“ถึงไม่มีทีวี ตู้เย็น ก็ไม่เห็นเป็นไร”…แต่ ถนน-น้ำ-ไฟ ต้องมาก่อน!

“ถึงไม่มี ทีวี ตู้เย็น ก็ไม่เห็นเป็นไร” 

ส่วนหนึ่งจากเนื้อเพลงดัง “ไถ่เธอคืนมา” ของ ปู – พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ท่อนนี้กำลังชวนให้ย้อนไปสู่คำถาม ว่า ในยุคแห่งการพัฒนาที่ผู้คนมีความสะดวกสบาย รายล้อมด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังมีใครบ้างที่มองเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา   

หรือนี่เป็นสภาวะจำยอมของใครก็ตามที่ยังเข้าไม่ถึง สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยฐานะทางเศรษฐกิจ รายได้ ความยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากความเจริญ หรือแท้จริงแล้วมาจากปัญหาการบริการภาครัฐ ที่ทำให้คนบางกลุ่มตกขอบความเจริญ เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้กันแน่…? 

ข้อมูลจาก ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ชี้ให้เห็นว่า มีชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึง น้ำไหล ไฟสว่าง ถนนดี มากถึง 169 ชุมชน ทั้ง ชุมชนชนบท ชุมชนในเมืองใหญ่ และชุมชนชาติพันธุ์ 

สอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ โดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ล่าสุด พบถึง 221 หมู่บ้าน ที่แม้เข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ยังขาด “ความมั่นคง” เพราะแม้ข้อมูลจะชี้ว่าหมู่บ้านจำนวนมาก มีไฟฟ้า มีถนน มีน้ำประปาใช้ แต่เมื่อพิจารณาเชิงคุณภาพจะพบว่า การเข้าถึงดังกล่าวยังมีความเปราะบางสูง   

ปัญหาสำคัญเพราะกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับรัฐ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จากข้อมูลนี้จึงคาดการณ์กันว่า ชุมชนชาติพันธุ์ที่มีอยู่กว่า 4,000 ชุมชน ล้วนเผชิญกับปัญหานี้ไม่ต่างกัน  

แต่หากลองดูจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ มาตรา 56  ที่บัญญัติให้

“รัฐมีหน้าที่จัดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน
อย่างทั่วถึง ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

รามถึง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มาตรา 12 ที่ระบุว่า 

“กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริการของรัฐ และสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพ อย่างเสมอภาค ทั่วถึงอย่างเป็นธรรม
เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข”

ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และ กฎหมาย กำลังสวนทางกับภาพความเป็นจริงที่หลาย ๆ ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ สิ่งนี้ไม่เพียงสะท้อนความไม่เท่าเทียมของการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่บรรจุในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็น ความเหลื่อมล้ำ และการสูญเสียโอกาสต่าง ๆ ของประชาชนในทุกมิติ ทั้ง ด้านการเรียนรู้ การศึกษาของเด็ก และคนในชุมชน เสียโอกาสด้านเศรษฐกิจ การค้าขาย ผลผลิตต่าง ๆ ที่มีผลจากปัญหาถนนหนทางการขนส่งที่ไม่สะดวก ไหนจะเรื่องสุขภาพ ที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำอุปโภค-บริโภคที่สะอาดได้ 

The Active  ชวนเปิดคลังข้อมูล เพื่อชี้ให้เห็นปัญหา พร้อมชวนหาทางออกสู่นโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม  สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึง ให้เกิดขึ้นได้จริง

พรรคการเมือง ชู ‘ประชานิยม’ สู้ศึกเลือกตั้ง  
แข่ง ลดค่าน้ำ-ไฟ-ขนส่งสาธารณะ…แต่รู้ไหม ? ยังมีชุมชนตกขอบนโยบายนี้ กว่า 4,000 ชุมชน

มองไปทางไหน ตามถนนหนทางในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2569 ภาพของป้ายหาเสียงที่โหมนโยบายการแก้ปัญหาปากท้อง ลดค่าครองชีพ ทั้งลดค่าน้ำ ค่าไฟ และ ลดค่าบริการขนส่งสาธารณะต่าง ๆ กันอย่างหนัก

จากการจับตาและสำรวจนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง ลดค่าครองชีพ และการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากทางพีมูฟ พบว่า มีประมาณ 5 พรรคการเมือง ที่ชูนโยบายลดค่าครองชีพ ทั้ง ลดค่าน้ำ ค่าไฟ และลดค่าบริการขนส่งสาธารณะ

  • พรรคประชาธิปัตย์ มาด้วยนโยบาย ลดค่าไฟไม่ใช้ภาษี 3.50 บาทต่อหน่วย, รถไฟฟ้า รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

  • พรรคเพื่อไทย วางโครงการไฟฟ้าเพื่อคนไทย ค่าไฟไม่เกิน 3.70 บาท ต่อหน่วย, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาทตลอดสาย

  • พรรคภูมิใจไทย ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท ต่อหน่วย, พร้อมต่อยอดโซลาร์รูฟ, ผลักดันรถเมล์ และบริการสาธารณะ ราคาถูก

  • พรรครวมไทยสร้างชาติ ดันค่าไฟเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย, เสรีโซลาร์ ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องขออนุญาต, ตามมาด้วยราคาน้ำมัน ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร

  • พรรคประชาชน ชูนโยบาย Orange Megaprojects 6.3 แสนล้านบาท ได้แก่ น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท, โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท, การจัดการน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท และขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท

ในมุมมองขอพีมูฟ เห็นว่า ตั้งแต่การเลือกตั้ง 2566 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นโยบายและมาตรการด้านค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และสาธารณูปโภคของไทย เน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพระยะสั้น มากกว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างถาวร

แม้ว่ารัฐบาลและพรรคการเมืองจะเคยเสนอแนวนโยบายในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง เกี่ยวกับการทลายทุนผูกขาดด้านพลังงาน การปรับโครงสร้างไฟฟ้า หรือการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในระดับต่ำแบบถาวร แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการดำเนินการจริงจัง รัฐยังคงเลือกใช้การแก้ไขปัญหาเป็นช่วงเวลา ผ่านมติ ครม.ครั้งละ 3–4 เดือน และล้วนแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

“หลายพรรคประกาศนโยบายลดค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ยังมีประชาชนที่ไม่ได้ประโยชน์ เพราะยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า น้ำประปา ถนนหนทางที่ดี ในยุคนี้ ปี 2026 แล้ว ประเทศไทยยังมีชุมชนที่มีปัญหา หรือยังเข้าไม่ถึง น้ำไหล ไฟสว่าง ถนนหนทางดี ไม่น่าเชื่อว่า มีทั้งชุมชนในชนบท และ ชุมชนเมือง และชาติพันธุ์ แตะ 4,000 ชุมชน”

เปิดฐานข้อมูลความเหลื่อมล้ำ 169 ชุมชน เข้าไม่ถึง น้ำไหล ไฟสว่าง ถนนดี  

จะเห็นว่าชุมชนที่ประสบปัญหา แบ่งเป็นทั้ง หมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาเลย หรือถ้ามี ก็จะใช้ระบบไฟฟ้า และประปาแบบชั่วคราว หรือมิเตอร์รวม ส่งผลให้ถูกคิดอัตราค่าใช้จ่ายสูงกว่าผู้ใช้บริการทั่วไป

ยังไม่ต้องถามถึงระบบขนส่งสาธารณะ เพราะบางหมู่บ้าน ถนนหนทางยังเป็นลูกรัง หน้าฝนเป็นดินโคลนชาวบ้านเดินทางลำบาก 

“บนดอยบ้านเราก็รถติดเหมือนใน กทม. ในเมืองใหญ่นะ 
แต่เป็นติดหล่ม ติดดินโคลน” 

นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำยืนยันจากปากชาวบ้านในชุมชนที่เดือดร้อนจากการเดินทาง ตอกย้ำว่านี้เป็นตลกร้าย แต่คือความจริงของปัญหาที่ชาวบ้านเผชิญมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน 

