เรื่องราวของ อดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ถูกลบออกจากแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ป.5 ทันที หลังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สรุปว่า ข้อมูลของอดีตพระนักบุญรูปนี้ไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนอีกต่อไป เมื่อเจ้าตัวถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน ถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัว ซึ่งถือว่า ขัดกับหลักคุณธรรม และจริยธรรมที่เด็ก เยาวชนควรยึดถือเป็นแบบอย่าง
“หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคม และทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกต ออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก”
ศ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น ศาสนา อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของมาตรฐานศีลธรรมที่ ไว้ใจได้ เสมอไป นำไปสู่คำถามสำคัญถึงมาตรฐานความเหมาะสมดีงามว่าใครเป็นผู้กำหนด ?
รัฐใช้กฎเกณฑ์ใดคัดเลือกว่าศีลธรรมอันดีที่เด็กไทยควรเรียนรู้มีหน้าตาเป็นอย่างไร ? โดยเฉพาะในแบบเรียน วิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งกำหนดบทเรียน ชาวพุทธตัวอย่าง ที่นักเรียนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้น ป.1 – ม.6 ต้องศึกษาและทำความรู้จักข้อธรรมจากทั้ง 55 บุคคล
แล้วชาวพุทธตัวอย่างกลุ่มนี้ กำลังสะท้อนอุดมการณ์ความดีงามแบบใดที่รัฐไทยพึงปรารถนาอยู่ ?
The Active ชวนหาคำตอบจากชุดข้อมูล 55 รายชื่อชาวพุทธตัวอย่าง ที่เด็กไทยต้องศึกษาจากแบบเรียน ตามตัวชี้วัดที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และชวนถกถึงชั้นเรียนวิชาจริยธรรมไปกับ พระชาย วรธัมโม พระนักเขียน และ ครูแนน-ปาริชาติ ชัยวงศ์ ครูวิชาสังคมศึกษา เพื่อร่วมเสนอทางออกว่า ชั้นเรียนวิชาจริยธรรมควรตั้งคำถามอย่างไร ? ให้นักเรียนจินตนาการถึงการสร้างสังคมที่ทำให้มนุษย์เป็นคนที่ดีขึ้นได้ มากกว่าการมองคนแค่ขาวและดำ
รู้จัก 55 ชาวพุทธตัวอย่าง ที่เด็กไทยต้องเรียน
สำหรับตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระบุเนื้อหาของชาวพุทธตัวอย่างที่นักเรียนต้องศึกษา และยึดถือเป็นแบบอย่าง ตั้งแต่ระดับ ป.1 – ม.6 มีทั้งสิ้น 55 บุคคล
โดยแบ่งเป็น พระสงฆ์ 33 รายชื่อ, ชนชั้นปกครอง 12 รายชื่อ, และบุคคลทั่วไปอีก 10 รายชื่อ หากจำแนกตามสัดส่วนเพศ จะพบว่าเป็นเพศชาย 47 รายชื่อ และเพศหญิงเพียง 7 รายชื่อ ซึ่งในนี้มีภิกษุณีเพียง 1 รูปเท่านั้น
ขณะที่การจำแนกตามดินแดนตามนิยามทางภูมิศาสตร์ (ไม่ใช่นิยามตามรัฐชาติสมัยใหม่) จะพบว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวพุทธดินแดนไทย แต่เป็นชาวพุทธนอกดินแดนไทย และส่วนมากก็เป็นตัวอย่างบุคคลในสมัยพุทธกาล ตามตารางข้างล่างนี้
ชั้นปีที่ต้องเรียน | กลุ่มบุคคล | สมัย | เพศ | เชื้อชาติ | |
สามเณรบัณฑิต | ป.1 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช | ป.1 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) | ป.1 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สามเณรราหุล | ป.2 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
สมเด็จพระญาณสังวร (ศุข ไก่เถื่อน) | ป.2 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) | ป.2 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สามเณรสังกิจจะ | ป.3 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช | ป.3 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) | ป.3 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระอุรุเวลกัสสปะ | ป.4 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก | ป.4 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี | ป.4 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | หญิง | ไทย |
