“มันเป็นไปได้หรือ ? ที่เด็กคนหนึ่งจะเปลี่ยนโลกได้”
อาจฟังดูใหญ่เกินกว่าที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะตอบได้ แต่สำหรับ พระเอกวีร์ มหาญาโณ หรือ พระอั๋น คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสงสัย หากได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบว่า คนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้มากแค่ไหน ?
ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นวัยรุ่น วันหนึ่ง พระอั๋น ตื่นขึ้นมาและพบว่ามีกลุ่มเด็กและคนรุ่นใหม่จำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ที่บ้าน การรวมตัวครั้งนั้นเกิดจากความตั้งใจของพี่สาวที่อยากเชื่อมพลังของคนรุ่นใหม่ซึ่งเชื่อว่า พวกเขาสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันนั้น ก่อเกิดเป็น “กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม YIY (Youth Innovation Year)” และกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ พระอั๋น ได้เรียนรู้ โดยทุกคนในตอนนั้นเข้ามาด้วยไฟที่อยากลงมือทำ ความคิดสร้างสรรค์มากมายที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ ซึ่งในหัวตัวเองตอนนั้นก็มีแต่คำถามว่า…
“เด็กธรรมดาอย่างเรา ๆ ที่นั่งมองหน้ากัน จะเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงหรือ ?”
ถึงแม้ในหัวจะมีแต่ความสงสัย แต่พระอั๋น เล่าว่าอีกใจหนึ่งก็มีความรู้สึกตื่นเต้นและกระหายที่จะลงมือทำจริง ๆ มากกว่าเก็บไว้แค่ในความคิดเพียงอย่างเดียว

และหลักคิดนี้เองที่ พระอั๋น นำกลับมาถ่ายทอด และทบทวนมันอีกครั้ง บนเวที “เราจะรักษาโลกได้ไหม ถ้ายังรักษาใจตัวเองไม่ได้” ภายใต้กิจกรรม Sustrends 2027 ภายใต้ธีม “Finding Our Way” ซึ่งชวนให้ผู้คนกลับมาค้นหาวิธีดูแลโลกอย่างยั่งยืนในแบบของตัวเอง
ใครจะไปเชื่อว่าแค่เพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ จะเปลี่ยนวิธีมองโลกของเด็กหนุ่มคนหนึ่งไปตลอดกาล
“สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเจอกันเพื่อนในวันนั้น มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาตมาสนใจว่า สังคมมันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ทำให้เราเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วมันมีคนอีกจำนวนมากมายในสังคมที่เขาพยายามจะทำอะไรสักอย่างให้มันดีขึ้นเหมือนกัน”
พระอั๋น ชวนมองย้อนความคิด
ความฝันที่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ พระอั๋น เล่าว่าในตอนนั้น ทุกคนมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ยังขาดทรัพยากร ที่สำคัญคือยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าตกลงแล้ว โลกที่ดีขึ้นหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
ทุกคนนึกถึงอะไรบ้างเวลาพูดว่าอยากให้โลกนี้ดีขึ้น ? มันคือโลกที่ธรรมชาติทุกรักษาอย่างดี โลกที่ไม่มีสงคราม โลกที่ทุกคนมีกินมีใช้ หรือโลกที่ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เพื่อดับความสงสัย พระอั๋นและเพื่อนในตอนนั้น จึงพยายามมองหาแนวคิดของโลกที่ดีในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ค้นพบว่าแม้แต่ต่างประเทศเองก็ยังหาคำตอบนี้ไม่ได้ และสิ่งที่เขาให้คุณค่าว่าดี จะรู้ได้อย่างไรว่ามันดีกับเราด้วย
แล้วอะไร ? คือสิ่งที่เราให้คุณค่าคือความดี พระอั๋น ตั้งคำถามว่า ทำไม ? คนเราถึงเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ มีความสุขกับสิ่งบางอย่าง และมีความทุกข์กับสิ่งบางอย่าง เป็นไปได้ไหม ? ว่าวิธีการใช้ชีวิตของมนุษย์ก็ต่างได้รับอิทธิพลมาจากโครงสร้างหรือกรอบอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้
“อะไรบางอย่างดีไซน์ให้เราเป็นตามระบบที่มันถูกสร้างขึ้น การย้อนไปทำความเข้าใจว่าระบบนี้คืออะไรเป็นหนทางที่ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากนั้น แล้วทำประโยชน์ใหม่ให้เอื้อเฟื้อกับชีวิตพวกเราได้มากขึ้น อาตมากลับมาด้วยทัศนคติที่อยากจะ รื้อระบบ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ควรจะเป็นจริง ๆ คืออะไร สุดท้ายก็ได้มาเจอกับพุทธศาสนา”
พระอั๋น ย้อนความทรงจำ