ไม่ใช่แค่ชุมชนชนบท พื้นที่สูง แต่ใครจะไปคิดว่าชุมชนในเมืองก็เดือดร้อนไม่ต่างกัน The Active ลงพื้นที่ ชุมชนริมทางด่วนบางนา ที่ตั้งชุมชนมายาวนานเกือบ 50 ปี มีกว่า 220 ครัวเรือน ที่ชาวชุมชนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจริญในเขตกรุงเทพฯ ก็ยังเผชิญปัญหาคล้าย ๆ กัน คือ ติดข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน จนทำให้เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

ชาวชุมชนริมทางด่วนบางนา ต้องจ่ายค่าน้ำหน่วยละ 8 บาท ค่าไฟหน่วยละ 12 บาท สวนทางกับรายได้ที่ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างรายวัน แม้ที่ผ่านมามีมาตรการ รวมทั้งนโยบายจากหลายพรรคการเมือง ที่จะลดค่าน้ำ ค่าไฟ แต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าถึง เพราะมิเตอร์รวมที่พ่วงกันใช้กว่า 200 ครัวเรือน มีปริมาณการใช้ไฟสูงกว่าเกณฑ์ที่นโยบายรัฐจะสนับสนุน

“สิทธิ์ให้เราไปเลือกตั้ง ที่คุณอยากได้คะแนนเสียงทำให้เราได้ แต่ทำไมเราไม่มีสิทธิ์เข้าถึงน้ำประปา ไฟฟ้า หรือค่าไฟที่มันถูกกว่าที่เราจ่ายตอนนี้ ในราคาที่เป็นธรรมเหมือนคนทั่วไป ต้องใช้หม้อรวม คือเราใช้แบบราคาโรงงานเลย”  

ชาวชุมชนริมทางด่วนบางนา 

‘ชาติพันธุ์’ 4,000 ชุมชน ยังประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิ์ น้ำไหล-ไฟสว่าง-ถนนดี ๆ ที่ปลอดภัย

ข้อมูลล่าสุดที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เดินหน้าจัดทำฐานข้อมูล ขึ้นทะเบียนและสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์ เบื้องต้นกว่า 20 ตำบล พบ 221 ชุมชนเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ยังขาดความมั่นคง

เพราะแม้ข้อมูลจะชี้ว่า หมู่บ้านจำนวนมาก มีไฟฟ้า มีถนน มีน้ำประปา แต่เมื่อพิจารณาเชิงคุณภาพจะพบว่า การเข้าถึงดังกล่าวยังมีความเปราะบางสูงโดยเฉพาะ ในภาคเหนือ และภาคตะวันตก พบการพึ่งพาโซลาร์เซลล์ที่ชุมชนจัดหาเอง หรือการต่อพ่วงมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงการเข้าถึงที่อยู่นอกระบบปกติของรัฐ 

ขณะเดียวกัน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และสัญญาณโทรศัพท์ ยังมีปัญหาความไม่เสถียรในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือที่มีหมู่บ้านกว่า 1 ใน 3 ประสบปัญหาสัญญาณไม่เสถียรหรือเข้าไม่ถึงเลย

นัยสำคัญคือ แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพ แต่ชุมชนชาติพันธุ์จำนวนมากยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ การสื่อสาร และการเข้าถึงบริการดิจิทัลของรัฐ

เรื่องราวของชุมชนเล็ก ๆ ใน จ.ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ ที่สร้างรายได้กว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี อย่าง ชุมชนชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ย บ้านแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน 


สภาพถนนที่ชาวบ้านบางคนที่นี่เรียก หลุมดาวอังคาร หน้าฝนน้ำท่วมขัง หน้าร้อนฝุ่นตลบ น่าจะพอบ่งบอกได้ถึงความเสี่ยง และความยากลำบาก ของเส้นทางหลักหน้าชายหาด ที่ชาวบ้านต้องใช้สัญจร