พระโสณโกฬิวิสะ | ป.5 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
อาจารย์เสถียร โพธินันทะ | ป.5 | คนทั่วไป | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระสังฆราช (สา) | ป.5 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระราธะ | ป.6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช | ป.6 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม-พระปรมานุชิตชิโนรส | ป.6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
อนาถบิณฑิกะ | ม.1 | คนทั่วไป | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
นางวิสาขา | ม.1 | คนทั่วไป | พุทธกาล | หญิง | ต่างประเทศ |
พระมหากัสสปะ | ม.1 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระอุบาลี | ม.1 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
นางขุชชุตตรา | ม.2 | คนทั่วไป | พุทธกาล | หญิง | ต่างประเทศ |
พระเจ้าพิมพิสาร | ม.2 | ชนชั้นปกครอง | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระสารีบุตร | ม.2 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระโมคคัลลานะ | ม.2 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระเจ้าปเสนทิโกศล | ม.3 | ชนชั้นปกครอง | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระอัญญาโกณฑัญญะ | ม.3 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระมหาปชาบดีเถรี | ม.3 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระเขมาเถรี | ม.3 | พระ | พุทธกาล | หญิง | ต่างประเทศ |
หมอชีวก โกมารภัจ | ม.4-6 | คนทั่วไป | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
จิตตคหบดี | ม.4-6 | คนทั่วไป | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
สุมนมาลาการ | ม.4-6 | คนทั่วไป | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
ดร.เอ็มเบดการ์ | ม.4-6 | คนทั่วไป | หลังพุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
จูฬสุภัททา | ม.4-6 | คนทั่วไป | พุทธกาล | หญิง | ต่างประเทศ |
พระยามิลินท์ | ม.4-6 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระนางมัลลิกา | ม.4-6 | ชนชั้นปกครอง | พุทธกาล | หญิง | ต่างประเทศ |
พระอัสสชิ | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระกีสาโคตมีเถรี | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระอนุรุทธะ | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระองคุลิมาล | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระธัมมทินนาเถรี | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระอานนท์ | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระนาคเสน | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
อนาคาริก ธรรมปาละ | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ต่างประเทศ |
พระปฏาจาราเถรี | ม.4-6 | พระ | พุทธกาล | หญิง | ต่างประเทศ |
สุชีพ ปุญญานุภาพ | ม.4-6 | คนทั่วไป | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช | ม.4-6 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว | ม.4-6 | ชนชั้นปกครอง | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) | ม.4-6 | พระ | หลังพุทธกาล | ชาย | ไทย |
จากข้อมูลข้างต้น พระชาย วรธัมโม ภิกษุผู้เขียนหนังสือ “แกะ เปลือก เพศ พุทธ” ชวนตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่บุคคลตัวอย่างต้องเป็นพระสงฆ์เพียงอย่างเดียว ? ในเมื่อปัจจุบัน มักเห็นกรณีที่ไม่พึงประสงค์อยู่บ่อยครั้ง จะดีกว่าไหมถ้าชวนให้นักเรียนคิดต่อไปว่า มีคนรอบตัวพวกเขา ที่พอจะหยิบยกขึ้นมาเป็นบุคคลตัวอย่าง
รวมถึงนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ ถ้าเขาไม่เห็น ตัวตน ของเขาเองในตัวอย่างตามหนังสือ นี่จะเป็นการตีกรอบทางอ้อมหรือไม่ว่า บุคคลตัวอย่างต้องมีลักษณะทางกายภาพ เพศ ชนชั้น เชื้อชาติ ดังที่แบบเรียนกำหนดมาเท่านั้นหรือ
จากกรณีกระทรวงศึกษาธิการ สั่งถอดชื่อ และภาพของอดีตพระอลงกต ออกจากแบบเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในมุมมองของ พระชาย ก็มองว่า นั่นไม่ใช่เพียงปัญหาของตำราเรียน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบที่รัฐเป็นผู้ชี้ขาด ว่า ใครควร หรือไม่ควรได้รับการยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบในสังคม จึงชวนคิดว่า นิยามของบุคคลตัวอย่างที่ปรากฎในบทเรียน ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชน และเยาวชนได้ร่วมเสนอในตำราเรียน เพื่อไม่ให้การนิยามคนดีถูกรัฐผูกขาดเพียงฝ่ายเดียว เพราะบุคคลต้นแบบเป็นบุคคลสาธารณะที่ใครก็สามารถนิยามได้
การแก้ปัญหาด้วยการลบชื่อออกออกจากตำรา จึงมองเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่กระทรวงฯ รีบจัดการซึ่งเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสังคมไทยมักตีความคำว่า คนดี แคบเกินไป ความหมายของบุคคลตัวอย่าง จึงควรจะตั้งคำถามได้ สามารถถกเถียงได้ และไม่ใช่ชุดคุณค่าตายตัว

ขณะที่ ครูแนน ในฐานะครูสังคมฯ ก็ตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลต้นแบบที่ถูกระบุไว้ส่วนใหญ่เป็นพระหรือชนชั้นปกครอง ก็อาจมาจากการที่กลุ่มนี้มีทรัพยากรและอำนาจในการพัฒนาสังคมมากกว่าคนทั่วไปในแต่ละช่วงเวลาก็ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกบรรจุในหนังสือเรียน เด็ก ๆ ที่ต้องเรียนตามเนื้อหาทั้งหมด ก็อาจถูกจำกัดกรอบในการมองว่าใครคือ คนดี หรือ บุคคลต้นแบบ เพราะเนื้อหามักเน้นไปที่ผู้ชายซึ่งเป็นชนชั้นนำ มีทรัพยากร มากกว่าที่จะเปิดพื้นที่ให้เห็นบุคคลหลากหลายกลุ่มในสังคม
“บุคคลต้นแบบที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตร ไม่ได้มาจากการเลือกของเด็กเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เวลาที่เราชื่นชมใครสักคนและมองว่าอยากให้เขาเป็นต้นแบบ เรามักเลือกจากความใกล้ชิด ความคล้ายคลึงกับตัวตนของเขา แต่เมื่อเป็นการกำหนดมาจากตำราส่วนกลาง ส่งผลให้เวลาที่เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้น คำตอบที่ถูกคาดหวังให้เด็กตอบมักมีเพียงแบบเดียว ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิดวิพากษ์ในมุมของตนเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นการเรียนรู้ชีวประวัติของบุคคลที่สังคมยอมรับ มากกว่าการเรียนรู้บุคคลต้นแบบที่มีความหมายกับชีวิตเด็ก ๆ“
ปาริชาติ ชัยวงศ์
ครูแนน ยังเชื่อว่า การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำรา แต่อยู่ที่วิธีการออกแบบการเรียนรู้ของครูผู้สอน ว่า จะชวนเด็กจินตนาการถึงคุณค่าที่มีความหมายต่อชีวิตพวกเขาได้อย่างไร
กรณีการสั่งลบชื่ออดีตพระอลงกตออกจากตำรา จึงมองว่า เป็นความพยายามจัดการปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นก็ต้องมีการแก้ไข แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และไม่มีประสิทธิภาพ หากหลังจากนี้มีกรณีแบบเดิมเกิดขึ้นอีก ครูจะต้องบอกให้นักเรียนฉีกหน้าหนังสือส่วนนั้นออกไปอีก โดยที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรศึกษาบุคคลนี้อีกแล้ว
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือน่าจะใช้โอกาสนี้เป็นบทเรียน ให้เด็กเห็นว่าบุคคลที่เคยได้รับการยกย่องในสังคม เขาเคยได้รับการชื่นชมเพราะอะไร ? และเหตุใดวันนี้จึงไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว การเรียนรู้เช่นนี้จะทำให้เห็นความซับซ้อนของมนุษย์และสังคมว่าไม่ได้มีแค่ขาวหรือดำ
