง ส่วนเด็ก ๆ ก็จดบันทึกเรื่องราวระหว่างทาง ดูลักษณะบ้านไม้ริมคลอง อาคารสูง สะพานข้ามคลอง เรือแต่ละประเภทที่ได้พบเห็น
การเดินทางด้วยเรือในคลองสนามไชย ผ่านวัดหลายแห่ง ได้แก่ วัดบางประทุนนอก, วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร (จอมทอง), วัดนางนองวรวิหาร และวัดหนังราชวรวิหาร ข้าง ๆ วัดบางประทุนนอก จะมีคลองบางประทุน ในคลองยังมีสภาพเป็นสวนมะพร้าวขนาดใหญ่ของฝั่งธนฯ อีกด้วย



อาณัติ บอกว่า บ้านบางหลังรถยนต์เข้าไม่ถึง อย่างโซนตรงข้ามกับกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 มีเพียงทางเดินเท้าแคบ ๆ เท่านั้น เวลาจะเดินทางไปข้างนอก ก็จะเอารถจอดไว้ที่วัด และเดินข้ามสะพาน มีสภาพเป็นสวนผลไม้ มีต้นมะม่วง มีกอไผ่ เป็นบ้านสวนริมคลอง มีเรือซาเล้งเก็บของเก่าที่คอยมารับซื้อของเก่าตามบ้าน และนำไปขายให้กับร้านรับซื้อ เป็นอีกอาชีพของคนที่นี่
นอกจากนี้ยังได้เห็น บ้านขุนนางเก่า ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 6 – 7 ริมคลองอายุกว่า 120 ปี เมื่อก่อนใช้คลองสัญจรเป็นหลัก บ้านที่อยู่ริมคลองถือว่ามีฐานะดี เพราะอยู่ติดถนนหลัก
ส่วนเรือของพี่ซันที่มีรีโมทบังคับ ก็เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้มีประสบการณ์ขับเรือด้วย ตลอดเส้นทางสังเกตเห็นได้ว่า นอกจากเรือของชาวบ้านลำเล็ก ๆ ที่ใช้สัญจรไปมา ยังมีเรือที่ใช้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย


อาณัติ เล่าว่าส่วนใหญ่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ สนใจมาชมความสวยงามของวัด และวิถีชุมชนริมน้ำแบบนี้อย่างมาก ซึ่งถือเป็นอาชีพส่วนหนึ่งของคนที่นี่ นอกจากนี้ยังมีคนทำอาชีพเก็บของเก่าขาย ทำสวนมะพร้าว ซึ่งส่วนหนึ่งชาวบ้านนำไปขายเป็นสินค้าที่ไปขายในตลาดน้ำวัดไทรด้วย
วิชา History of Art ประวัติศาสตร์ผ่านจิตรกรรมวัดหนัง
เมื่อเดินทางถึงวัดหนัง เด็ก ๆ ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อร่วมเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของพระอุโบสถ และพระวิหาร วัดหนัง อาจารย์ป้อม – ไพฑูรย์ สรวยโภค ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา วัดหนังราชวรวิหาร เล่าว่า เรื่องราวของพระอุโบสถมีสิ่งที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ จึงพาเด็กมาดูว่าโบสถ์ในแต่ละวัดมีเรื่องราวซ่อนอยู่

อย่างที่วัดหนังแม้จะไม่ได้มีภาพจิตรกรรมอย่างทศชาติเล่าเรื่อง แต่จะมีลวดลาย “ดอกไม้ร่วง” ที่สื่อความหมายถึง “ชีวิต” ว่าคนเราเกิดมาตั้งแต่เป็นเด็ก สู่วัยผู้ใหญ่ และเข้าสู่บั้นปลายและเสียชีวิต เหมือนใบไม้ร่วงโรย ในพระอุโบสถแห่งนี้จะมี “ดอกมณฑารพ” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาบูชาตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ส่วนพระประทานเป็นพระสมัยสุโขทัยอายุราว 600 ปี เป็นที่เคารพบูชาของผู้คนในย่านนี้ รวมทั้งพระอุโบสถแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจสำคัญของพระสงฆ์ ซึ่งเด็ก ๆ ต่างก็นอนฟังคำบอกเล่าอย่างตั้งใจ บางส่วนเลือกที่จะตั้งคำถามถึงจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าด้วย

“จิตรกรรมไทยที่อยู่บนบนเพดาน ปกติถ้าเรานั่งดูจะเมื่อยคอ ถ้าบอกว่าเป็นอุบายให้เด็กเกิดความรู้สึกก็ลองนอนดู เราจะเห็นเรื่องราว เราก็อธิบายไปด้วย เด็กจะสนุกมากเลย”
“โบสถ์ในสมัยปัจจุบันหลาย ๆ วัดเริ่มมีการเขียนภาพในยุคปัจจุบัน บันทึกเรื่องราวในช่วงเวลานี้ พอกาลเวลาผ่านไปอีกสัก 100 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นว่าคนในช่วง พ.ศ.นี้ เขามีความเป็นอยู่อย่างไรการแต่งกายอะไร เพราะหลายหลายวัดบางทีเขาเขียนทำขึ้นมาใหม่ วาดเป็นรูปรถยนต์ เครื่องใช้ไม้สอย หรือแม้แต่เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านเสด็จไปไหนก็มีบันทึกเอาไว้ สามารถเขียนได้เป็นพวกรูปการ์ตูนก็มี”
ไพฑูรย์ สรวยโภค
อาจารย์โก้ ยังบอกว่าด้วยว่าบริเวณนี้มีวัดหลวงถึง 3 แห่งอยู่ใกล้กัน และมีความเกี่ยวโยงกับรัชกาลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็น วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร, วัดหนังราชวรวิหาร และ วัดนางนองวรวิหาร ทั้ง 3 วัดสามารถเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ได้ทั้งหมด
“น่าจะเป็นเสน่ห์แบบหนึ่งที่ทำให้หลายคนได้มีโอกาสนอนดูเพดานพระอุโบสถ การนอนดูดาวเพดานในโบสถ์ เป็นส่วนที่พลาดไม่ได้ของทริปนี้ ก็เลยขออนุญาตและเลือกวัดหนัง เป็นจุดหนึ่งในพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้”
วีรวัฒน์ วรายน
จากจอมทอง สู่ บางขุนเทียน
สัมผัส-เข้าใจระบบนิเวศป่าชายเลนเมืองกรุง
อีกพื้นที่เรียนรู้ที่ได้รับความสนใจจากเด็ก ๆ อย่างมาก คือ “บางขุนเทียน” หลังรับชมรับฟังเรื่องเล่าที่วัดหนังแล้ว เด็ก ๆ และครู เดินทางต่อไปยัง “โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์” เขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ที่นี่มี ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม อดีตข้าราชการครูโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เป็นคนให้ความรู้
เด็ก ๆ ทำความรู้จักพืชพรรณหลายชนิดในพื้นที่ รวมถึง “ป่าโกงกาง” ซึ่งอยู่ภายในรั้วโรงเรียนว่าเกิดและเติบโตอย่างไร ด้วยการเล่าเรื่องราวผ่าน “ดอกโกงกาง” ที่มีให้เก็บ และเอามาลองลิ้มชมรส ได้เรียนรู้การขยายพันธุ์ของโกงกาง ครูแดง ยังอนุญาตให้เด็ก ๆ เก็บดอกและฝักโกงกางติดมือกลับบ้านไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนด้วย


เจ้าถิ่นบางขุนเทียนอย่าง น้องมิลล์ – ชลิษา อินผลเล็ก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่โรงเรียนของตัวเองเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เรียนรู้ และตื่นเต้นที่เพื่อน ๆ ได้มาศึกษาดูงานในโรงเรียน ที่นี่มีป่าชายเลน มีต้นโกงกาง
มิลล์ ยังบอกถึงความประทับใจที่ก่อนหน้านี้ได้ไปเรียนรู้นอกพื้นที่ ได้นั่งเรือไปในพื้นที่ที่แตกต่างออกไปจากบางขุนเทียน ทำให้เห็นเรื่องราวใหม่ ๆ ต่างจากการเรียนในห้องเรียน ต่างจากในพื้นที่บ้านของตัวเอง ได้เพื่อนใหม่ ซึ่งส่วนตัวได้ซื้อ “ขนมจาก” เพราะไม่เคยเห็น ตั้งใจว่าจะนำเรื่องราวประสบการณ์ที่ได้ไปแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนฟัง


ที่โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ยังมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ทดลองทำขนมจากซึ่งเป็นอาหารที่หลายคนให้ความสนใจ และเลือกซื้อมาจากตลาดน้ำวัดไทรด้วย นี่เป็นอีกกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นกับการได้ทดลองทำในสิ่งใหม่ ๆ
สำหรับโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์นั้น อ.โก้ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ในฐานะที่เป็นแหล่งเรียนรู้ มากกว่าที่จะพาเด็กออกไปเรียนรู้ข้างนอก เพราะพื้นฐานของโรงเรียนมีความสมบูรณ์ มีความพร้อมของวิทยากรทั้งครูในโรงเรียน ครูแดง ครูแหม่มที่เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งมีประสบการณ์การสอนที่ไม่ใช่แค่วิชาเรียนตามมาตรฐานทั่วไป แต่สามารถให้ความรู้กับคนที่เข้ามาศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน โรงเรียนเปิดรับจัดการเรียนรู้แบบนี้ยาวนานนับ 10 ปี
“สมมุติว่าเรามีเวลาจำกัด มีพื้นที่จำกัด ไปได้แค่ที่เดียว ถ้ามาที่นี่ผมว่าค่อนข้างที่จะครบมาก ๆ ในแง่ของการที่ได้เห็นทั้งป่าชายเลนที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีคนที่สามารถเล่าเรื่องพวกนี้ อธิบายเรื่องพวกนี้ได้อย่างละเอียด การพาเด็กไปเรียนรู้แล้วก็เล่าได้ สรุปได้ ผมว่าที่นี่ทำได้ค่อนข้างดีมาก”
“ถ้ามีเวลามากกว่านี้ จะต้องพาออกไปข้างนอก ปั่นจักรยานพาเข้าไปตรงชายทะเล หรือนั่งเรือออกไปทะเล เพื่อไปดูว่าหลักเขตที่เขาเห็นกันอยู่กลางทะเล ที่เมื่อก่อนอยู่บนพื้นดินอยู่ห่างออกไปจากฝั่งมากน้อยแค่ไหน เป็นจุดหนึ่งที่ค่อนข้าง Unseen”
วีรวัฒน์ วรายน
จุดร่วม 3 พื้นที่ “Learn ไม่นิ่ง” เมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนรู้กับสิ่งรอบตัว
อ.โก้ ยังอธิบายเพิ่มถึง “ต้นทุน” ที่เป็นจุดร่วมของสถานที่ในทริปนี้ อย่าง วัดไทร จะเห็นว่าพ่อค้าแม่ค้าหลายคนก็มีความคุ้นเคย เมื่อเด็กเข้าไปหา ไปสัมภาษณ์ ทุกคนมีความพร้อมที่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าของตัวเอง เพราะทราบว่าเราพาเด็กรุ่นใหม่ ที่ไม่ค่อยมีประสบการเกี่ยวกับพื้นที่มาเรียนรู้เรื่องตลาด ทำให้พวกเขาพร้อมมอบประสบการณ์ในรูปแบบการเล่าเรื่องราว ที่มาของสินค้า อุปกรณ์ อาหารที่ขาย เป็นเรื่องที่เขาเล่าได้และน่าสนใจ เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมประสบการณ์เด็ก ๆ ที่เขาอาจไม่ได้คุ้นเคยกับชุมชน และตลาดแบบนี้ได้มากทีเดียว

ส่วนที่ วัดหนัง ก็มีบุคลากรที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องศิลปะของวัดเข้ากับเรื่องของประวัติศาสตร์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวได้ เมื่อชวนเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูป สเก็ตภาพ ลงสี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่ารักในเรื่องของงานศิลปะ และเกิดความสนใจในศิลปะไทย
ส่วนโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ก็ไม่ใช่แค่ครูในโรงเรียน แต่รวมไปถึงคนในชุมชน คุณลุงขายไอศครีม ทุกคนก็พร้อมที่จะเล่าเรื่อง ทุกคนเกิดแล้วก็เติบโตที่นี่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่จะค่อนข้างมาก
“ไม่ว่าจะไปถามใครเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมป่าชายเลนบางขุนเทียนทุกคนสามารถเล่าได้อย่างอย่างน่าสนใจ และแต่ละคนก็จะมีประสบการณ์ที่มีความแตกต่างกันไป บางคนทำวังปลา บางคนเป็นครูบางคนเป็นคนในชุมชน แต่ว่าทุกคนมีประสบการณ์บางอย่างที่เชื่อมโยงกันได้ แล้วก็สามารถที่จะเล่าได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน”
“เพราะฉะนั้นถ้าพูดไปทั้ง 3 พื้นที่ ล้วนแต่เป็นพื้นที่ที่ผมรู้สึกว่าคนในพื้นที่มีความพร้อม กับการที่จะเป็นคุณครูที่จะสามารถพานักเรียนไปเรียนรู้แล้วก็เล่าเรื่องต่าง ๆ ได้ดี”
วีรวัฒน์ วรายน
ก่อนหน้านี้ อ.โก้ เคยทำกิจกรรมพาเด็ก ๆ จากโรงเรียนอื่นมาทัศนศึกษา และตั้งคำถามก่อนจะลงพื้นที่ว่า “ป่าชายเลนคืออะไร ?” โดยให้ตอบจากมุมประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ใช่การเข้าไปถาม AI หรือ Google พบว่า ทุกครั้งช่วงท้ายกิจกรรม เด็ก ๆ มักจะบอกได้ว่าป่าชายเลนคืออะไร และประเด็นที่น่าสนใจคือในมุมมองของเขาเห็นว่าป่าชายเลนสำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร แม้ว่าบ้านของตัวเองจะไม่ได้อยู่ติดกับทะเล
“ทำให้เห็นว่า วิธีการออกแบบการเรียนรู้ของพวกเราจำเป็นจะต้องร้อยเรียงอะไรบางอย่างเข้าด้วยกัน แล้วมันจะไปตกผลึกในช่วงท้ายของกิจกรรม ทำให้เขาสามารถที่จะสรุปอะไรบางอย่างกับตัวเองได้ สามารถที่จะเล่าให้กับคนอื่นฟังได้ ตอนท้ายเราจะพยายามเปิดเวทีให้น้อง ๆ ได้มาแชร์มุมมองประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และจะกลายเป็นความรู้ร่วมของน้อง ๆ ต่อในอนาคตได้”
วีรวัฒน์ วรายน
“ทุกที่คือพื้นที่เรียนรู้” นำไปสู่การปรับใช้จริงในชีวิตประจำวัน
กิจกรรม Learn ไม่นิ่ง เป็นส่วนหนึ่งของ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning: CBL) ที่ นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ย้ำว่า แม้การเรียนในห้องเรียนจะจำเป็นในด้านทักษะความรู้วิชาการ แต่สำหรับชีวิตจริงเด็กก็ควรที่จะสามารถนำเอาหลักวิชาการที่เรียนในห้องมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ และสิ่งแรกที่เขาได้เรียนรู้ในกิจกรรมนี้ คือ การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนต่างโรงเรียนที่ไม่คุ้นเคย

“อย่างที่เห็นก็คือน้อง ๆ จะรู้สึกว่าการพูดคุยกับคนอื่นด้วยภาษาที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถที่จะพูดคุยได้ หรือไปซื้อของที่ตลาดเด็กจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร เหมือนเราใช้ชีวิตประจำวัน เด็กจะรู้ว่าโจทย์ของการออกไปตลาดคืออะไร เหมือนกับน้อง ๆ ที่ได้โจทย์ว่าไปซื้อของที่ไม่มีในซูเปอร์มาเก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเหมือนในชีวิตจริงของเรา”
นิรมล ราศรี
สภาพแวดล้อมชุมชนมีส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก เพราะหากได้เรียนในห้องเรียน แต่นำมาใช้กับชีวิตจริงไม่ได้ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เด็กดำเนินชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี แต่หากการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนถูกออกแบบให้เรียนรู้ร่วมกันไปจะเป็นการบูรณาการ ไม่ได้ถูกแยกว่าอันไหนคือห้องเรียน อันไหนคือชุมชน แต่ “ทุกที่คือพื้นที่การเรียนรู้” รวมทั้งการออกแบบกิจกรรมที่ให้มีครูร่วมเรียนรู้และสังเกตพฤติกรรมน้อง ๆ ไปด้วย เพราะต้องการให้สังเกต และเก็บข้อมูลนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
“ต้องบอกว่าจริง ๆ ทุกพื้นที่เป็นที่ของการเรียนรู้ การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะไม่ได้จำเป็นแค่ในชุมชนมีทั้งในโรงเรียน สถานประกอบการ ฉะนั้น สสส. จะไปส่งเสริมในประเด็นต่าง ๆ สอดแทรกการเรียนรู้เข้าไปในทุกช่วงวัย ทั้งวัยเด็กในโรงเรียน วัยทำงานในสถานประกอบการ ผู้สูงอายุในชุมชน เพราะฉะนั้นพื้นที่เหล่านี้เกิดการเรียนรู้ทั้งหมด และ สสส. ไม่จำเป็นที่จะเข้าไปหนุนเสริมในทุกเรื่องแต่เข้าไปสร้างความรู้ความเข้าใจ ทุกพื้นที่ ทุกองค์กร มีพื้นฐาน มีความสามารถที่จะดำเนินการเองในรูปแบบตามบริบทของพื้นที่นั้น ๆ บางพื้นที่มีปราชญ์ชาวบ้าน ที่พร้อมถ่ายทอดในสิ่งที่เรียนรู้ที่ต่างกันให้กับน้อง ๆ ได้”
นิรมล ราศรี

บางที บทเรียนสำคัญของกิจกรรม LEARN ไม่นิ่ง อาจไม่ใช่การพาเด็กออกจากห้องเรียน แต่คือการชวนผู้ใหญ่กลับมาตั้งคำถามว่า การเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน ยังควรถูกจำกัดไว้เพียงในรั้วโรงเรียนอีกต่อไปหรือไม่ ? ในเมื่อชีวิตจริงที่เด็ก ๆ ต้องเผชิญนับจากนี้ เต็มไปด้วยโจทย์ที่อาจหาคำตอบไม่ได้แค่ในตำรา
การออกแบบการเรียนรู้ จึงอาจไม่ใช่หน้าที่ของครูเพียงลำพัง แต่เป็นบทบาทร่วมกันของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และทุกภาคส่วน ที่จะทำให้ “ทุกพื้นที่” กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และเตรียมเด็กให้พร้อมใช้ชีวิตได้จริงในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


