พลวัตสื่อสันติภาพ: เครื่องแปลงสภาพความขัดแย้ง สู่ ข้อท้าทายและการปรับตัวของสื่อสันติภาพร่วมสมัย (4)

บทวิเคราะห์แนวคิด: สื่อสันติภาพคืออะไร ? และข้อเสนอเชิงรหัสภาษาสู่ภาพอนาคต

ภายใต้การรวบรวมประวัติศาสตร์อันยาวนานของพื้นที่ปาตานี เราสามารถสรุปกรอบวิเคราะห์แก่นแท้ของคำว่า สื่อสันติภาพ (Peace Journalism) ในพื้นที่นี้ได้ดังนี้:

1. สื่อสันติภาพคืออะไร ?

สื่อสันติภาพมิใช่การเซ็นเซอร์ข่าวด้านลบ หรือการนำเสนอเพียงภาพความฝันที่ไร้แรงปะทะ หากแต่เป็นกระบวนทัศน์การรายงานข่าวสารที่พัฒนาโดย โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวดังต่อไปนี้:

มิติสื่อสงคราม (War Journalism)สื่อสันติภาพ (Peace Journalism)
เป้าหมายหลักนำเสนอข้อมูลการปะทะ (เน้นผู้ชนะ-ผู้แพ้)ค้นหาทางออกของความขัดแย้ง (เน้นชัยชนะทุกฝ่าย)
ตัวละครและสัดส่วนให้ความสำคัญเฉพาะกลุ่มผู้นำกองทัพ/ผู้ถืออาวุธให้เสียงแก่เหยื่อ พลเรือน และผู้หญิงในระดับฐานราก
โครงสร้างเนื้อหารายงานเฉพาะผลกระทบด้านกายภาพ (ยอดคนตาย/ระเบิด)เจาะลึกถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม
การใช้ภาษาใช้ถ้อยคำเร้าอารมณ์ ป้ายสี สร้าง “ขั้วตรงข้าม” (เรา-เขา)ใช้ถ้อยคำเชิงบวก มุ่งทลายอคติ ค้นหาความเข้าใจร่วมกัน

ในบริบทปาตานี สื่อสันติภาพจึงทำหน้าที่เสมือน เครื่องแปลงสภาพความขัดแย้ง จากจุดที่นองเลือดบนดินปืน ให้กลายเป็นการสนทนาผ่านพื้นที่สาธารณะทางปัญญา ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้นำเสนอทางออกทางการเมืองโดยไม่ต้องพึ่งพาลำกล้องปืน

2. ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: การสร้าง “รหัสทางภาษา” เพื่อการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงบวก

เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพและยกระดับอำนาจในการต่อรองความรุนแรงของสื่อภาคประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์และเครื่องมือในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงบวกดังนี้:

การประสานระบบรหัสภาษาเพื่อการเคลื่อนไหว (Synergy of Language Codes): สื่อภาคประชาชนต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของการใช้รหัสภาษาเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และบูรณาการรหัสทั้งสองระดับเพื่อกำหนดวาระทางสังคม:

  • การใช้รหัสภาษาแบบจำกัด (Restricted Code): พัฒนาเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นกันเอง อิงแอบอยู่กับคำและสัญญะในภาษาถิ่นมลายูและวิถีอิสลาม เพื่อสื่อสารกับมวลชนรากหญ้าและสร้างความเป็นเจ้าของในการเคลื่อนไหว

  • การใช้รหัสภาษาแบบขยาย (Elaborated Code): บูรณาการคำและกรอบอธิบายเชิงหลักวิชาการสากล กฎหมายสิทธิมนุษยชน และความรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงของรัฐ (Party A) และประชาคมนานาชาติยอมรับ

การสร้างพจนานุกรม “รหัสคำศัพท์ที่คู่ขัดแย้งยอมรับและแปรเปลี่ยนไปได้”: คู่ขัดแย้งที่ถืออาวุธมักมีความอ่อนไหวต่อคำศัพท์และการระบุตรา (Labelling) สื่อภาคประชาชนและชุมชนวิชาการต้องเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการกำหนดพจนานุกรมคำศัพท์ที่สอดคล้องกับหลัก “ความไหวรู้ต่อความขัดแย้ง” (Conflict Sensitivity):