ในสายตาของ วิรัช ประโมงกิจ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่) เขาแทบไม่เชื่อว่า จะมีถนนแบบนี้อยู่ในเมืองที่กอบโกยรายได้จากการท่องเที่ยวสูงอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย แม้ที่ผ่านมาท้องถิ่นพยายามแก้ไขปัญหาถนนหนทาง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น แต่ติดขัดปัญหา ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นพื้นที่ทับซ้อน ทั้งรูปแบบการถือครองที่ดินของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นยังเจอปัญหาที่ดินทับซ้อนกับเอกชน จนเกิดการฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้าน แม้ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่า เอกชนไม่มีสิทธิ์ฟ้องชาวบ้านก็ตาม  

นั่นเป็นที่มาให้ความหวังของการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้ง ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา มีข้อจำกัด จนชาวบ้านต้องใช้หม้อพ่วงไฟฟ้า แลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ

“เวลาชาวบ้านไปขอไฟ ขอมิเตอร์ไฟฟ้า ทางพนักงานไฟฟ้าบอกกับเราว่า ต้องเอาหนังสือรับรองจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งชาวบ้านอยู่มาดั้งเดิมหลายร้อยปี ไม่มีเอกสารสิทธิ และพื้นที่ชุมชนอยู่ตอนนี้ มีการทับซ้อนของรัฐ ทั้ง พื้นที่ น.ส.ล.ของกระทรวงมหาดไทย กับพื้นที่ป่าชายเลน ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวเขตก็ยังไม่ชัดว่าเป็นของใครกันแน่ จึงเป็นปัญหาการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิชุมชนของชาวบ้านที่นี่”  

 วิรัช ประโมงกิจ 

นี่แค่ชุมชนตัวอย่างที่ยังเผชิญความเดือดร้อน ซึ่งพวกเขาได้แต่หวังให้มีนโยบายเข้ามาแก้ปัญหาตั้งแต่ระดับโครงสร้าง ให้ทุกชุมชนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม

เข้าไม่ถึงระบบสาธารณูปโภค! ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค 
แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจาก งบประมาณรัฐ – ข้อพิพาทที่ดินระหว่าง รัฐ กับ ชุมชน

พีมูฟ ได้สรุป สถานการณ์และภาพรวมปัญหาการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไว้ดังนี้

1. การเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคของชุมชนเมือง(ชุมชนแออัด)

สถานการณ์
ระบบไฟฟ้า – ประปา เป็นมิเตอร์รวม แล้วแยกย่อยในชุมชนกันเอง เพราะเป็นระบบทะเบียนบ้านชั่วคราว การใช้มิเตอร์รวม ทำให้ชุมชนไม่ถูกยอมรับในฐานะ “ผู้ใช้บริการโดยตรง” ระบบไฟ–น้ำ อยู่ภายใต้ความไม่มั่นคง ถูกตัดไฟ/น้ำได้ง่าย การบริหารจัดการภายในชุมชนต้องรับภาระทั้งต้นทุนและความขัดแย้ง

สาเหตุ
สถานะที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง (เช่าที่รัฐ/เอกชน อยู่ในที่รกร้าง ริมทางรถไฟ ริมคลอง) ระบบทะเบียนบ้านชั่วคราว ไม่เข้าเกณฑ์การไฟฟ้า–ประปา นโยบายสาธารณูปโภคผูกกับ กรรมสิทธิ์ที่ดิน มากกว่าสิทธิการอยู่อาศัย

ปัญหา

  • ​​ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือของรัฐได้
  • ​อัตราค่าไฟ ถูกคิดอัตราค่าไฟในรูปแบบชั่วคราว ก่อสร้าง เฉลี่ยรายหลัง อยู่หน่วยละ 7 – 8 บาท
  • ​อัตราค่าน้ำ ถูกคิดอัตราค่าไฟในรูปแบบชั่วคราว ก่อสร้าง เฉลี่ยรายหลัง อยู่หน่วยละ 12 – 15 บาท

ประเด็นเชิงสิทธิ
สิทธิในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน (Right to Basic Services) การเลือกปฏิบัติโดยอ้อมผ่านเงื่อนไขทะเบียนบ้านและเอกสารสิทธิ

2. การเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคของชุมชนในชนบท

สถานการณ์
ระบบไฟฟ้า : บางพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงครบทุกหลัง ใช้ไฟฟ้าจากโครงการขยายเขตไฟฟ้าชนบท หรือพลังงานทางเลือก (โซลาร์เซลล์ชุมชน)
​ระบบประปา : ใช้ประปาหมู่บ้าน บ่อบาดาล แหล่งน้ำธรรมชาติ (ลำห้วย หนอง คลอง) ระบบผลิตและดูแลโดย อบต./เทศบาล หรือชุมชนจัดการกันเอง
​ระบบถนน/คมนาคม : ถนนลูกรังหรือถนนชำรุด ทำให้ยากในบางฤดูกาล

สาเหตุเชิงโครงสร้าง
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกระจุกในเขตเมือง
​การวางแผนจากส่วนกลางไม่สอดคล้องภูมิสังคม
​ข้อจำกัดเอกสารสิทธิในที่ดินทำให้เข้าไม่ถึงการขยายระบบ

ปัญหา

  • ​ระบบสาธารณูปโภคมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ไฟตก ไฟดับ น้ำไม่สะอาด
  • ​งบประมาณดูแลรักษาระบบของท้องถิ่นจำกัด/ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงตกอยู่กับชุมชน
  • ​การขยายเขตไฟฟ้า–ประปาใหม่ ต้องใช้เอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งหลายครัวเรือนไม่มี

ประเด็นเชิงสิทธิ
​สิทธิในการพัฒนาที่เท่าเทียมระหว่างเมือง–ชนบท
​สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรและสาธารณูปโภค

3. การเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคของชุมชนในเขตป่า/กลุ่มชาติพันธุ์

สถานการณ์
ระบบไฟฟ้า : ส่วนใหญ่ไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้า/ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องปั่นไฟ หรือไม่มีไฟฟ้าใช้
​ระบบประปา : ใช้น้ำจากลำห้วย น้ำฝน น้ำบ่อธรรมชาติ ไม่มีระบบประปามาตรฐานหรือระบบกรองน้ำที่ถูกสุขลักษณะ

สถานะพื้นที่ : อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน หรือพื้นที่ทับซ้อนกับนโยบายรัฐ ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน และไม่มีทะเบียนบ้านถาวร และมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาถูกมองว่า “ขัดกับการอนุรักษ์”

กรณีพื้นที่เกาะ (ชุมชนชาวเล เช่น เกาะหลีเป๊ะ) ต้องซื้อไฟฟ้าและประปาจากผู้ประกอบการเอกชนหรือบริษัทพลังงานขนาดเล็กในพื้นที่ ซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าสูงกว่าระบบของรัฐหลายเท่า ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนอยู่ในระดับสูงเกินกำลัง(ค่าไฟหน่วยละ 20 บาท)

สาเหตุเชิงโครงสร้าง
​กฎหมายป่าไม้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ มากกว่าคน
​การไม่ยอมรับอัตลักษณ์และระบบจัดการทรัพยากรดั้งเดิมของชุมชน

ปัญหา

  • ไม่สามารถขอขยายเขตไฟฟ้า–ประปาได้ เนื่องจากติดข้อกฎหมายพื้นที่ป่า
  • เข้าไม่ถึงโครงการสาธารณูปโภคและสวัสดิการของรัฐ
  • คุณภาพชีวิตต่ำ เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากน้ำไม่สะอาด
  • ภาระค่าใช้จ่ายสูงในการจัดการระบบพลังงานและน้ำเอง
  • ขาดการยอมรับตัวตนและสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์

ประเด็นเชิงสิทธิ
สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง
สิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ

ภาคประชาชน กับ ข้อเสนอเชิงนโยบาย…
สู่การเข้าถึง ‘สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน’ ที่ครอบคลุม

ถึงตรงนี้ พีมูฟ จึงมีข้อเสนอสำคัญต่อพรรคการเมือง และรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ประกอบด้วย

