มีสิทธิปลูก แต่อาจไม่มีสิทธิขาย เมื่อ ‘กะเพรา’ ซ่อนเงาผูกขาด บีบตลาดอาหารไร้ทางเลือก ? | โจน จันใด

“ทุกคนมักอ้างว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช หรือ กฎหมายสิทธิบัตร เป็นแรงจูงใจให้คนพัฒนาสายพันธุ์ เพิ่มพันธุ์พืชเป็นอาหารมากขึ้นให้กับโลกใบนี้ แต่ในความจริงแล้ว ตั้งแต่เรามีกฎหมายนี้ ทำให้พันธุ์พืชหายไปอย่างรวดเร็ว แรงจูงใจเกิดขึ้นกับคนไม่กี่กลุ่ม ทั้งคนที่มีเงินทุน บริษัท นักวิชาการ”

“เกษตรกร ซึ่งพัฒนาพันธุ์พืชมาหลายชั่วอายุคน กลับถูกทำให้รู้สึกว่า…​ทำไม่ได้ เพราะ ขาดองค์ความรู้ ไม่มีทุน ไม่มีเทคโนโลยี ฯลฯ จนการพัฒนาสายพันธุ์พืช กระจุกตัวอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม แทนที่จะเพิ่มความหลากหลาย กลับกลายเป็น เครื่องมือส่งเสริมการผูกขาด…”

ส่วนหนึ่งจากมุมมองของ โจน จันใด นักพัฒนาและรวบรวมพันธุ์พืชไทย ผู้ก่อตั้งพื้นที่การเรียนรู้และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พืชพื้นเมือง ที่ตั้งข้อสังเกตต่อกระแสที่กำลังเป็นข้อถกเถียง กรณี บริษัท ซีพีแรม จำกัด จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ สู่ความกังวล สิทธิในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ ความเสี่ยงต่อการผูกขาด และ อนาคตความมั่นคงทางอาหาร

The Active ชวน โจน จันใด สนทนาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งวิเคราะห์เบื้องหลังการจดทะเบียน กะเพราแก้วจุรี 4 สายพันธุ์ ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 เป็นระยะเวลา 12 ปี มีความสำคัญอย่างไร ? ทำไม ? สังคมต้องร่วมกันจับตา

โจน จันใด นักพัฒนาและรวบรวมพันธุ์พืชไทย ผู้ก่อตั้งพื้นที่การเรียนรู้และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พืชพื้นเมือง

ถึงแม้การจดทะเบียนดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐบาล รวมถึงเอกชน ยืนยันว่า เกษตรกร และ ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราะพื้นบ้านได้ตามเดิม ซึ่งมีมากกว่า 300 สายพันธุ์

แต่สำหรับ โจน แล้วเขา ไม่เห็นด้วยกับการจดสิทธิบัตรสิ่งที่มีชีวิตทุกประเภท และกังวลถึงระบบห่วงโซ่ ความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว เพราะ เบื้องหลังการจดสิทธิบัตร ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีความซับซ้อน ที่ต้องจับตา

และอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เกษตรกร รวมถึง ระบบอาหารในระยะยาว เพราะ หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถกำหนดทั้ง พันธุ์พืช ตลาด และพฤติกรรมการบริโภค อาจกลายเป็นหายนะของห่วงโซ่อาหาร เกษตรกรรายย่อยสูญเสียตลาด และ พืชสายพันธุ์พื้นบ้านอาจค่อย ๆ หายไปในที่สุด

กรณีที่ นายกฯ ออกยืนยันว่า “ปลูกกะเพราะเลย” ทุกคนมีสิทธิ์ปลูก ไม่ผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตจะไม่ผิดกฎหมายหากกฎหมายบังคับเข้มข้นขึ้น ขณะที่ ระยะเวลาการคุ้มครองสายพันธุ์ที่ยาวนาน 12 ปี ก็นานเพียงพอที่จะทำให้ พันธุ์พื้นบ้านจะไม่หายไป

เพราะสุดท้ายแล้ว หากตลาดถูกบีบ และถือครองโดยกลุ่มธุรกิจ และเครือข่ายเกษตรกรบางกลุ่ม ผลเสียจะตกกับเกษตรกรรายย่อยที่อาจ สูญเสียตลาด

