งาน Policy Watch Connect 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้สร้างปรากฏการณ์ของ เทศกาลออกแบบนโยบาย ที่แตกต่างกว่าที่เคย เพราะครั้งนี้คือการยกระดับการออกแบบนโยบายแบบมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
ด้วยแนวคิด ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) ที่เชื่อว่า หัวใจ ของการปกครองไม่ใช่แค่เสียงโหวต หรือการลงคะแนนเสียง แต่คือการพูดคุยแลกเปลี่ยนเหตุผลของทุกภาคส่วนก่อนการตัดสินใจและออกนโยบาย ที่สามารถอุดช่องว่างจากระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนแบบไทย ที่เน้นเสียงของคนส่วนใหญ่ (Majority) แต่กลับหลงลืมคนกลุ่มน้อย (Minority)
Policy Forum ที่เกิดขึ้นทั้ง 12 เวทีนี้ จึงถูกออกแบบเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น ภายใต้โจทย์ใหญ่และวิสัยทัศน์ของทีม Policy Watch Connect 2026 ที่มุ่งเน้นให้การพูดคุยเรื่องนโยบายในครั้งนี้ ไม่เป็นเพียงพื้นที่ถกเถียงและมาจากเสียงคนมีอำนาจเท่านั้น
แต่ต้องการสร้างให้พื้นที่แห่งนี้เป็นของทุกคน และส่งเสียงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเสียงนั้นจะเล็กหรือแผ่วเบาแค่ไหน และไม่ว่าพวกเขาจะปรากฏกายอยู่ในที่แห่งนี้หรือไม่ก็ตาม ผ่านตัวแทนเชิงสัญลักษณ์อย่าง เก้าอี้ว่างเปล่า (Empty Chair) ก้อนหิน ดอกไม้ และแก้วน้ำคว่ำหน้า เพื่อให้เกิดพื้นที่และวัฒนธรรมการปรึกษาหารือแบบใหม่ ออกแบบนโยบายมาจากการมีส่วนร่วมของทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

The Active ชวนอ่านสัญญะการออกแบบบรรยากาศในบทสนทนาที่มีหัวใจ ก่อนล้อมวงพูดคุยเรื่องนโยบายอย่างเป็นมิตร คละเคล้าไปกับกระบวนการที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดอ่อนและบรรจง เพื่อรำลึกถึง ใครบางคน ที่หล่นหายไปจากระบบ เพียงเพราะช่องโหว่ของนโยบาย
เพราะที่แห่งนี้ จะทำให้พวกเขาถูกมองเห็น และกลับมามีตัวตนอีกครั้งในฐานะมนุษย์
Deliberative Democracy
บรรทัดฐานใหม่ของโลกประชาธิปไตย
ที่ผ่านมา การออกแบบนโยบายในบ้านเรายังถูกมองว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง และรัฐบาลเป็นหลัก ประชาชนอย่างเราก็มักคิดว่าตนเองเป็นเพียงผู้ใช้นโยบายเท่านั้น คงไม่มีสิทธิ์มีเสียง หรือมีความรู้ที่จะสามารถคิด หรือออแบบนโยบาย
นี่เป็นเพราะคนไทยคุ้นชินกับ ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ที่ใช้การโหวตหรือลงประชามติเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากจะเผลอฝากความหวังไว้กับสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่เพียงอย่างเดียว
มีคำอธิบายจาก รศ. ปิยะพงษ์ บุษบงก์ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วยังมีประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) คือ แนวคิดทางประชาธิปไตยที่เชื่อว่า หัวใจ ของการปกครองไม่ใช่แค่การโหวตหรือลงคะแนนเสียง แต่คือการให้ทุกภาคส่วนร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเหตุผล (Deliberation) เพื่อหาฉันทามติร่วมกันก่อนการตัดสินใจและออกนโยบาย

แม้แนวคิดนี้จะยังมีให้เห็นไม่มากนักในสังคมไทย แต่สำหรับในต่างประเทศแล้วก็เริ่มมีให้เห็นอย่างแพร่หลายมากขึ้น