  1. เสนอให้คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ กรณีประชาชนที่มีที่อยู่อาศัยหน่วยงานรัฐต้องออกทะเบียนบ้าน (แบบปกติ) ให้กับประชาชนเพื่อเป็นการสำรวจสำมะโนประชากร และประชาชนจะสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐได้ โดยไม่ต้องถามความเห็นชอบจากหน่วยงานเจ้าของที่ดิน ทั้งนี้การที่ประชาชนได้ทะเบียนบ้านมิได้เป็นการยืนยันในเรื่องสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด แต่เป็นการบรรเทาปัญหาให้แก่ประชาชนในเบื้องต้น

  2. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ กรณีประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคได้จำนวน 169 ชุมชน (ตามรายชื่อเอกสารแนบ) สามารถดำเนินการประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในชุมชนได้ โดยไม่ต้องถามความเห็นชอบจากหน่วยงานเจ้าของที่ดิน ทั้งนี้การที่ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคมิได้เป็นการยืนยันในเรื่องสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด แต่เป็นการบรรเทาปัญหาให้แก่ประชาชนในเบื้องต้น

  3. เสนอคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ กรณีที่ประชาชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ตามเกาะต่าง ๆ หรือที่ห่างไกลอื่น ๆ แล้วไม่สามารถเข้าถึงระบบไฟฟ้า ประปา ของหน่วยงานรัฐได้ แต่ต้องอาศัยการซื้อน้ำประปา ไฟฟ้า กับบริษัทเอกชนในราคาแพง ให้รัฐบาลอุดหนุน ร่วมจ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าไฟฟ้า ประปา ในราคาปกติของรัฐได้ เช่น กรณีประชาชนที่อาศัยอยู่ในเกาะหลีเป๊ะ และในระยะยาวรัฐบาลต้องลงทุนในการสร้างระบบสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้า ให้กับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลให้รัฐอุดหนุน
จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)

จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ย้ำว่า สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน น้ำไหล ไฟสว่าง ถนนหนทางดี ต้องให้ทุกคนเข้าถึงได้แบบเท่าเทียมไม่ว่าจะอยู่ในที่ดินของรัฐ หรือที่ดินเอกชน เพราะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของลูกหลาน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 56 แต่ทุกวันนี้กลับยังเหมือนเดิม ทุกพรรคการเมืองไม่ได้มองเรื่องโครงสร้าง มองไปที่จะลดค่าไฟ แต่มีประชาชนอีกมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไฟฟ้า น้ำประปา ถนนหนทาง ที่อยู่ในที่ดินทับซ้อนรัฐ-เอกชน โดยเฉพาะที่อยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มากที่สุดต้องเร่งแก้ไข

“เราคุยกับพี่น้องเรื่องที่สาธารณะ ให้เป็นที่อยู่อาศัย พี่น้องสมาชิกทั่วประเทศ 18 จังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ต่างบอกตรงกันว่าต้องการบ้านเลขที่ชั่วคราว เพื่อขอนำไปขอน้ำ-ไฟ และถนนหนทาง พี่น้องมองว่า ถ้าพรรคการเมืองทุกพรรคทำเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกคนได้ประโยชน์เท่าเทียมกันทั่วประเทศ”  

จำนงค์ หนูพันธ์

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองหลังเลือกตั้ง โจทย์ใหญ่ที่รอพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลชุดใหม่ คือ จะเปลี่ยนคำมั่นสัญญาบนป้ายหาเสียง ให้กลายเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริงและครอบคลุมแค่ไหน ? หรือจะเป็นเพียงความหวังที่ค่อย ๆ จางหายไป เหมือนที่เคยเป็นมา

Author

Alternative Text
AUTHOR

ทัศนีย์ ประกอบบุญ

นักข่าวสายลุย เกาะติดประเด็นแล้วไม่มีปล่อย รักการเดินทาง หลงรักศิลปะบนรองเท้า และชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

Alternative Text
AUTHOR

ธนธร จิรรุจิเรข

สงสัยว่าตัวเองอยากเป็นนักวิเคราะห์ data ที่เขียนได้นิดหน่อย หรือนักเขียนที่วิเคราะห์ data ได้นิดหน่อยกันแน่