  • หลีกเลี่ยงคำสร้างอคติและความเกลียดชัง: เช่น คำว่า “ผู้ก่อเหตุรุนแรง” หรือ “โจรใต้” ในฝั่งขบวนการ และหลีกเลี่ยงคำว่า “เจ้าอาณานิคมสยาม” หรือ “ทหารรัฐไทยทรราช” ในฝั่งรัฐบาลไทย

  • ส่งเสริมการใช้ภาษาตามกรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL): การใช้คำว่า “พลเรือน” (Civilians), “เป้าหมายอ่อนแอ” (Soft Target), “การหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม” หรือ “พื้นที่สาธารณะปลอดภัยเพื่อผู้บริสุทธิ์” คำศัพท์เหล่านี้มีโครงสร้างทางความหมายที่เป็นกลางและได้รับการคุ้มครองในระนาบสากล ทำให้คู่เจรจาทั้งสองฝ่ายสามารถสมาทานคำศัพท์ไปใช้ในนโยบายของตนได้โดยไม่รู้สึกเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง

3. การปฏิรูปและปกป้องระบบนิเวศข้อมูลสาร (The News Ecology Security):

  • การประกาศแนวปฏิบัติวิชาชีพร่วมของสื่ออิสระในพื้นที่ (Localized Code of Conduct): สื่อภาคประชาชนต้องรวมตัวกันจัดตั้งข้อตกลงและกรอบจริยธรรมการรายงานข่าวสารที่ปลอดจากงบประมาณและการแทรกแซงเชิงจิตวิทยาของรัฐ เพื่อทวงคืน “ความไว้วางใจ” และความชอบธรรมจากมวลชนกลับคืนมา

  • การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือและป้องกันคดีปิดปาก (Anti-SLAPPs Legal Aid): เครือข่ายสิทธิมนุษยชนและปัญญาชนต้องร่วมกันผลักดันมาตรการทางกฎหมายเพื่อปกป้องและพิทักษ์เสรีภาพของสื่อเยาวชนคลื่นลูกใหม่ (เช่น Wartani, The Motive, The Pen) จากการดำเนินคดีอาญาภายใต้กฎหมายพิเศษ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้แก่พลเรือนที่ต้องการแสดงออกและใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการยุติความรุนแรงและปูทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืนต่อไป

จาก “สับสน” สู่ “ริเริ่มพูดคุย”: ข้อท้าทายและการปรับตัวของสื่อสันติภาพร่วมสมัย

กล่าวโดยสรุป พัฒนาการของระบบนิเวศสื่อสารในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา สามารถแบ่งจำแนกและวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจพลวัตการเติบโตและการปรับตัวท่ามกลางข้อท้าทายที่เปลี่ยนรูปโฉมไปตามบริบทการเมืองความมั่นคงอย่างเป็นระบบ ดังนี้

ยุคทศวรรษแรกแห่งความสับสนและสุ่มเสี่ยง (ปี 2547 – 2555)

ในช่วง 10 ปีแรกหลังการประทุของสถานการณ์ความรุนแรง สื่อสารมวลชนในพื้นที่รวมถึงสื่อส่วนกลางยังไม่มีความเข้าใจต่อมโนทัศน์คำว่า “สมานฉันท์” “สันติภาพ” หรือแม้กระทั่งความหมายของการประนีประนอมและการอยู่ร่วมกัน รายงานข่าวส่วนใหญ่เน้นเฉพาะความเร้าอารมณ์เพื่อขายยอดขาย

จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2548 ผ่านการจัดตั้ง โต๊ะข่าวภาคใต้ (ศูนย์ข่าวอิศรา) ภายใต้ปฏิกิริยาตอบโต้เหตุการณ์ความรุนแรงตากใบและกรือเซะ ระบบบรรณาธิการคู่ ทำหน้าที่เป็นกระบวนการเรียนรู้และซ่อมแซมวิชาชีพสื่อครั้งประวัติศาสตร์เริ่มตั้งคำถามว่า “ใครขัดแย้งกับใคร ด้วยเรื่องอะไร ?” พยายามเปิดพื้นที่การสื่อสารให้เสียงของ คนในพื้นที่ ได้ปรากฏตัว