“ถ้าปลูกแล้วขายไม่ได้ ไม่มีตลาดรองรับ ใครจะปลูก…? สุดท้ายเมื่อคนปลูกน้อยราย พืชสายพันธุ์พื้นบ้านอาจค่อย ๆ หายไปในที่สุด“

หากไม่ให้ข้อมูล “ความต่าง” ของ กะเพราะ ประชาชน อาจ “สับสน”

The Active : กรณีเอกชน ร่วมนักวิจัย จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ เป็นเรื่องปกติของการพัฒนาสายพันธุ์พืชตามกฎหมาย หรือ เป็นสิ่งน่ากังวล ?

โจน จันใด : เรื่องนี้เป็นความปกติตามกฎหมายที่มี แต่สิ่งที่กังวล คือ การขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของพันธุ์พืชที่ไม่ได้มีความแตกต่างจากพันธุ์พื้นบ้านมากนัก อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เพราะคนทั่วไปไม่มีข้อมูลว่าพันธุ์ที่จดทะเบียนใหม่แตกต่างจากพันธุ์พื้นบ้านอย่างไร ดูจากภาพก็คล้ายกันมาก จึงอาจทำให้ชาวบ้านได้รับโทษโดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็น คือ การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ คงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขายพันธุ์ให้ประชาชนทั่วไปนำไปปลูก แต่ต้องการให้เกษตรกรในเครือข่ายปลูกเพื่อใช้ประกอบอาหารจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อของเครือข่ายตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง และเอกลักษณ์ทางอาหาร ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ลึกไปกว่านั้นคือ การทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่บริษัทเป็นเจ้าของ จนรู้สึกว่าอาหารชนิดนั้นต้องมีรสชาติแบบนี้เท่านั้น

เปรียบเหมือน การกินไก่จากฟาร์มอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่กินเพราะราคาถูก หาซื้อง่าย และอยู่ใกล้ตัว เมื่อกินเป็นประจำก็เคยชินกับรสชาติและเนื้อสัมผัสแบบนั้น พอไปกินไก่พื้นบ้านกลับรู้สึกว่าเหนียว

“ผมมองว่า นี่คือการทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับอาหารที่บริษัทเป็นเจ้าของ ซึ่งอาจส่งผลต่อทางเลือกของผู้บริโภคในระยะยาวโดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับการเป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิต เพราะทุกชีวิตเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ การที่ใครคนหนึ่งเข้าไปถือครองส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ ก็อาจทำให้มีอำนาจควบคุมส่วนอื่น ๆ ตามมา ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการให้จดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต“

ความเสี่ยงในอนาคต “เกษตรกร” มีสิทธิปลูก แต่ขายไม่ได้ แล้วใครจะปลูก

The Active : แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า กะเพราพื้นบ้าน ยังปลูก และขายได้ตามปกติ แต่เกษตรกรจะมีความเสี่ยงอะไรในอนาคต ?

โจน จันใด : ความเสี่ยงแรก คือ เกษตรกรอาจแยกไม่ออกว่าพันธุ์ที่ตัวเองปลูกแตกต่างจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองอย่างไร จึงกังวลว่าอาจทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีบทลงโทษที่เกี่ยวข้องสูง จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท

“ผมเชื่อว่า ในช่วงแรกคงไม่มีใครไปจับชาวบ้าน เพราะบริษัทเองก็คงไม่ต้องการให้เกิดปัญหา แต่ในอนาคตการบังคับใช้อาจเข้มงวดขึ้น”

ความเสี่ยงสำคัญกว่านั้น คือ เรื่องตลาด แม้ชาวบ้านจะยังมีสิทธิปลูกกะเพราพื้นบ้าน แต่ถ้าผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปกินอาหารที่ใช้กะเพราสายพันธุ์ของบริษัท จนกะเพราพื้นบ้านขายไม่ได้ เกษตรกรก็จะค่อย ๆ เลิกปลูก

“แม้ว่าเขาจะมีสิทธิปลูก แต่มันขายไม่ได้ แล้วใครจะปลูก”

เมื่อไม่มีคนปลูก พันธุ์พื้นบ้านก็จะค่อย ๆ สูญหาย ในที่สุดผู้บริโภคและเกษตรกรอาจต้องพึ่งพาพันธุ์พืชจากบริษัทมากขึ้น นี่คือผลกระทบที่กังวล เพราะการมีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะสามารถดำรงอาชีพได้จริง หากไม่มีตลาดรองรับผลผลิตในระยะยาว สิ่งที่สูญเสียอาจไม่ใช่เพียงรายได้ของเกษตรกร แต่รวมถึงความหลากหลายของพันธุ์พืชและความมั่นคงทางอาหารของประเทศด้วย

“พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช” แรงจูงใจพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ซ่อนเงาผูกขาด บีบตลาดอาหารไร้ทางเลือก

The Active : กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช กำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี ระยะเวลานี้มีความสำคัญอย่างไร ?

โจน จันใด : ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 พันธุ์พืชอายุสั้นที่ได้รับ การขึ้นทะเบียนจะมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี หลังจากนั้น พันธุ์พืชจะพ้นระยะเวลาคุ้มครอง ทุกคนสามารถนำไปปลูกได้ ฟังดูเหมือนเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน แต่ส่วนตัวมองว่า 12 ปี นานมาก และเพียงพอที่จะทำให้พันธุ์พื้นบ้านจำนวนหนึ่งสูญหายไปได้ ที่ผ่านมา เราก็เห็นแล้วว่ากะเพราพื้นบ้านบางลักษณะเริ่มหาได้ยาก โดยเฉพาะ กะเพราที่มีกลิ่นฉุนจัด ใบไม่ใหญ่มาก

เมื่อ 20–30 ปีก่อน เวลาผัดกะเพรา กลิ่นฉุนสามารถทำให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ จามได้ แต่ทุกวันนี้ กะเพราที่ใช้กันทั่วไปเปลี่ยนไปมาก กะเพราที่มีกลิ่นแรงแบบเดิมหาได้ยากขึ้น

นี่เป็นตัวอย่างว่า แม้กฎหมายจะไม่ได้ห้ามปลูกพันธุ์พื้นบ้าน แต่ถ้าคนหันไปใช้พันธุ์ใหม่มากขึ้น พันธุ์เก่าก็อาจหายไป เพราะไม่มีคนปลูกและไม่มีตลาดรองรับ บางคนอาจมองว่า เป็นเรื่องปกติของตลาด อะไรที่คนชอบก็อยู่ อะไรที่คนไม่ชอบก็หายไป แต่โจน จันใด มองว่า การเลือกของผู้บริโภคไม่ได้เกิดจากความชอบเพียงอย่างเดียว หลายครั้งคนเลือกเพราะราคาถูก หาซื้อง่าย และเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้

ดังนั้น การที่อาหารบางชนิดได้รับความนิยม จึงไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคมีทางเลือกอย่างอิสระเสมอไป…

ข้อถกเถียง คุ้มครองสายพันธุ์กะเพรา โยงใย UPOV 1991

The Active : กรณีกะเพราเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเรื่องการเข้าร่วม UPOV 1991 อย่างไร ? และจะส่งผลต่อเกษตรกรแค่ไหน ?

โจน จันใด : เกี่ยวข้องกันมาก เพราะขณะนี้เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 หรือไม่

ถ้าแก้กฎหมายตามแนวทาง UPOV 1991 ระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชก็จะยาวนานขึ้น จากเดิม 12 ปี เป็น 20 ปีขึ้นไปตามประเภทของพันธุ์พืช อีกเรื่องที่กังวล คือ ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งอาจขยายไปถึง ผลผลิตที่เก็บเกี่ยว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบางกรณี

รวมถึง การควบคุมการนำส่วนขยายพันธุ์ไปใช้ต่อ เช่น หากนำกะเพราสายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปปลูก และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ก็อาจเกิดประเด็นเรื่องสิทธิ และการจ่ายค่าตอบแทน แก่เจ้าของพันธุ์ ขึ้นอยู่กับขอบเขตกฎหมายที่บังคับใช้

“สิ่งที่ผมกังวล คือ เกษตรกรอาจมีข้อจำกัดมากขึ้นในการเก็บเมล็ดพันธุ์ แลกเปลี่ยน แจกจ่าย หรือขยายพันธุ์ต่อ ซึ่งเป็นวิถีที่ชาวบ้านทำกันมายาวนาน ส่วนพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้ หากมีการแก้ไขกฎหมายในอนาคต ผมกังวลว่าอาจมีความพยายามขยายสิทธิความคุ้มครองให้ครอบคลุมพันธุ์เหล่านั้นด้วย…ผมมองว่าประเด็นนี้ต้องจับตา เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ และสิทธิของเกษตรกรในระยะยาว“

“กำไร” แรงจูงใจการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม

The Active : จะสร้างสมดุลระหว่างการให้แรงจูงใจพัฒนาพันธุ์ใหม่ กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารได้อย่างไร ?

โจน จันใด : ผมคิดว่า กฎหมายที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ แม้ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ยังพอรับได้ ถือเป็นจุดกึ่งกลางที่ยอมรับได้

แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถาม คือ เรามักอ้างว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาพันธุ์ใหม่มากขึ้น ขณะที่ผมกลับเห็นว่าความหลากหลายของพันธุ์พืชในระบบอาหารลดลง และการพัฒนาพันธุ์กระจุกตัวอยู่ในมือ ของ นักวิชาการกับบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง สาเหตุสำคัญ คือ รัฐไม่ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นนักพัฒนาพันธุ์ ทั้งที่เกษตรกรทำหน้าที่นี้มายาวนานหลายพันปี

วันนี้ชาวบ้านจำนวนมาก กลับรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาพันธุ์ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีเงินทุน ทั้งที่ในอดีตการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเกษตรกร

เมื่อการพัฒนาพันธุ์อยู่ในมือของคนที่มีทุนมาก แรงจูงใจสำคัญก็กลายเป็นการทำกำไร บริษัทต้องการขายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด และอาจไม่จำเป็นต้องนำพันธุ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาคือ เกษตรกรมีทางเลือกน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคก็คุ้นเคยกับอาหารเพียงไม่กี่สายพันธุ์

ดังนั้น คำถามไม่ใช่เพียงว่าจะคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์อย่างไร แต่ต้องถามด้วยว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเป็นผู้พัฒนาพันธุ์ได้มากน้อยเพียงใด

การพัฒนาพันธุ์พืช ไม่ควร “ผูกขาด” หวั่นกระทบความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

The Active : หากไม่ยึดเรื่องกฎหมายเป็นหลัก สิทธิในพันธุ์พืช ควรเป็นของผู้ลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่ หรือ เกษตรกรที่สืบทอดและพัฒนาพันธุ์พื้นบ้านมาหลายชั่วอายุคน ?

โจน จันใด : ในอดีตเกษตรกรพัฒนาพันธุ์พืชกันเป็นเรื่องปกติ เวลาปลูกพืชก็จะคัดเลือกต้นที่แข็งแรง โตดี ผลผลิตสูง และรสชาติดี เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ส่วนต้นที่ไม่ดีก็คัดออก นี่คือ การพัฒนาพันธุ์ตามธรรมชาติที่ทำกันมายาวนาน และทำให้เรามีพันธุ์พืชหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด มะม่วง และพืชพื้นบ้านชนิดต่าง ๆ

เมื่อหลายสิบปีก่อน ในหมู่บ้านหนึ่งอาจมีข้าวปลูกกันเป็นร้อยสายพันธุ์ แต่ทุกวันนี้พันธุ์ข้าวที่ปลูกในเชิงพาณิชย์กลับกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่พันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ของชาวบ้านไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อทำกำไร แต่ทำเพื่อให้ครอบครัว และลูกหลานมีอาหารดี ๆ กิน เป็นการพัฒนาพันธุ์ที่เกิดจากวิถีชีวิตและการพึ่งพาตนเอง

ในทางกลับกัน การพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้าในปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับการเติบโตเร็ว ผลผลิตสูง รูปร่างสวย และตอบโจทย์ตลาด แต่อาจทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาปุ๋ย สารเคมี และปัจจัยการผลิตมากขึ้นในบางระบบการเพาะปลูก

“ผมจึงไม่เห็นด้วยกับระบบกฎหมายที่ทำให้การพัฒนาพันธุ์กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม”

“การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ถือว่า เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เพราะมันทำให้เกิดความอดอยากขาดแคลนได้ง่ายมาก”

สำหรับการพัฒนาพันธุ์ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ ไม่ใช่สิทธิของคนที่มีทุนหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แรงจูงใจของเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรเสมอไป แต่เป็นความต้องการให้ลูกหลานมีอาหารที่ดี และรักษาพันธุ์พืชให้คงอยู่ต่อไป

“สนับสนุนเกษตรกรพัฒนาเมล็ดพันธุ์” ชาวบ้านทำ คนเมืองช่วยกิน ทำได้เลยวันนี้ ไม่ต้องรอ…

ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงเรื่องการคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ อาจไม่ได้จบลงเพียง ประชาชนยังปลูกกะเพราพื้นบ้านได้ตามปกติ เพราะสิ่งที่ โจน จันใด กำลังตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่สิทธิในการปลูก แต่คือ สิทธิในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ โอกาสในการแข่งขัน และอำนาจกำหนดอนาคตระบบอาหาร

แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 จะเปิดทางให้ผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่ได้รับความคุ้มครอง แต่หากการพัฒนาพันธุ์แ ละตลาดอาหารกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุน และนักวิชาการเพียงไม่กี่กลุ่ม เกษตรกรรายย่อยอาจค่อย ๆ สูญเสียบทบาทจากการเป็นผู้พัฒนา และรักษาพันธุ์พืช กลายเป็นเพียง ผู้ผลิตที่ต้องพึ่งพาระบบตลาด โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ และทำได้ทันที อย่างการพึ่งพาระบบการผลิตชุมชน และสนับสนุนเกษตรกร ชาวบ้านที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์พื้นบ้าน ของตัวเองให้ได้มากที่สุด…

The Active : ในสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรและผู้บริโภคจะทำอะไรได้บ้าง ? นอกจากติดตามและตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

โจน จันใด : สิ่งแรกคือ เกษตรกรต้องจับตาการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และต่อสู้ในเรื่องกฎหมายต่อไป แม้จะไม่รู้ว่าจะชนะหรือแพ้ก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องสร้างทางเลือกของตัวเองควบคู่ไปด้วย เกษตรกรต้องกลับมาเก็บเมล็ดพันธุ์เอง พัฒนาพันธุ์เอง และปลูกพืชพื้นบ้านให้มากขึ้น ตามวิธีการที่ชาวบ้านเคยทำกันมา ส่วนผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นคนกำหนดว่าอาหารแบบไหนจะอยู่ในตลาดต่อไป “ชาวบ้านทำ คนเมืองช่วยกิน”

ถ้าเกษตรกรปลูกพืชพื้นบ้าน แล้วคนเมืองช่วยซื้อ ช่วยกิน ก็จะเกิดระบบอาหารใหม่ที่เกษตรกรและผู้บริโภคพึ่งพากันได้ เราสามารถสร้างตลาดชุมชน สร้างธุรกิจอาหารของชุมชน และทำให้รายได้กระจายกลับไปสู่ท้องถิ่น แทนที่จะกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

การต่อสู้เชิงนโยบายเป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องทำต่อไป ขณะเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายเปลี่ยนก่อนจึงจะเริ่มสร้างระบบอาหารของตัวเอง ถ้าเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ พัฒนาพันธุ์ และปลูกเอง ส่วนผู้บริโภคช่วยกันสนับสนุนอาหารที่ชาวบ้านผลิต เราก็จะรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืชและสร้างความมั่นคงทางอาหารได้

“การกลับมา สู่ ท้องถิ่น สร้างชุมชน สร้างตลาดชุมชน สร้างระบบเล็ก ๆ ของเราเอง คือ ทางออกที่เราทำได้ง่ายที่สุดในวันนี้ครับ…”

โจน จันใด ทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

บุศย์สิรินทร์ ยิ่งเกียรติกุล

เรียนจบสายวิทย์-สังคมฯ-บริหารรัฐกิจฯ ทำงานไม่ตรงสาย และกลายเป็น "เป็ด" โดยไม่รู้ตัว สนใจการเมือง จิตวิทยาเด็ก วิธีคิดการมองสังคม และรักการสัมภาษณ์ผู้คน