“มนุษย์ไม่มีใครดี 100% หรือชั่ว 100% การสอนเรื่องบุคคลต้นแบบไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นการตัดสินแบบขาว–ดำ แต่ควรเป็นโอกาสในการวิเคราะห์ ว่าทำไมใครบางคนจึงเคยได้รับการยอมรับ บริบทในสมัยนั้นเป็นอย่างไร และสังคมมีปฏิกิริยาอย่างไร ซึ่งจะทำให้เด็กมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และสังคม”
ปาริชาติ ชัยวงศ์
วิชาจริยธรรมไม่ใช่วิชาท่องจำ
ชวนตั้งคำถามถึงความดีงามด้วยหลัก ‘กาลามสูตร’
เหตุใดระบบการศึกษาไทยมักเน้นหา คนดี มาเป็นตัวอย่าง มากกว่าการสร้าง ระบบที่ดี เพื่อเกื้อหนุนให้ทุกคนสามารถเป็นคนดีได้จริง สำหรับ พระชาย ชวนตั้งข้อสังเกตว่า เพราะสังคมที่ทุกคนยังอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำ มีอำนาจไม่เท่ากัน การจะคาดหวังให้ใครสักคนเป็นคนดีย่อมเป็นเรื่องยาก และดูเหมือนว่าสังคมไทยมีความหิวกระหายคนดี มากกว่าจะสร้าง ระบบที่ดี

ระบบในสังคมยังบกพร่อง ทำให้สังคมมีแต่คนเอาเปรียบกัน ถ้าในสังคมเราคนที่มีอำนาจมากกว่าแชร์อำนาจของตนเองให้กับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า แค่นี้คนดีก็เกิดขึ้นแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องไปค้นหาคนดีจากที่ไหนเลย แค่คนที่มีอำนาจเหนือกว่า รู้จักแชร์อำนาจตัวเอง คนดีก็เกิดขึ้นแล้ว
พระชาย ยังชวนสังคมมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการออกแบบชั้นเรียนวิชาจริยธรรม ก็จะมีบทบาทนำในชั้นเรียนวิชาจริยธรรม การให้ความรู้ทางธรรม มักจะถูกถ่ายทอดผ่านการสอนทางเดียว (One-way communication) โดยผู้สอนเป็นศูนย์กลาง
“ศีลธรรมไม่ใช่เรื่องตายตัว ชั้นเรียนควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนถึงความหมายของความดีงาม ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล และไม่ยึดติดกับตำราเรียน เพราะแม้แต่พระอาจารย์เองก็ไม่ใช่สัจนิรันดร์ นั่นคือการสอนแบบ Two-ways Communicatation คือการสอนที่มีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน”
พระชาย วรธัมโม
จึงเสนอให้ชั้นเรียนวิชาจริยธรรม ขับเคลื่อนด้วยหลัก กาลามสูตร 10 ประการ มาเป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้เด็กสงสัย ถามหาเหตุผล และตรวจสอบด้วยตนเอง เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ตั้งคำถามต่อบุคคลต้นแบบ และมองเห็นว่ามนุษย์ก็มีข้อผิดพลาดได้ การสร้างบทเรียนเช่นนี้ จะช่วยให้นักเรียนคิดได้ว่า ตนเองอยากเติบโตไปเป็น คนแบบไหน มากกว่าการถูกบังคับให้ยึดติดกับบุคคลที่ถูกยกย่องตามตำราเพียงอย่างเดียว
พระชาย เน้นย้ำว่า หลักธรรมกับมนุษยธรรมควรเดินคู่ไปด้วยกัน แต่ในสังคมไทยมักถูกจับแยกขาดจากกัน เมื่อเรียนรู้ศาสนา หลายคนก็ยึดหลักศีลธรรมเป็นแกนชีวิตโดยไม่มองว่าทุกคนต่างก็มีความเป็นมนุษย์ ซึ่งความเป็นมนุษย์หมายถึงความสามารถที่จะผิดพลาดได้ หรือหลงทางได้เช่นกัน เวลามีใครทำผิด สังคมมักตัดสินด้วยกรอบศีลธรรมเพียงอย่างเดียว จนกลายเป็นการล่าแม่มดแล้วลืมความเป็นมนุษย์ลงไป แม้บางเรื่องในเชิงจริยศาสตร์ไม่ใช่ความผิดจริง แต่กลับถูกตีความและลงโทษรุนแรง เหมือนกฎหมายบางข้อ ที่ยังมีการถกเถียงกันในสังคม ฝ่ายบอกว่ากฎหมายข้อนี้มีปัญหา อีกฝ่ายบอกว่าไม่มีปัญหา ในขณะที่มีหลายคนถูกรังแกด้วยกฎหายดังกล่าว
น่าเสียดาย ที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับการสร้างคนดีตามสูตรสำเร็จ มากกว่าการเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่สามารถร้องไห้ได้ ทำผิดพลาดได้ และควรให้อภัยกันได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ถูกสอนหรือเน้นย้ำในระบบการศึกษา
ดังนั้นการถอดชื่อบุคคลออกจากตำราเรียน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ อดีตพระอลงกต แต่คือคำถามใหญ่ที่สังคมไทยต้องตอบว่า เราจะสร้าง ระบบ ที่ทำให้ความดีงอกงามได้อย่างไร ?
