3 ปีนับจากเลือกตั้งปี 2566 ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วถึง 3 ชุด
หลาย นโยบาย ที่รัฐบาลในแต่ละช่วงเวลาเคยประกาศไว้ ถูกปรับเปลี่ยน ลดทอน และหล่นหายไปพร้อมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ประชาชนต้องฝากปากท้องไว้กับนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและไม่ตอบโจทย์อย่างไม่มีทางเลือก
ความผันผวนทางการเมืองในช่วงก่อนหน้านี้ กำลังทำให้ประชาชนตกอยู่ในบรรยากาศแห่ง ความเบื่อหน่ายทางการเมือง และอาจกำลังสะท้อนผ่านจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
สัญญาณอันตรายนี้กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะยิ่งประชาชนเอาตัวออกห่างการเมืองมากเท่าไร ช่องว่างระหว่างรัฐ และประชาชนก็ยิ่งถ่างออกมากเท่านั้น
The Active ชวนหาทางออกเรื่องนี้ผ่านมุมมอง ธีรพรรณ ใจมั่น ผู้อำนวยการวิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า หน่วยงานทางวิชาการที่เปรียบตัวเองเป็นคลังสมองด้านนิติบัญญัติของชาติ กับวิธีคิดการเปลี่ยน สัญญาณอันตราย ไปสู่ นโยบาย ที่ประชาชนออกแบบได้จริง

เพราะการพูดคุยนโยบายโดยไม่ลืมเสียงของประชาชน คือ หนทางแห่งประชาธิปไตย และทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง
Q : หน้าที่หลักของสถาบันพระปกเกล้า คือการส่งเสริมประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี จะทำอย่างไร ? ให้นามธรรมนี้ กลายเป็นรูปธรรมได้
ทั้งหมดเป็นหัวใจหลักของสถาบันพระปกเกล้าที่เรายึดถือ ผ่านการทำงาน 3 รูปแบบ ได้แก่ งานวิจัย จัดการอบรมศึกษา และพิพิธภัณฑ์
ด้านงานวิจัย จะเน้นการวิเคราะห์ปัญหา เก็บข้อมูลศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ เพื่อเสนอทางออก เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมประชาธิปไตย (Democracy) ในขณะที่ด้านการส่งเสริมธรรมาภิบาล (Good Governance) และการส่งเสริมสันติวิธี (Peace & Conflict Resolution) จะมีการศึกษารูปแบบของกลไกและกระบวนการในการสร้างธรรมาภิบาลและสันติวิธีจากกรณีศึกษาในต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ในสังคมไทย
ด้านการศึกษาและฝึกอบรม สถาบันฯ ทำอย่างครอบคลุมในหลายระดับ เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับผู้บริหารระดับสูงในภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ไปจนถึงผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังแนวคิดให้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการสร้างผู้นำที่มีความรับผิดชอบ และเข้าใจในหลักการปกครองบนวิถีประชาธิปไตยที่โปร่งใส่ ตรงตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
และส่วนสุดท้าย คือ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมุ่งเน้นให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ แต่คือ พื้นที่เรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และการเมือง ให้ประชาชนความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของประชาธิปไตยไทย เพื่อถอดบทเรียนจากอดีตสู่การพัฒนาอนาคต
ภารกิจของเราจึงคือการสร้างคน สร้างความรู้ (งานวิชาการ) และสร้างพื้นที่เรียนรู้ หากถามว่าปลายทางเราอยากจะเป็นอะไรนั้น ทางสถาบันฯ ตั้งวิสัยทัศน์ไว้ว่าเราต้องเป็น คลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ ทำงานเคียงคู่รัฐสภา เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ ตรากฏหมายได้ตรงตามเจตนารมณ์ของการมีรัฐสภาที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชน
Q : ในฐานะมันสมองของรัฐสภา ความท้าทายคืออะไร ? ทำไม ? หลายนโยบายที่ประชาชนคาดหวังยังไม่เป็นจริง
สถาบันฯ มีหน้าที่ทำงานวิชาการ ทำข้อเสนอทางนโยบาย เพื่อให้ความเห็นด้านระเบียบ และกฏหมายต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งกฎหมายกำลังจะถูกตราขึ้น และที่มีการบังคับใช้ไปแล้ว
ตลอดการทำงานวิชาการ หลายครั้งเราพบว่า กฎหมายลักษณะเดียวกันนี้สามารถทำในต่างประเทศได้อย่างดี แต่กลับทำไม่ได้จริงในประเทศไทย
สิ่งที่สถาบันฯ ทำมาโดยตลอดคือการพยายาม เชื่อมต่อช่องว่างระหว่างหลักการทางสากล และความเป็นจริงของสังคมไทย ศึกษาลงลึกว่าโมเดลในต่างประเทศเป็นอย่างไร และนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับบริบทประเทศไทย
จุดสมดุลนี้จะทำให้ได้หลักการที่เหมาะสม และนำมาปรับใช้ได้จริงในบ้านเรา ก่อนเสนอส่งต่อสู่รัฐสภาเพื่อให้ สส. หรือ กรรมาธิการทำการศึกษา
แต่สิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง คือ ข้อเสนอของสถาบันฯ จะเป็นมุมมองทางหลักวิชาการ ซึ่งอาจต่างจากมุมของ สส.หรือนักการเมือง ที่ไม่เพียงแค่ใกล้ชิดประชาชนมากกว่า แต่ยังมาพร้อมกับคะแนนเสียงซึ่งเต็มไปด้วยความคาดหวังของประชาชน หรือความต้องการของกลุ่มเฉพาะ ด้วยความเป็นการเมืองนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่ข้อเสนอตามหลักวิชาการจะตอบโจทย์คนทุกกลุ่มอยากหลากหลายเท่าเทียม
Q : หลายนโยบายที่มีในบ้านเราไม่ตอบโจทย์ และยังกลับมาทุกยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เช่นกันกับอีกหลายนโยบายดี ๆ ที่ไม่ได้ไปต่อ กำลังเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ?
ปัญหานี้เกิดมาตั้งแต่ การก่อตัวทางนโยบาย
หลายนโยบายที่ผ่าน ๆ มา หากเรามองผิวเผินจะเห็นว่าโดยหลักการแล้วเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่แท้จริงแล้วถูก คิดมาแบบเร่งด่วนไม่รัดกุม บางนโยบายจำเป็นต้องประกาศใช้อย่างเร่งรีบด้วยเหตุผลนานับประการ เช่น ใกล้สิ้นปีงบประมาณต้องรีบใช้งบฯ หรือต้องทำเพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน โดยยังไม่มีกระทั่งข้อมูลหลักฐานมาสนับสนุน

เช่น นโยบายด้านรัฐสวัสดิการ หากคิดในทางหลักการแล้วเป็นนโยบายที่ดีมาก และมาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ในหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่น หรือประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ทำได้แล้วเป็นอย่างดีจนถูกขนานนามว่าเป็นประเทศรัฐสวัสดิการ แต่สำหรับประเทศไทยกลับทำได้ยากเพราะบริบทประเทศแตกต่างกัน
ดังนั้น การออกนโยบายหนึ่ง จำเป็นต้องแกะออกมาทีละประเด็น คิดให้รอบด้านว่าจะออกแบบอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบต่อวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ หรือรายรับของประเทศมีเพียงพอในการจัดสรรสวัสดิการอย่างถ้วนหน้าจริงหรือไม่
แม้ว่าทุกนโยบายที่ผ่านมาจะมีส่วนทำให้ประเทศไทยเกิดหนี้สาธารณะทั้งสิ้น แต่คำถามสำคัญคือ หากทำแล้วคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ และหากถามว่านโยบายที่คุ้มค่าต้องเป็นอย่างไรนั้น เบื้องต้นต้องพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมเป็นหลัก เช่น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชีวิตและความมั่นคงของประชาชน แบบนี้จัดว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน
บ้านเราที่ผ่านมา เห็นบางนโยบายมีความจำเป็นน้อย แต่มีความเป็นประชานิยมสูง รัฐบาลจึงมักเร่งผลักดัน เพราะจะได้รับความชื่นชอบจากประชาชน แต่ปัญหาที่ตามมา คือ ระยะเวลาการบริหารประเทศของรัฐบาลไทยนั้นสั้นมาก เดี๋ยวเดียวเราก็เปลี่ยนรัฐบาลอีกแล้ว ทำให้นโยบายที่วาดไว้ทำได้ไม่ต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำงานแทน นโยบายนั้นก็หายไปอีก
ทั้งหมดนี้ คือ ช่องว่างสำคัญของประเทศไทย ที่วันนี้ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องช่วยกันตั้งคำถาม ตรวจสอบ ก่อนที่จะปล่อยให้หลายนโยบายส่งผลต่อประเทศในระยะยาว
Q : ดูเหมือนแทบทุกนโยบายที่ผ่านมา ถูกออกแบบจากผู้มีอำนาจแบบบนลงล่าง แล้วประชาชนมีส่วนร่วมได้มากน้อยแค่ไหน ?
ธรรมชาติของกระบวนการออกแบบนโยบายที่ผ่านมา ส่วนราชการหรือพรรคการเมืองจะเป็นผู้ออกแบบนโยบาย โดยแทบไม่ได้เปิดกว้างต่อสาธารณะหรือประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากนัก
จึงทำให้นโยบายบางตัวที่ออกมาบังคับใช้ส่งผลดีกับคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อคนจำนวนมาก ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากการออกแบบนโยบายที่ไม่ถูกคิดอย่างรัดกุม ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยที่เป็นพหุวัฒนธรรม และยังไม่เปิดให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามาส่งเสียงสะท้อนต่อนโยบายนั้นมากพอ
ในขณะที่ฟากประชาชนนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดหรือเสียงที่ตัวเองส่งอกมานั้นมีความหมาย หนึ่งในสาเหตุนั้นมากจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เราต้องเร่งแก้ไข
เมื่อใดที่ประชาชนรู้ว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย เสนอความคิดออกไปก็ไม่ได้หายไปไหน แต่กลายเป็นนโยบายที่เหมาะสมกับพวกเขาได้จริง จะยิ่งทำให้พวกเขาเปิดรับการเมืองมากขึ้น และเมื่อใดที่ประชาชนเปิดรับทางการเมืองแล้ว การพัฒนาประเทศในลำดับต่อไปก็จะง่ายขึ้น เพราะการเมืองคือเรื่องชีวิตประจำวัน เมื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้แล้วนั้น การแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ ก็จะทำได้ตามมา
ฉะนั้น หากเราสามารถออกแบบนโยบายที่มาจากฐานรากของปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ที่อยู่บนบริบทที่สอดคล้องกับสังคมไทยได้ เราจะได้นโยบายที่ตอบโจทย์ตรงตามความจำเป็นของประเทศอย่างแท้จริง
Q : จะทำอย่างไร ? ให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมออกแบบนโยบาย
ที่ผ่านมา การคุยเรื่องนโยบายมักเกิดขึ้นระหว่างภาควิชาการและสภาผู้แทนเท่านั้น แต่หากหลังจากนี้ การคุยเรื่องนโยบายสามารถทำได้ใน พื้นที่สาธารณะ ที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครในประเทศสามารถมีพื้นที่ และมีโอกาสในการพูดคุย ถกเถียง แสดงความเห็นกันบ่อย ๆ
หากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ทำงาน พูดคุยกันได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้การคิดถึงนโยบายรอบด้านและเหมาะสมยิ่งขึ้น จะเป็นกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างที่เคยมีอยู่ด้วย
Q : หลังสนามเลือกตั้ง 69 คาดหวังว่านโยบายที่ได้ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างไหม ?
ด้านนโยบาย เราคาดหวังให้เปลี่ยนไป เราอยากให้พรรคการเมืองออกมาตอบสนอง และคิดนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนให้มากขึ้น เพราะงานนี้กำลังทำให้ประชาชนได้เปล่งเสียงออกมาอย่างชัดเจนว่าต้องการนโยบายแบบไหน ไม่ใช่แค่การเข้าคูหาแล้วไปกาเลือกพรรคที่ชอบ คนที่ใช่เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว

ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เราหวังว่าหลังจากนี้ ประชาชนจะสอดส่อง ตรวจสอบ การทำงานของผู้กำหนดนโยบายมากขึ้น ว่าได้ทำงานยึดโยงกับความต้องการของประชาชนที่เคยส่งเสียงออกไปหรือไม่ ไม่ว่าผู้แทนนั้นจะมาจากพรรคการเมืองไหน เข้าไปในฐานะรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ประชาชนต้องไม่หยุดการทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิไตย
กระบวนการนี้จะทำให้ประชาชน คุ้นเคยกับการใช้อำนาจของตัวเอง รู้จักส่งเสียงตัวเอง ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะผ่านการตรวจสอบการทำงานของสส. หรือเวทีสาธารณะต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนมีพลัง
และการมีประชาธิปไตยที่แท้จริงในครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกำหนดนโยบายของประเทศที่ต่างออกไป อย่างน้อยที่สุด หลังจากนี้ การเมืองในบ้านเราจะได้เป็นการเมืองเชิงนโยบายเสียที
Q : จากเลือกตั้ง 66 สู่ 69 มองเห็นความหวัง และการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อย่างไร ?
หลายคนบ่นว่าเพิ่งเลือกตั้งไปเมื่อปี 66 ทำไม ปี 69 ต้องเลือกอีกแล้ว ยังไม่ทันครบวาระ 4 ปีเลย เสียงเหล่านี้สะท้อนให้เห็น ความเบื่อหน่ายทางการเมืองของประชาชน
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นความน่ากลัวอันดับหนึ่ง
เพราะหากประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองเสียแล้ว เขาจะเริ่มถอยห่างจากการเลือกตั้ง จากการมีส่วนร่วมทั้งหมด สิ่งที่ท้ายทายเป็นอย่างยิ่งคือการสร้างพื้นที่ที่ชัดเจนให้ประชาชน ว่าเขามีส่วนร่วมได้จริง และต้องกระจายตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่เมือง หรือที่ใดที่หนึ่ง
เมื่อประชาชนมองเห็นอำนาจในมือตัวเอง เขาจะกล้าเข้ามามีส่วนร่วม เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการอย่างแท้จริงผ่านการออกแบบนโยบายที่มีคุณภาพ และจับต้องได้มากขึ้น
เรายังคงมีความคาดหวังต่อพรคการเมือง ว่าหากเขาได้เข้าสู่สภาฯ หลังการเลือกตั้ง พวกเขายังคงจะได้ยินเสียงประชาชนอยู่ แล้วนำเสียงเล็ก ๆ เหล่านี้ไปถกเถียง พูดคุย วิจัยค้นคว้า และออกแบบนโยบายที่เหมาะสมได้ โดยไม่ทิ้งเสียงของพวกเขาไว้นอกสภาฯ
ในขณะที่ ภาควิชาการเองก็ต้องไม่หยุดทำหน้าที่ หวังว่าเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว แต่นักวิชาการก็ยังต้องค้นคว้า วิจัย เพื่อหนุนเสริมการทำงานของรัฐสภา และภาคประชาชน ประคับประคองไปด้วยกันไปให้ถึงเป้าหมาย
และท้ายที่สุด ประชาชนเองต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม นโยบายที่ส่งเสียงออกไป เพราะทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองที่สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดบนผลประโยชน์ของสาธาสาธรณะ และยืนหยัดบนวิถีประชาธิปไตย