เปลี่ยนพฤติกรรมการรายงานข่าวจากแบบ Outside-in ที่สมาทานแว่นความมั่นคงส่วนกลางมาเป็นความไหวรู้เชิงวัฒนธรรมและภาษาถิ่นมากขึ้น และสร้างหลักการสมดุลข่าวสารระหว่างคู่ขัดแย้ง เพื่อไม่ให้สื่อถูกผลักหรือตกเป็นเครื่องมือโฆษราชวนเชื่อของฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ การก่อตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ทำหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อเป็นเครื่องมือวิเคราะห์เตือนภัยเชิงนโยบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และเมื่อเข้าสู่ห้วงปี 2552 – 2553 การเปิดตัวข้อเสนอต้องห้ามเรื่อง นครปัตตานี และกิจกรรมรณรงค์แนวราบ 100 คน 100 คลิป ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงการตื่นตัวในการใช้วิดีโอสั้นเป็นเครื่องมือเสนอทางออกทางการเมืองและการปกครองตนเองของพลเมืองรากหญ้าเพื่อลดความสูญเสียจากการใช้อาวุธ ในช่วงท้ายของทศวรรษนี้ มีการจัดตั้งสร้างสื่อทางเลือกและนักข่าวพลเมืองรุ่นใหม่อย่างเป็นทิศทาง

ยุคเปลี่ยนผ่านและริเริ่มการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ (ปี 2556 – 2565)

การลงนามใน ฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถือเป็นหลักหมุดสำคัญที่ขยับเพดานความรู้และความเข้าใจของสื่อสันติภาพในพื้นที่ การกำหนดให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการนำประเด็นกระบวนการสันติภาพปาตานีเข้าสู่ปริมณฑลสาธารณะ สื่อภาคประชาชนในยุคนี้ก้าวข้ามการรายงานข่าวประจำวันมาทำหน้าที่เป็น ตัวแสดงทางกฎหมายและการเมือง เพื่อทลายการผูกขาดข้อมูลข่าวสารความมั่นคงจากส่วนกลาง

ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ กรณีสถานีวิทยุมีเดียสลาตันสัมภาษณ์พิเศษแกนนำ BRN (อุสตาซฮัสซัน ตอยิบ) ในเดือนสิงหาคม 2556 ท่ามกลางภาวะชะงักงันและข่าวลือล้มโต๊ะเจรจา

อย่างไรก็ตาม ยุคนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและการปราบปรามทางอ้อมจากรัฐไทย คดีประวัติศาสตร์การจับกุมและพิพากษาจำคุก 12 ปี มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ” (อันวาร์) นักกิจกรรมสื่อกลุ่มบุหงารายา ในปี 2556 สร้างผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อสิทธิ์เสรีภาพและการรณรงค์อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ภายหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากการอภัยโทษในปี พ.ศ. 2560 อันวาร์ได้กลับมาขับเคลื่อนงานเยาวชนรุ่นใหม่ในบทบาทบรรณาธิการสำนักสื่อ The Motive และสื่อทางเลือกหน้าใหม่อย่าง Wartani, The Pen ขึ้นมา

ยุคครบรอบ 10 ปีการพูดคุยสันติภาพและการตื่นตัวในบริบทใหม่ (ปี 2566 – 2569)

ปัจจุบันระบบนิเวศสื่อสารปาตานีเผชิญกับสภาพการณ์ที่ซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง ภายใต้พลวัตของความตื่นตัวของคนในพื้นที่ที่มาพร้อมกับความอ่อนล้าทางโครงสร้าง