“การมุ่งหาคนดีเพียงอย่างเดียวทำให้เรามองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์มีทั้งความสว่างและความมืดในใจ สิ่งสำคัญคือการสร้างเงื่อนไขให้คนไม่เบียดเบียนกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ย้อนกลับไปสู่ปัญหาเรื่องโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เพราะความไม่สมดุลของอำนาจนี่เองที่ทำให้เกิดการตัดสิน กีดกัน และการล่าแม่มดในสังคม และทำให้เราขาดแคลนคนดี”
พระชาย วรธัมโม
สังคมซับซ้อนจนวิชาสังคมตามไม่ทัน
ปกติการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาฯ จะถูกแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 สาระการเรียนรู้ได้แก่
- ศาสนาฯ
- หน้าที่พลเมืองฯ
- เศรษฐศาสตร์
- ประวัติศาสตร์
- ภูมิศาสตร์
แต่โจทย์ของสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อน การทำความเข้าใจปัญหาต้องอาศัยความรู้จากหลายสาระมาบูรณาการร่วมกัน เช่นเดียวกับปัญหาทางศีลธรรมที่พบในกรณีอดีตพระอลงกต เมื่อข้อกฎหมายทางโลกก็สามารถตัดสินได้ว่าใครเหมาะสมดีงามในทางธรรม การเรียนรู้จริยธรรมเพียงแค่แง่มุมทางศาสนาจึงไม่เพียงพอให้ผู้เรียนมีวิจารณญาณและตัดสินคุณค่าได้

สำหรับครูแนน ชวนมองไปในทางปฏิบัติ โดยครูจำนวนมากก็ไม่ได้สอนแยกสาระอีกต่อไป แต่หันมาใช้ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ร่วมสมัยเป็นจุดตั้งต้น แล้วค่อยคลี่คลายให้เห็นมิติทางสังคม ประวัติศาสตร์ ศาสนา และหน้าที่พลเมืองไปพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า การเรียนรู้อิงปรากฏการณ์ (phenomenon-based learning) ที่ทำให้เด็กได้เชื่อมโยงกับโลกจริงมากกว่า แม้ข้อสอบระดับชาติยังคาดหวังให้เด็กต้องตอบเนื้อหาในเชิงความจำ แต่ในห้องเรียน ครูสามารถลดสัดส่วนการเน้นสอบ แล้วเพิ่มพื้นที่สำหรับการอภิปราย ตั้งคำถาม และมองเห็นความหลากหลายของจุดยืนมนุษย์ได้
“การเรียนสังคมศึกษาไม่ควรถูกเร่งเอาคำตอบฟันฉับ เพราะสิ่งที่เด็กเรียนรู้วันนี้ อาจไม่ได้ผลิดอกออกผลทันที เขาอาจจะยังไม่สามารถแสดงจุดยืนได้ทันทีว่าเขาเห็นด้วยกับชุดคุณค่าไหน แต่การเรียนสังคม คือการศึกษามนุษย์ภายในเชื่อมกับสังคมภายนอก การรับรู้ตัวตนของเขาก็ปรากฏขึ้นเมื่อเขาโตและไปตัดสินใจในฐานะพลเมืองจริง ๆ ก็ได้”
ปาริชาติ ชัยวงศ์
สังคมมันแย่ แก้ด้วยการสอนวิชาจริยธรรม
เมื่อเด็กคนหนึ่งเรียนรู้สังคมไปพร้อมกับการเข้าใจตัวเขาเอง ดังนั้น ข้อเสนอที่คนในสังคมมักเสนอว่า “ถ้าเราสอนให้เด็กเรียนวิชาศีลธรรมมากขึ้น สังคมนี้จะมีคนดีมากขึ้นหรือไม่ ?” สำหรับ ครูแนน มองว่า คนดีเป็นผลลัพธ์ปลายทาง ซึ่งมักพร่ำบอกให้เด็กเป็นคนดี มีวินัย ใฝ่เรียน แต่กลับกัน เรากลับไม่พูดถึง กระบวนการระหว่างทาง หรือ ระบบ ที่เอื้อหนุนให้คน ๆ หนึ่งเป็นคนที่ประพฤติชอบต่อตนเองและส่วนรวมมากขึ้น เรากลับไม่ค่อยถกถามกันว่า แล้วก่อนที่คนหนึ่งจะมาเป็นคนดีได้นั้น เราต้องออกแบบสังคมกันอย่างไร ?