พระอั๋น เล่าว่า จริงๆ หัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ การรื้อระบบ รื้อสิ่งที่เราปรุงแต่งไปว่าดีหรือไม่ดี แล้วกลับมาอยู่กับความเป็นจริงตรงหน้า เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “อยู่กับปัจจุบัน” นี่คงเป็นอย่างหนึ่งที่ พระอั๋น หมายถึง ในแง่หนึ่ง เราพยายามสร้างโลกข้างหน้าให้ดีขึ้น สวยขึ้น แต่ลืมมองไปว่าโลกปัจจุบันที่ใช้ชีวิตกันอยู่เป็นอย่างไรบ้าง
พระพุทธศาสนาพาให้ พระอั๋น มาทบทวนว่าสิ่งที่เรามองหาอาจจะไม่ต้องไปเสาะแสวงที่ไหนไกล มันควรจะเริ่มต้นจากตัวเองต่างหาก เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้การมองหาสิ่งที่ดีจากต่างประเทศก็ไม่ได้ช่วยให้เรามองเห็นโลกที่เราอยากจะมีได้
“เราเปลี่ยนโลกได้ในแบบที่เราเป็น นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาตมาหันมาสนใจเรื่องภายใน เข้าใจตัวเองให้ได้ก่อนเพื่อจะเข้าใจคนอื่น ย้อนกลับมาเฝ้าสังเกตกระบวนการทำงานของชีวิตแบบที่มันเป็นจริง ๆ แล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมเรามีความสุข แล้วทำไมคนอื่นมีความสุข”
พระอั๋น ชวนคิด
อีกสิ่งสำคัญที่จะทำให้การสร้างโลกที่ดีขึ้นได้ คือการเป็นมิตรทุกคน แม้กระทั่งกับคนที่อยู่คนละฟาก ในทางพระพุทธศาสนามองว่า มนุษย์ต่างก็เพื่อนกัน ในฐานะบุคคลที่เกิดมาร่วมทุกข์และสุขด้วยกัน
บางครั้งความฝันก็ต้องล้มเหลว
ถึงอย่างนั้น พระอั๋นก็เล่าว่าเส้นทางการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนโลกก็ไม่ได้ราบรื่น ไม่เหมือนกับเวลาเราดูในหนังฮีโร่ที่ตัวละครเอกจะหาทางกู้โลกให้จนได้ แต่สำหรับพระอั๋น เหตุการณ์ที่ผ่านสามารถเรียกว่า “ล้มเหลว” เลยก็ว่าได้
แต่ความล้มเหลวนี่แหละทำให้ พระอั๋น และเพื่อน ๆ รู้ว่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่
“คนรุ่นใหม่ควรจะมีความฝันที่ต้องล้มเหลว ความล้มเหลวนั้นจะทำให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เราฝันมันใหญ่เกินกำลังของตอนนั้น แสดงว่าเราสามารถพัฒนาให้เราใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามขนาดของความฝันที่เราหวังไว้ ถ้าเราทำความฝันได้ตั้งแต่เด็ก ๆ แสดงว่าฝันของเราเล็กไป”
พระอั๋น ขยายความ

แม้จะล้มเหลว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ได้อะไรกลับมาเลย อย่างน้อยการที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่รวมตัวกัน ลงมือทำสิ่งดี ๆ ร่วมกัน ก็เป็นสัญญาณที่ดีและบ่งบอกได้ว่ามนุษย์ก็ต่างอยากช่วยกันพัฒนาโลกให้ดีขึ้น ไม่ใช่ว่าตักตวงทรัพยากรกันอย่างเดียว
ไฟในการสร้างโลกที่ดีกว่าไม่เคยดับลง หากแต่มันถูกจุดประกายต่อด้วยเด็กรุ่นใหม่ เหมือนกับที่เราได้เห็นท่ามกลางงาน Sustrends 2027 ครั้งนี้
แม้จะไม่ได้สู้ตายหรือบ้าบิ่นในช่วงก่อนอยู่ในผ้าเหลือง แต่พระอั๋นเองก็ยังอยากที่จะเห็นโลกที่ดีขึ้นอยู่ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ พระอั๋นจึงมองว่า ก็ต้องเริ่มกระบวนการตกตะกอนกับตัวเองเสียก่อน
สุดท้ายนี้ พระอั๋น ก็ฝากไปถึงเด็กรุ่นใหม่ที่มีความฝันและความหวังที่อยากจะเห็นโลกที่ดีกว่า…
“โลกนี้เปลี่ยนได้ด้วยคนที่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองไม่คิดไม่ฝันว่าจะทำได้
พระอั๋น ฝากทิ้งท้าย
ขอให้พวกเราตั้งเป้าหมายให้ใหญ่เกินจริง”