ไอร์แลนด์ ใช้สภาพลเมือง (Citizens’ Assembly) พิจารณาประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความขัดแย้งในสังคมสูง เช่น กฎหมายการทำแท้ง และสมรสเท่าเทียม โดย รัฐบาลจะสุ่มเลือกประชาชนจากทั่วประเทศเพื่อมานั่งฟังข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นเปิดให้ทุกฝ่ายถกเถียงกันด้วยเหตุผล ก่อนจะส่งข้อเสนอแนะต่อไปยังรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การทำประชามติที่นำไปสู่การลดความขัดแย้งได้จริงในสังคม
ปัจจุบัน สิ่งนี้ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคม ว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือดังกล่าวนี้ ต้องผนวกเข้าไปเสริมกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประชาชนไม่ได้ใช้อำนาจตัดสินใจด้วยตัวเองโดยตรง แต่ผ่านการ เลือกคน ให้เข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจแทนในฐานะพรรคการเมือง หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ดังนั้น การเชื่อมโยงประชาธิปไตยแบบตัวแทนเข้ากับประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ จะเติมเต็มช่องว่างระหว่างผู้ตัดสินใจและผู้ได้รับผลกระทบได้
“ประชาธิปไตยแบบตัวแทน จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้มีประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือคู่ขนานกันไป เพื่อให้นโยบายนั้นขยับสู่การเป็นนโยบายสาธารณะที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้”
รศ.ปิยะพงษ์ บุษบงก์
รศ.ปิยะพงษ์ ยังอธิบายว่าโมเดลลักษณะนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ และกำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนานโยบายของไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ จะเกิดขึ้นได้จริงนั้น จำเป็นต้องมี พื้นที่กลาง (Public Sphere) ที่เปิดกว้างและมีคุณภาพ พื้นที่ที่ประชาชนไม่ได้เป็นเพียง ผู้โหวต หรือ ผู้รับนโยบาย เท่านั้น แต่ต้องกลายเป็น ผู้ใช้เหตุผลร่วมกัน เพื่อกำหนดทิศทางของสังคม
แล้วพื้นที่แห่งนี้จะเป็นที่สร้างนโยบายที่สามารถสะท้อนความจริงได้จากทั้งมุมของผู้เชี่ยวชาญโดยตรงและมุมของสาธารณชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย
Policy Watch Connect 2026
เมื่อรัฐสภา ทำหน้าที่พื้นที่สาธารณะ
พื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ไม่ใช่แค่สถานที่เท่านั้น แต่เป็นแนวคิดทางสังคมศาสตร์อันโด่งดังของ เยอร์เกิน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ที่มีหัวใจสำคัญ คือ การสร้างพื้นที่แห่งการถกเถียง แลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่อง ประโยชน์ส่วนรวม (Common Good) อย่างอิสระ ยืนอยู่บนหลักเหตุผล และมีพลังสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อผู้คนถกเถียงจนเกิดฉันทามติร่วมกันแล้ว จะกลายเป็น ประชามติ (Public Opinion) ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐบาลต่อไป

หากย้อนไปไกลถึงศตวรรษที่ 18 ฝั่งยุโรปเองก็มักมีพื้นที่ลักษณะนี้ในรูปแบบคาเฟต์ โดยเฉพาะใน ลอนดอน และ ปารีส ที่เคยเป็นแหล่งให้ประชาชน นักคิด นักเขียน ใช้เป็นพื้นที่ถกเถียงกันทางความคิด และกลายเป็นวัฒนธรรม สภากาแฟ ในบ้านเราด้วย
จนมาถึงในยุคสมัยนี้ เรามี โซเชียลมีเดีย เป็นพื้นที่หลักในการเสนอความเห็นบนสเตตัส ถกเถียง แลกเปลี่ยนผ่านคอมเมนต์ และแสดงความเห็นชอบผ่านการกดถูกใจ และยังมีพื้นที่ที่ดูจะเป็นทางการขึ้นมาสักหน่อย อย่าง เวทีสาธารณะ หรือ เวทีประชาพิจารณ์ ต่าง ๆ
โดยเฉพาะฤดูกาลเลือกตั้งเช่นในเวลานี้ เวทีเสวนา หรือเวทีดีเบตต่าง ๆ ก็มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ในบรรยกาศการพูดคุยท่ีร้อนแรง และมักมีเป้าหมายเพื่อขายนโยบายในฝัน หรือหาเสียงเพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมเป็นหลัก
แต่สำหรับการพูดคุยเรื่องนโยบาย Policy Forum Connect 2026 ครั้งนี้ กลับมีเป้าหมายต่างออกไป
ตลอด 12 วันของการจัดงาน พื้นที่ รัฐสภา ศูนย์กลางอำนาจแห่งนิติบัญญัติ ที่ทำหน้าท่ีตรากฎหมาย และนโยบายสำคัญของประเทศ ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็น พื้นที่สาธารณะ ที่เปิดประตูอ้าแขนต้อนรับให้ประชาชนเข้ามาอย่างถ้วนหน้า
ไม่ว่าจะเป็นใคร มีความรู้มากแค่ไหน หรือยากดีมีจนอย่างไร ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการเข้าร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยน ถกเถียงเรื่องนโยบายกันได้อย่างเท่าเทียม
หากถามว่างานนี้ต่างออกไปอย่างไร ? รศ.ปิยะพงษ์ ย้ำว่า
“นี่ไม่ใช่เวทีดีเบต ที่จัดขึ้นเพื่อให้ต่างฝ่ายมา โต้เถียง หรือค้านงัด ซักทอดกันเรื่องนโยบายก่อนการเลือกตั้ง แต่ถูกออกแบบมาให้เป็น วงสนทนาด้วยหัวใจ
รศ.ปิยะพงษ์ บุษบงก์
เพราะในวงสนทนานี้ จะไม่มีการจับเวลาเพื่อแย่งกันเสนอ ไม่มีคำพูดที่เชือดเฉือนใจ ไม่มีความเห็นใครถูกต้องหรือถูกปัดตก เพราะทุกคนจะหันหน้าเข้าหากัน วางปัญหาร่วมกันลงบนโต๊ะเดียวกันตรงกลาง แล้วร่วมพูดคุยกันอย่างสุนทรียสนทนา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
คุยเรื่องนโยบายด้วยหัวใจ โอบอุ้มไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น
12 วัน 12 วงสนทนา กับ 10 ประเด็นปัญหาในสังคมไทย ถูกออกแบบการพูดคุยอย่างละเอียดอ่อนและเป็นมิตร บทสนทนาคละเคล้าไปพร้อมรูปแบบการสร้างบรรยากาศที่ซ่อนสัญญะไว้ในวงสนทนาที่ถูกออกแบบอย่างบรรจง เพื่อสื่อถึงอะไรบางอย่าง หรือใครบางคนที่หล่นหายไปจากระบบ
ทีมผู้จัดงาน Policy Watch Connect 2026 เล่าให้เราฟังว่า วงสนทนาทุกวงถูกออกแบบผ่านแนวคิดเรื่อง Empathic Policy Design หรือ การออกแบบที่มีหัวใจ โดยลองคิดถึงคนที่เจ็บปวดและได้รับผลกระทบจากปัญหาสังคมแต่ละด้าน ว่าพวกเขาต้องเจอกับปัญหาอะไร กำลังรู้สึกอย่างไร และเครื่องมือแบบไหนจะทำหน้าที่โอบอุ้มพวกเขาไว้ได้
ทั้งหมดเป็นการออกแบบกระบวนการพูดคุยที่ยืนอยู่บนพื้นฐานขอความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เป็นหลัก และกลายเป็นหลายสัญญะที่ซ่อนอยู่แทบในทุกวงสนทนา
เก้าอี้ว่างเปล่า (Empty Chair)
เช้าวันที่ 2 ของการสนทนาถูกเริ่มต้นด้วยพลังแห่งความกระตือรือร้น ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในห้องจนแทบเต็มขนัด แสงไฟหรี่สลัวลงพร้อมความเงียบ เพื่อส่งต่อความสำคัญให้จอมอนิเตอร์เบื้องหน้าเริ่มทำงาน
คลิปวิดีโอสั้นแสดงภาพภัยทางธรรมชาติในประเทศไทยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาพความเกรี้ยวกราดของภัยพิบัติถูกฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านบ้านเรือนที่พังทลาย ชีวิต และทรัพย์สินที่สูญสลายไปพร้อมกับ แผ่นดินไหว อุทกภัย และโคลนถล่ม
หลายชีวิต ต้องพลัดพราก สูญหาย
หลายชีวิต อยู่ต่อไปบนความเจ็บปวด สูญเสีย
และอีกหลายชีวิต ไม่มีวันได้กลับบ้านอีกตลอดกาล
ไฟทั่วทั้งห้องเริ่มสว่างอีกครั้ง พร้อมการปรากฏขึ้นของ เก้าอี้สีขาว ที่เด่นชัดกว่าที่เคย
นี่คือเหตุการณ์ภายในวงสนทนา Policy Forum : การจัดการภัยพิบัติ ที่ถูกออกแบบให้ เก้าอี้ว่างเปล่า (Empty Chair) ถูกจัดวางอยู่กลางห้อง เพื่อทำหน้าที่สื่อถึงการให้ความสำคัญกับใครบางคนที่ไม่มีโอกาสมาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้
ทีมจัดงาน Policy Watch Connect 2026 อธิบายว่า เก้าอี้สีขาวตัวนี้ ถูกเว้นว่างไว้ให้กับชีวิตผู้คนที่ต้องจากไปเพราะเหตุภัยพิบัติ และอีกหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบ แต่ขาดโอกาสเข้ามาส่งเสียงในสถานที่แห่งนี้ ในวันที่แนวทางการแก้ไขปัญหา และกลไกรับมือยังไม่สามารถโอบอุ้มชีวิตของพวกเขาไว้ได้แม้แต่น้อย
สัญญะนี้มาจากหลักคิดว่า ยังมีคนจำนวนมากที่อยู่ใน ‘จุดมืดบอด’ (blind spot) ในสังคม ไม่เคยมีใครมองเห็น และกำลังถูกหลงลืม

ภายในวงสนทนา Policy Forum : การจัดการภัยพิบัติ
ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วัน เก้าอี้ว่างเปล่าปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็น เก้าอี้ว่างเปล่าสีดำ ที่ถูกพาดผ่านด้วย ผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ ตั้งเด่นอยู่กลางวงพูดคุย ภายในวงสนทนา Policy Forum : การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์

ภายในวงสนทนา Policy Forum : การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์
“เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ แต่ชีวิตอันสดใสของเด็กไทยจำนวนมากกลับขาดหายจากระบบการศึกษา เช่นเดียวกับดอกไม้อันโรยรา เปรียบกับชีวิตใครบางคนที่ต้องร่วงหล่นจากระบบ พวกเขาคือตัวแทนของเด็กไทยจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสอยู่ในห้องแห่งนี้ และไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง”
นี่คือเสียงอธิบายจากทีมจัดงาน Policy Watch Connect 2026 ถึงสัญญะที่เลือกวางไว้กล่างห้อง เพื่อเน้นย้ำว่า ของเก้าอี้ว่างเปล่า ไม่ได้ถูกเว้นว่างสำหรับผู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังเว้นว่างไว้สำหรับเด็กที่ยังไม่เกิดมาด้วย
จามีกร อำนาจผูก สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่นโยบายของไทยมักถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่กลับละเลย คนที่จะเกิดมาในอนาคต การคิดถึงเสียงของคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน หรือผู้ที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก เข้ามาเป็นตัวตั้งต้น จึงเป็นหัวใจของการสร้างนโยบายสำหรับทุกคน
การจิตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในบริบทของ Strategic Foresight และ การออกแบบนโยบาย (Policy Design) จะมีการกล่าวถึง Wild Card หรือ เหตุการณ์ที่มี โอกาสเกิดต่ำ แต่ถ้าเกิดแล้วจะส่งผลกระทบมหาศาล (Low Probability, High Impact)
“ในเชิงการมองอนาคต (Foresight) จะมีสิ่งที่เรียกว่า Wild Card หรือสัญญาณเตือนแผ่ว ๆ ที่เราอาจมองไม่เห็น หรือไม่ได้คิดถึงเลยด้วยซ้ำ แต่หากมีเหตุการณ์บางอย่างอุบัติขึ้น อาจพลิกโลกไปได้ตลอดกาล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบนโยบายจึงจำเป็นต้องคิดถึงสัญญาณนี้” จามีกร อธิบาย

นักออกแบบนโยบายสาธารณะ ยังยกตัวอย่างถึงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อหลายปีที่ผ่านมาว่า หากเรามีการออกแบบนโยบายที่มีการคิดถึงสัญญาณเตือนแผ่ว ๆ ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ความสูญเสียก็จะลดลง แต่เรากลับไม่เคยจินตนาการถึงมัน ดังนั้น การออกแบบนโยบายจึงจำเป็นต้องนำสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาด้วยให้มากที่สุดจึงจะนำไปสู่ทางรอดได้
ก้อนหิน ดอกหญ้า และแก้วคว่ำ – ความเหลื่อมล้ำที่ต้องพลิกกระดาน
เมื่อ ความเหลื่อมล้ำ และ รัฐสวัสดิการ คือปัญหาใหญ่ หลายคนรู้และเข้าใจดี แต่เลือกที่จะมองไม่เห็น
เฉกเช่นเดียวกับ ก้อนหิน ดอกไม้ และแก้วคว่ำ สัญญะสำคัญภายในวงสนทนา Policy Forum : ความเหลื่อมล้ำและรัฐสวัสดิการ
“ทุกชิ้นมาจากบริเวณรัฐสภาแห่งนี้ แต่แน่นอนว่าหลายคนกลับไม่เคยเห็น”
จามีกร เปรียบเทียบให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการเข้าไม่ถึงรัฐสวัสดิการเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่หลายครั้งกลับถูกละเลยและมองไม่เห็น
ก้อนหิน เป็นตัวแทนของสิ่งที่หนักแน่น สง่างาม แต่กลับกำลังกดทับทั้งสิทธิและชีวิตของผู้คนจนแห้งเหี่ยวโรยรา ไม่ต่างจาก ใบไม้แห้ง และ ดอกหญ้า จำนวนไม่น้อยกำลังตะเกียกตะกายโผล่ให้พ้นก้อนหิน ที่หมายถึงชีวิตผู้คนที่ต้องดิ้นรนให้รอดพ้นจากความเหลื่อมล้ำ

ภายในวงสนทนา Policy Forum : ความเหลื่อมล้ำและรัฐสวัสดิการ
ทั้งหมดนี้ กำลังส่งสัญญาณมาที่ แก้วน้ำคว่ำ ว่าอาจถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ หรือเดินเกมนโยบายแบบเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป แต่อาจต้องล้มกระดาน
“เรามองว่าทุกอย่างต้องแลก ถ้าเราอยากได้ความมั่นคง เราอาจต้องแลกด้วยสิทธิ เสรีภาพ หากเราอยากได้ความมั่งคั่ง อาจต้องแลกด้วยความเป็นธรรม”
จามีกร อำนาจผูก
เช่นเดียวกับ ทีมจัดงาน Policy Wtch Connect Connect 2026 ที่ต่างยอมรับว่า ตอนนี้นโยบายในบ้านเราอาจกำลังเดินผิดทาง จำเป็นต้องทำให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ มองคนที่ถูกหลงลืมให้มากขึ้น
เพราะนโยบายส่วนใหญ่ของประเทศไทยให้ความสำคัญกับประชานิยมที่ตอบเสียงของคนส่วนมาก (Majority) ในขณะที่คนในจุดมืดบอด กลับไม่เคยถูกมองเห็น และไม่มีทรัพยากรไปถึง นโยบายตอนนี้จึงควรปลดล็อกคอขวดเพื่อนำสู่ความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนเสียที
เพราะการออกแบบนโยบายไม่ใช่การสร้างนโยบายที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการเป็นบริหารจัดการ ผ่านการพูดคุย (dialogue) เพื่อหาจุดสมดุลท่ามกลางเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน (paradox) แน่นอนว่าต้องตัดสินใจเลือกว่าจะแลกอะไรกับอะไร (Trade-off) เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ และสำหรับประเทศไทยตอนนี้ ผู้มีอำนาจควรต้องทำให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ หันมามองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อย หรือคนจนให้มากขึ้นกว่านี้
ใต้โต๊ะคอร์รัปชัน
“เราเห็นพลังในวงนี้มาก ๆ เพราะมันทั้งสื่อสาร และเสียดสี”
จามีกร เล่าย้อนถึงอีกวงสนทนาที่น่าสนใจ นั่นคือ Policy Forum : สกัดเส้นเงิน ทุนเทา รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน รอบนี้ มีการใช้สัญญะเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมใสสะอาดวางอยู่กลางห้อง แม้บนโต๊ะจะว่างเปล่า แต่ใต้โต๊ะกลับเต็มไปด้วยกลีบของดอกดาวเรืองกระจัดกระจาย

ภายในวงสนทนา Policy Forum : สกัดเส้นเงิน ทุนเทา รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน
“โต๊ะตัวนี้ คือ สัญญะของความโปร่งใสของร้ฐไทย แม้บนโต๊ะจะดูว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย แต่ใต้โต๊ะอาจเต็มไปการด้วยทุจริต คอร์รัปชันของผู้มีอำนาจ เราซ่อนความหมายนี้ไว้ผ่าน ดอกดาวเรือง ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักการเมือง เมื่อพวกเขาช่วงชิงพื้นที่ใต้โต๊ะนี้ไปแล้ว เราอยากช่วงชิงคืนเหมือนกัน โดยการจัดเรียงมณฑลดอกไม้ (Flower Mandala) เพื่อแสดงว่านี่คือพื้นที่ที่จะโอบอุ้มหัวใจ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป”
จามีกร อำนาจผูก
มณฑลดอกไม้ (Flower Mandala)
หากสังเกตให้ดี ในทุกวงสนทนา จะมี มณฑลดอกไม้ (Flower Mandala) ปรากฏอยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นสัญญะเชิงบวกที่แสดงออกถึงจุดรวมใจ ที่ทำให้การพูดคุยโฟกัสอยู่ในเนื้อตัวเดียวกัน และมีเป้าหมายร่วมกัน

“นอกจากมันดาลาจะทำหน้าที่เป็นจุดร่วม ทำงานผ่านตัวตนด้านในของทุกคนแล้ว ในทางจิตวิทยามันยังเป็นเหมือนจุดพักสายตา มันดาลาทำให้เราไม่จำเป็นต้องจ้องหน้า ถกเถียง ถมึงทึงใส่กัน ตลอดการสนทนา เพียงแค่มองมาตรงนี้ จะทำให้เราลดความวิตกกังวล และวางใจ เพื่อจิตใจเรามีจุดพักทบทวนได้ดียิ่งขึ้นด้วย”
ทีมจัดงาน Policy Watch Connect 2026
เพราะการออกแบบนโยบายไม่สามารถทำได้ด้วยความแห้งแล้ง แต่ต้องทำจากการมีส่วนร่วมด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ ที่คำนึงทุกคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะปรากฏตัวอยู่ในที่แห่งนี้หรือไม่ก็ตาม
นอกจากนั้นแล้ว รศ.ปิยะพงษ์ ยังเสริมด้วยว่า เป้าหมายของกระบวนการนี้ คือการอุดช่องว่างจากระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มักเน้นฐานเสียงคนส่วนใหญ่ (Majority) ทำให้มองไม่เห็นคนกลุ่มน้อย (Minority) หรือเกิด จุดมืดบอด (Blind Spot) ที่ทำให้ไม่เคยมองเห็นกลุ่มเปราะบาง
กระบวนการทั้งหมดนี้เอง จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ คนที่ถูกมองไม่เห็น (Invisible People) กลับมามีตัวตนอีกครั้ง
“ทีมจัดงาน Policy Watch Connect 2026 ตั้งใจออกแบบกระบวนการโดยตั้งต้นจากชีวิตของคนที่ถูกมองไม่เห็น เพื่อฉายให้เห็นถึงจุดที่มืดบอดที่สุด (Blind Spot) เพราะเขาคือคนส่วนน้อยที่แทบไม่เคยถูกมองเห็น และประชาธิปไตยทางตรงจะเป็นพื้นที่เดียวของพวกเขาได้ วิธีนี้จะเป็นการอุดช่องว่างของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่สนใจแต่เสียงคนส่วนใหญ่ดังเช่นที่ผ่านมา”
รศ.ปิยะพงษ์ บุษบงก์

นอกจากนี้ หากขยับออกไปนอกห้องสนทนา บริเวณรอบนอก คือ สระมรกต ที่มีการจัดแสดง นิทรรศการ เท่าหรือเทียม : เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง ฉายภาพคนจนในเมืองใหญ่ ที่ขับเคลื่อนเมืองหลวงแห่งนี้แต่กลับไม่เคยมีใครมองเห็น
“อยากให้ทุกคนนำเรื่องราวของผู้คนในนิทรรศการด้านนอก เข้าไปอยู่ในหัวใจ พยายามลองใส่รองเท้าของพวกเขา เห็นอกเห็นใจ (empathize) พวกเขาเสียก่อน จากนั้นเมื่อเดินเข้าไปในห้องสนทนา ให้ลองจินตนาการว่านโยบายที่ประเทศเรามีอยู่ เพียงพอสำหรับพวกเขาหรือยัง”
ทีมจัดงาน Policy Watch Connect 2026
และเมื่อเข้ามาในห้องสนทนา จะมีการสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าร่วมเกิดความรู้สึก “เอาใจมาคุยกัน” ผ่านการจัดวางดอกไม้ ในพื้นที่แบบวงกลม เพื่อแสดงให้เห็นว่า วันนี้จะไม่มีใครเก่งกว่า หรือมีสถานะทางสังคมสูงกว่า เพราะไม่ว่าทุกคนจะเป็นใคร แต่นับจากนาทีนี้เป็นต้นไปทุกคนจะเสมอภาคกันอย่างเท่าเทียม
จากวงเสวนาที่ฟาดฟัน สู่วงคุยกันที่เห็นอกเห็นใจ
หากถามว่าการพูดคุยเรื่องนโยบายด้วยหัวใจ ตลอด 12 เวทีที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
จามีกร อธิบายว่า กระบวนการในครั้งนี้แตกต่างจากวงเสวนาที่พูดคุยเรื่องนโยบายแข็ง ๆ ที่ผ่านมามาก และสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับภายในของผู้คน
“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในผู้คนมหาศาล หากเป็นวงสนทนาที่ไม่มีกระบวนการเหล่านี้ ทุกครั้งที่เกิด dead air เราจะเห็นแต่ความวิตกกังวลของผู้คน แต่ในครั้งนี้ mood กลับเปลี่ยนไป ผู้คนนุ่มนวลขึ้น คุยกันด้วยภาษาที่อ่อนโยน เป็นกันเอง และนำไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพราะเป้าหมายของวงสนทนาไม่ควรเป็นการเอาชนะ หรือโชว์ว่าใครฉลาดกว่ากัน แต่คือการคุยกันด้วยหัวใจ แล้วจะทำให้ทุกถ้อยคำในบทสนทนามีความหมายอย่างแท้จริง”
จามีกร อำนาจผูก
มองนโยบายอย่างเป็นมิตร – ความหวังของนักออกแบบนโยบาย
ปรากฏการณ์ Policy Watch Connect 2026 ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่ใช่แค่กระบวนการสร้างนโยายแบบมีส่วนร่วมเท่านั้น แต่คือก้าวแรกของการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ ในการออกแบบนโยบายสาธารณะของประเทศไทย ที่เดินไปไกลกว่าเพียงการเสนอแคมเปญจากพรรคการเมืองเท่านั้น
เพราะนี่คือการพยายาม เชื่อมประชาธิปไตยตัวแทน เข้ากับประชาธิปไตยทางตรง ผ่านการปรึกษาหารือจากประชาชนทุกภาคส่วน ด้วยกระบวนการที่ออกแบบการพูดคุยด้วยหัวใจ ที่นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง
สำหรับความหวังต่อการที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายในอนาคตนั้น รศ.ปิยะพงษ์ แสดงความหวังไว้ว่า ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้ว ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากงานครั้งนี้จะถูกนำไปใช้หรือไม่
แต่อย่างน้อยที่สุด วงสนทนาทางนโยบายในครั้งนี้ก็ได้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และนโยบายที่เขียนออกมาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จึงถือว่าเป็นความสำเร็จก้าวแรกของนโยบายที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
เช่นกันกับ จามีกร ที่พาเรามองไปที่ระดับกระบวนการ ว่าถัดจากนี้ มีหวังให้ทุกคนมีมุมมองต่อนโยบายที่เป็นมิตรมากขึ้น และรู้ว่าการออกนโยบายไม่ใช่เรื่องของผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่คือเรื่องที่เราทุกคนมีส่วนร่วมได้จริง
“เราไม่อยากพูดว่า คือ ความคาดหวัง (expectation) เพราะหากไม่ได้จริงมันจะเจ็บ แต่เราอยากขอให้มีความวัง (hope) ที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีนโยบายที่เป็นธรรมมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป”
จามีกร ทิ้งท้าย