  • ภาวะเหนื่อยล้าทางสันติภาพ (Peace Fatigue) และการแยกส่วนงานทำงาน: หลังจากการเจรจาโต๊ะพูดคุยสันติภาพเดินทางมาร่วม 10 ปีโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงหรือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ภาคประชาสังคมและสื่อทางเลือกบางส่วนเริ่มอ่อนแรงและเกิดอาการถอดใจ กระบวนการทำงานร่วมกันแบบเครือข่ายขนาดใหญ่เพื่อหนุนเสริมสันติภาพภาพรวม (Peace writ Large) เริ่มลดความถี่ลง และหันไปทำงานขับเคลื่อนขนาดเล็กเฉพาะด้านของตนเองในระดับพื้นที่ในลักษณะสันติภาพเชิงย่อย (Peace writ Little) ทั่วทุกตารางนิ้ว

  • รอยร้าวลึกซึ้งจากงบประมาณรัฐและความมั่นคง: วิกฤตการณ์การเงินและอุปสรรคเชิงจิตวิทยาเกิดขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2560 เมื่อรัฐบาล คสช. ผ่าน ศอ.บต. และ กอ.รมน. ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนภาคประชาสังคมมูลค่า 50 ล้านบาท ปรากฏการณ์นี้สร้าง “รอยร้าวลึก” ภายในขบวนการสื่อทางเลือกและองค์กรเครือข่าย CSOs ท้องถิ่น โดยถูกแบ่งขั้วระหว่างกลุ่มที่ต้องการรักษาเสรีภาพทางวิชาชีพและจุดยืนที่อิสระ (โดยปฏิเสธการรับงบประมาณทหาร) กับกลุ่มที่ยินยอมรับงบประมาณเพื่อหล่อเลี้ยงการเยียวยาฐานราก การแบ่งสายอย่างรุนแรงนี้ทำให้แกนกลางดั้งเดิมอย่างศูนย์เฝ้าระวังฯ (DSW) แตกแยก และลดทอนความเฉียบคมในการกำหนดวาระทางสังคมของสื่อสันติภาพจนถึงปัจจุบัน

  • คลื่นลูกใหม่และการปราบปรามด้วยคดีปิดปาก (SLAPPs): การปิดตัวลงของสถานีวิทยุภาษามลายูชุมชนหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และการจำกัดพื้นที่แสดงความคิดเห็น นำไปสู่การจัดตั้งสื่อคลื่นลูกใหม่โดยอดีตแกนนำนักศึกษากลุ่ม PerMAS เช่น Wartani, The Motive, และ The Pen สื่อเหล่านี้เกาะติดรายงานกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทรมานในค่ายทหารอย่างแหลมคม ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงของรัฐ ส่งผลให้เยาวชนเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายสูงสุดในการสอดแนมเชิงความมั่นคง และมักถูกตั้งข้อหาคดีอาญาร้ายแรงและการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) เพื่อทำลายความชอบธรรมเชิงขบวนการ

  • ความตื่นตัวและความต้องการของประชาชนรากหญ้า: จากผลการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ PEACE SURVEY ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (7 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างกว่าหมื่นคน) ยืนยันข้อมูลเชิงประจักษ์ร่วมกันว่า ประชาชนทั้งไทยพุทธและมลายูมุสลิมในพื้นที่ต่างเชื่อมั่นมากว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพคือวาระที่จำเป็นที่สุดและเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้จริง ทว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มในพื้นที่เองก็มีภาวะความกระอักกระอ่วนใจเนื่องจากกระบวนการพูดคุยมีความคืบหน้าน้อยมาก ขาดโอกาสในการกำหนดอนาคตของตัวเอง และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและรับฟังเสียงประชาสังคมมากขึ้น

  • ติดตามอ่านตอนต่อไป: พลวัตสื่อสันติภาพ: มิติที่ขาดหาย ความขัดแย้งข้ามรุ่น และความซับซ้อนของบริบทใหม่ (5)

Author

Alternative Text
AUTHOR

ฐิตินบ โกมลนิมิ

อดีตนักข่าวกระทรวงสาธารณสุข ผู้คลุกคลีในสนามข่าวสีแดงชายแดนใต้ เป็นทั้งนักมนุษยวิทยา นักสตรีศึกษา และนักสันติศึกษา ที่ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง