ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองเข้มข้น ในช่วงเวลาก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญ
ไม่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองในสภาฯ แต่ประชาชนกำลังตั้งคำถามถึง โครงสร้างอำนาจที่ถูกมองว่าบิดเบี้ยว และกลไกการออกแบบนโยบายแบบบนลงล่าง (Top-down) ที่ขาดการยึดโยงกับประชาชน ที่ดูเหมือนรอยร้าวในระบบการเมืองไทยจากรัฐธรรมมนูญปี 60 เขียนไว้ให้ประชาชนเพียงเป็นแค่ตัวประกอบในการออกแบบอนาคตของตนเอง

งาน Policy Watch Connect 2026 คือ ปรากฏการณ์ใหม่ ที่กำลังกลับหัวกลับหางการทำนโยบายของประเทศไทย เปลี่ยนพื้นที่รัฐสภาให้กลายเป็นพื้นของประชาชน ที่ร่วมขีดเส้นร่างภาพฝันนโยบายด้วยมือของตนเอง ไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ยึดโยงกับประชาชนและจับต้องได้
The Active ชวนประชาชนเข้าสภา สนทนากับ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของงาน Policy Watch Connnect 2026
เพราะนี่คือความพยายามครั้งสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการเมืองไทยให้ไกลกว่าการยึดโยงที่ตัวพรรคหรือนักการเมือง แต่คือการขับเคลื่อนด้วยการออกแบบนโยบายที่มีรากฐานมาจากประชาชนอย่างแท้จริง
Q : ในฐานะประธาน กมธ.การมีส่วนร่วมฯ วุฒิสภา มองเห็นปัญหาอะไร ? ในการเลือกตั้งแบบเดิม ๆ
การเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนมักพุ่งความสนใจไปที่พรรคการเมืองใหญ่ ๆ หรือนักการเมืองดัง ๆ คอยจับตามองว่ารอบนี้พรรคการเมืองเก่าแก่จะส่งใครลงสนาม หรือนักการเมืองคนดังจะลงเขตไหน ทั้งหมดสะท้อนว่าประเทศไทยยังเป็นการเมืองที่ยึดติดกับตัวบุคคลและพรรคการเมืองมากกว่านโยบาย

ด้านผู้ออกนโยบายเองก็มีปัญหาเช่นกัน บทเรียนที่ผ่านมาในอดีตพบว่าหลายครั้งรัฐบาล หรือพรรคการเมืองออกแบบนโยบายอย่างเร่งรีบ เช่น พอเข้าสู่ฤดูเลือกตั้งทีก็ค่อยมาคิดนโยบาย หรือหลายนโยบายไม่ได้ถูกวางแผนมาก่อนเลย แต่เพิ่งมาถูกออกแบบตอนเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว
ปัญหาที่ตามมาคือ เราได้นโยบายที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาอย่างรอบด้านจนทำให้ใช้ไม่ได้จริง หรือหากนโยบายนั้นถูกผลักดันให้ได้ใช้ได้จริงตามวาระทางการเมือง ผลที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป ส่วนหนึ่งมาจากเส้นทางการออกแบบนโยบายของประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก
Q : ทำไม ? ที่ผ่านมาคนไทย จึงแทบไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย
สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการออกแบบนโยบายได้มากเท่าที่ควร ผมคิดว่ามีเหตุปัจจัยอย่างน้อย 3 ประเด็น
ประเด็นแรก ประชาชนมีพื้นที่ แต่ไม่มีอำนาจ ที่ผ่านมา เรามีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ารับฟัง พูดคุยเรื่องนโยบายกันมากมายก็จริง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการพูดถึงนโบายที่ถูกคิดมาก่อนแล้วจากผู้มีอำนาจ
พื้นที่การรับฟังของประชาชนจึงเปรียบเสมือน การรับฟังเชิงพิธีกรรม ที่ สร้างความชอบธรรมให้นโยบาย แม้ประชาชนส่งเสียงสะท้อนถึงนโยบายได้ แต่ก็เป็นแค่ปลายทาง ไม่เคยมีความหมายจริง ๆ รวมไปถึง ความเห็นของประชาชนต่อนโยบายนั้น
ด้านความเห็น หรือข้อสงสัยของประชาชนที่เสนอออกไป ก็แทบไม่มีกลไกติดตามทวงถาม
จึงทำให้มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของนโยบายอย่างชัดเจน ดังนั้น ทุกวันนี้เรามีพื้นที่ให้ประชาชนก็จริง แต่เสียงของประชาชนมีความหมายจริงหรือไม่ นี่ยังเป็นคำถามตัวโต ๆ สำหรับประเทศไทย

ประเด็นถัดมา ประเทศไทยมี โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ หลายปัญหา ประชาชนจำเป็นต้องรอการจัดการจากรัฐบาลโดยไม่สามารถแก้ไขปัญหาเองได้เพราะ ขาดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาจึงมีน้อย
หากมีการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ ท้องถิ่นจะสามารถริเริ่มนโยบายในการแก้ปัญหาในท้องถิ่นของตัวเองและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนได้
ประเด็นสุดท้าย ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมเชิงนโยบายเป็นคนหน้าเดิม ๆ คนเหล่านี้มักเป็นกลุ่มคนที่พอมีทรัพยากร เข้าถึงข้อมูล และเข้าใจระบบการทำงานราชการ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ
ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่กำลังใช้แต่ละวันไปกับเรื่องปากท้อง ไม่มีเวลา ไม่มีกำลัง และพลังมากพอในการเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชนของตัวเอง
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลว่าเหตุใดเราจึงได้ประชาชนชนหน้าเดิม ๆ เข้ามามีส่วนร่วม จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาวิธีขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป อย่างน้อยที่สุด ทุกคนต้องได้ส่งเสียง และแสดงถึงปัญหาที่ตนเองเจออยู่ออกมาให้มากที่สุด
Q : ประเทศไทยติดกับดักเรื่องขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนมาอย่างยาวนาน แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?
อันดับแรก เราต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงและความเห็นของพวกเขามีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องปากท้อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาอื่น ๆในพื้นที่ ถ้าประชาชนสัมผัสได้ว่าพวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ด้วยตนเอง โดยมีงบประมาณในการสนับสนุนที่เพียงพอ ประชาชนจะรู้สึกถึงความสามารถในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของนโยบาย ความต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

แต่ที่ผ่านมาเรากลับกันประชาชนออกไป หรือทำให้พื้นที่การมีส่วนร่วมของเขาเป็นเพียงแค่ พิธีกรรมเท่านั้น เช่นที่ผ่านมา เราเห็นเมกะโปรเจกต์อย่าง โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ขนาด 99 เมกะวัตต์ กระจายไปทั่วประเทศ แต่ปัญหาใหญ่คือโครงการเหล่านี้ไม่ได้ริเริ่มจากคนในพื้นที่เลย แต่เป็นโจทย์จากส่วนกลางที่ถูกนำมาวางลงบนชุมชน แม้จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนในท้องถิ่นเมื่อเริ่มโครงการ แต่คนที่ให้ความเห็นกลับไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
เมื่อประชาชนรู้สึกว่าเสียงตัวเองไม่มีความหมาย ท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจไม่เข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วม
Q : หากต้องการให้ประชาชนเป็นมากกว่าผู้รับฟัง แต่ต้องมีส่วนร่วมออกแบบนโยบาย งาน Policy Watch Connect 2026 ที่รัฐสภากำลังทำหน้าที่นั้นอย่างไร ?
เพื่อให้เสียงของประชาชนก่อนเลือกตั้งปี 69 มีความหมายอย่างแท้จริง ?
โดยปกติแล้ว นโยบายจะถูกออกแบบโดยรัฐบาล พรรคการเมือง หรือผู้มีอำนาจ ในขณะที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ อย่างประชาชนกลับไม่เคยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายตั้งแต่ต้น และการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายยังเป็นเรื่องยาก เพราะอำนาจรวมอยู่ที่ศูนย์กลาง มีเพียงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
แต่งาน Policy Watch Connect 2026 ที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นการ กลับหัว กลับหางการทำนโยบาย เราเปิดให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมคิด ร่วมออกแบบ และผลักดันนโยบายตั้งแต่ต้น เพราะเราอยากได้นโยบายที่มาจากฟากประชาชนและผู้ที่เจอปัญหาโดยตรงอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบการติดตามนโยบาย และกลไกเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับพรรคการเมืองหรือสภา เพื่อให้นโยบายดี ๆ ที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดันได้ไปต่อ โดยไม่หยุดอยู่แค่หน้ากระดาษ
นี่เป็นเพียงไม่กี่ครั้ง ที่รัฐสภา สถานที่ที่เป็นใจกลางในการตัดสินใจนโยบายสำคัญของประเทศเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาในพื้นที่ได้ เมื่อประชาชนเข้ามาในงานก็จะเจอกับนิทรรศการ คนจนเมือง ที่อยู่รอบสระมรกต
นิทรรศการนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของคนจนในเมืองใหญ่ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย และหลายครั้งที่นโยบายของรัฐบาลก็ไม่เคยไปถึงคนกลุ่มนี้เสียที

แต่นิทรรศการคนจนเมืองนี้เป็นเพียงจุดแรกเริ่มของปัญหา ภายในงานจะพาผู้ชมเดินทางต่อไปให้พบกับวิกฤตขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่สังคมไทยกำลังเผชิญในเวลานี้ ได้แก่ การเมือง (การปฏิรูป) สิ่งแวดล้อม สุขภาพ (ระบบสุขภาพ, สังคมสูงวัย) ความเหลื่อมล้ำ และคอร์รัปชัน (ธรรมาภิบาล)
ทั้งหมดนี้คือ 5 วิกฤตใหญ่ที่จะเป็นหัวข้อในการพูดคุยหลักในงานผ่านเวทีเสวนา Policy Forum และ Workshop ที่บริเวณห้องประชุมและจัดเลี้ยง สว. พื้นที่นี้จะถูกยกให้เป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนเรียนรู้ ทวงถาม ติดตาม และร่วมออกแบบนโยบายจากพรรคการเมืองได้ เพราะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในเวลานี้
Q : งาน Policy Watch Connect 2026 ก่อนเลือกตั้ง 69 คุณคิดว่าจังหวะนี้ดีอย่างไร ?
สำหรับในประเทศไทยตอนนี้ เป็นอีกช่วงเวลาอันเข้มข้นก่อนเลือกตั้ง เราเห็นหลายพรรคการเมืองเริ่มเปิดนโยบายออกมาหาเสียง ในขณะที่ฝั่งประชาชนก็เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา เราเห็นนโยบายหลากหลายรูปแบบ ทั้งประชานิยมบ้าง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบ้าง ผมคงสรุปไม่ได้ว่านโยบายแบบไหนดีหรือไม่ เพราะแต่ละนโยบายมีประโยชน์ในช่วงเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม

ช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง 69 นี้ จึงเป็นจังหวะอันดีที่จะเปิดพื้นที่แห่งการขบคิดให้ประชาชน มาช่วยกัน ถกเถียง พูดคุย ว่าแต่ละนโยบายมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
ผมคิดว่างาน Policy Watch Connect 2026 ครั้งนี้ อย่างน้อยจะช่วยแนวโน้มทางการเมือง และการเลือกตั้งของประเทศไทยถูกยกระดับมากขึ้น และไปไกลกว่าการพูดว่าเลือกคนดีเข้าสภา แต่ทำให้ประชาชนมองไปไกลถึงระดับนโยบาย
Q: คุณคิดว่างาน Policy Watch Connect 2026 จะทำให้ประเทศไทย ได้นโยบายที่ต่างออกไปไหม ?
ผมคิดว่าสามารถสร้างความแตกต่างได้มาก เพราะการที่มีงานนี้ก่อนเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมกับนโยบายจากประชาชนได้ก่อน และพรรคการเมืองสามารถ commit กับนโยบายที่เขาเห็นดีเห็นชอบด้วยได้
ที่ผ่านมา ประชาชนอาจรู้สึกว่า อำนาจทางการเมืองของประชาชนหมดลง หลังเข้าคูหาเลือกตั้ง หลายพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่งในสภาฯแล้ว นโยบายที่เคยวาดฝันไว้ก็กลับไม่ถูกพูดถึงอีกเลย แต่งาน Policy Watch Connect 2026 เป็นเหมือน Digital footprint ทำให้ประชาชนออกแบบ กลไกติดตามทวงถาม กับพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งด้วย

อย่างน้อยที่สุด ไม่ว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ประเทศไทยจะได้นโยบายที่ต่างออกไปไหม แต่ผมหวังว่า งาน Policy Watch Connect 2026 จะทำให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงวิกฤตต่าง ๆ ที่เราเผชิญร่วมกันในเวลานี้ ว่าทั้งหมดมันมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรบ้าง และนโยบายแบบไหนที่สามารถผลักดันให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้บ้าง มันคือการสร้างนโยบายที่มาจากการร่วมคิด ร่วมออกแบบที่เริ่มต้นจากประชาชนอย่างแท้จริง
Q : งานนี้ให้ประชาชนเข้ามาเสนอนโยบายกันก่อนเลือกตั้ง สุดท้าย ข้อเสนอจะหายไปอีกหรือเปล่า ?
เรามีทีมวิชาการอย่าง สถาบันพระปกเกล้า จดบันทึกทุกปัญหา และข้อเสนอเชิงนโยบายของผู้เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือแม้กระทั่งเสียงสะท้อนจากผู้ชมผ่านขึ้นไปบนเวที ในทุก ๆ วงเสวนาตลอดงาน เรียกได้ว่าเสียงของทุกคนจะมีความหมายอย่างแท้จริง
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกสรุป และรวบรวมเป็นข้อเสนอและจัดทำเป็น Policy Breife หรือ สมุดปกขาว และถูกนำไปเสนอให้พรรคการเมืองที่จะเข้ามารับฟังในช่วงวันท้าย ๆ ของงาน โดยพรรคการเมืองสามารถหยิบยกข้อเสนอเหล่านี้ไปใช้ในการออกแบบนโยบายในช่วงหาเสียง หรือนำไปปรับใช้ในการทำงานได้หากได้รับเลือกให้เข้าไปบริหารประเทศ

เพราะหลายครั้ง เราได้ยินวาทกรรมว่า ให้คนดีปกครองบ้านเมือง แน่นอนว่าวันนั้นเขาอาจเป็นคนดี แต่พออยู่ในระบบหรือสิ่งแวดล้อมบางแบบ เขาอาจกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่คุณไม่ชอบก็ได้ ระบบตรวจสอบ ร้องเรียนที่ดีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เพราะนโยบายที่ดีต้องไม่ได้มาจากหอคอยงาช้าง แต่ต้องมาจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เราจึงจำเป็นต้องมีมีกลไกติดตามต่อว่าข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้ถูกนำไปผลักดันหรือไม่ มีผลอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้นโยบายจากประชาชนเกิดขึ้นได้จริง ไม่หยุดอยู่เพียงในหน้ากระดาษ
Q : เมื่อพูดถึงวิกฤตใหญ่ 5 ด้านของไทย คุณคิดว่าวิกฤตไหน ? น่ากังวลที่สุด
5 ประเด็นที่หยิบยกมาคุยในงานนี้สำคัญทุกเรื่อง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่และไทยต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนคือ วิกฤตทางการเมือง
เพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือปัญหาเชิงโครงสร้าง การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความกล้าหาญ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่
หากวิกฤตทางการเมืองในประเทศยังไม่นิ่ง และรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพมากพอ ก็ไม่มีทางที่จะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ในหลายวิกฤตที่กล่าวมาได้เลย
เราทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 60) มีปัญหาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของเนื้อหาและที่มา นอกจากเนื้อหาที่ประชาชนไม่เคยได้มีส่วนร่วม ขาดการยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริงแล้วนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกรับรองประชามติภายใต้บรรยากาศของความหวาดกลัว

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขาดการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ทำให้ท้องถิ่นขาดอำนาจในการแก้ปัญหา โครงสร้างของอำนาจที่บิดเบี้ยวไปทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนถูกครอบโดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน อำนาจที่ไม่สมดุลนี้ทำให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้
เรายังมีปัญหาเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทระยะยาวของประเทศไทยที่ถูกเขียนไว้อย่างยาวนาน หากมองในระดับสากล ไม่มีประเทศไหนเขียนยุทธศาตร์ชาติยาวนานเพียงนี้
เพราะเพียงแค่ 3-5 ปี โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว แผนของชาติก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม ดังเช่นในตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ ๆ มากมาย แต่การจัดการปัญหาเรายังติดกับดังที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณแก้ปัญหา
หรือด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ถูกระบุในรัฐธรรมนูญว่าเป็นอำนาจของรัฐ กลายเป็นว่าประชาชนก็ต้องรอคอยความเมตตาจากรัฐ
หลายประเด็นปัญหาที่ถูกพูดคุยกันมามากแล้ว ผมคิดว่านี่คงจะเป็นฉันทามติของประชาชนว่าจากนี้เราจำเป็นต้องมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่หวังว่าจะเป็นรัฐธรรมนูนฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะนี่คือความชอบธรรมของกฎหมายสุงสุดในประเทศไทย
Q : คุณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร ? หลังการเลือกตั้ง 69
หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมอยากเห็นประเทศไทยกลับไปอยู่ในสนามแข่งขันระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง
ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนอยู่ในทศวรรษที่สูญหายไปสิบกว่าปี เราเคยถูกขนานนามว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แต่ตอนนี้ อัตราการเติบโตทางเศรศฐกิจของเรากลับรั้งท้ายในภูมิภาค ต่างประเทศพากันเรียกประเทศไทยว่า คนป่วยแห่งอาเชียน เราไม่ได้แค่ตามหลังเพื่อนบ้านด้านวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เรากำลังถูกคุกคามจากกลุ่มทุนเทา และวิกฤตใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

ทั้งหมดนี้ มีรากฐานมาจากปัญหาทางการเมือง หากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ก็มีโอกาสที่ไทยจะตกต่ำมากไปกว่าจุดที่อยู่เสียอีก
การปรับแก้โครงสร้างทางการเมือง จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน เราเริ่มนับหนึ่งได้จากการเดินหน้าสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อจัดสมดุลอำนาจของ ฝ่ายบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ เสียใหม่
การจัดสรรอำนาจใหม่ที่สมดุลมากขึ้นนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น มีสภาฯ ที่สะท้อนเสียงของประชาชนในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของประเทศได้ และทำให้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลเดินหน้าทำงานเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ๆ เชิงโครงสร้างให้แก่ประชาชนได้อย่างตรงจุด และหลังจากนี้ ประเทศไทยจะได้เดินหน้าไปสู่แสงสว่างได้จริง ๆ เสียที
ร่วมเปิดประตูสภาฯ กับ Policy Watch Connect 2026 พื้นที่เชื่อมโยง “ประชาชน” ร่วมออกแบบนโยบาย ระดมโจทย์ใหญ่ของประเทศมากลั่นกรองเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้จริง ตั้งแต่วันที่ 12 – 23 มกราคม 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา)