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสอนจริยธรรมควรใช้ การคิดเชิงปรัชญา เป็นฐาน เพราะปรัชญาไม่เคยมีคำตอบสุดท้ายในตัวมันเอง การเรียนรู้เช่นนี้จะช่วยฝึกให้เด็กตั้งคำถาม คิดอย่างมีวิจารณญาณ และเข้าใจว่าการเป็น คนดี ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการท่องจำหลักธรรม แต่ต้องอาศัยกระบวนการคิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง แม้ในประเทศไทยจะมีความพยายามผลักดันวิชาเชิงปรัชญาเข้าสู่หลักสูตร แต่ก็ยังติดขัดจากการชนกับกรอบวิชาศาสนาและจริยศาสตร์ที่มีอยู่ จึงทำให้หลายครั้งครูผู้สอนต้องหยิบวิธีการเหล่านี้มาประยุกต์เองภายในวิชาศาสนา
แน่นอนว่าการสอนหลักคำสอนทางศาสนาและจริยธรรมยังจำเป็น เพราะในชีวิตของมนุษย์ย่อมต้องเผชิญกับความเจ็บปวด การสูญเสีย หรือการตัดสินใจ เราต้องมีหลักยึดเพื่อบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่ปัญหาคือ เรามักสอนว่าสิ่งที่ดีงามนั้นมีเพียง คำตอบชุดเดียว โดยที่ไม่ตั้งคำถามเลยว่าข้อจำกัดของคุณค่าหรือความเชื่อบางอย่างมีอะไรบ้าง แล้วในวันหน้าที่เขาพบว่าความเป็นจริงมันขัดแย้ง เช่น เขาเห็นพระที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่พระคือต้นแบบของคุณค่าความดีงาม เขาก็อาจเผชิญวิกฤติภายในอย่างหนัก
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กถูกสอนมาตลอดว่าการทำแท้งเป็นบาป แต่วันหนึ่งเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พร้อมมีลูกและอยากเรียนต่อ ความเชื่อที่ถูกยัดเยียดมาตลอดจะทำให้เขารู้สึกผิดจนหาทางออกไม่ได้ ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลระยะสั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงอนาคตของเขาและรุ่นถัดไปด้วย
ดังนั้น การสอนจริยธรรมจึงไม่ควรถูกจำกัดแค่ ผิด–ถูก แต่ควรเปิดพื้นที่ให้เด็กเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ เพื่อรับมือกับการเผชิญหน้าถึงปัญหาทางศีลธรรม (Moral Dilemma) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ตลอดชั่วชีวิตของผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“เราเรียนจริยธรรมเพื่อเรียนรู้ว่าสังคมนั้นหลากหลาย และเรียนรู้คุณค่า
พระชาย วรธัมโม
ที่ตัวเองยึดถือให้มากพอ เพื่อวันข้างหน้าหากเขาต้องไปตัดสินใจ
บางอย่างเพื่อคนอื่น เขาจะมองเห็นความเป็นไปได้ว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ?”
บทส่งท้าย: เพื่อจริยธรรมที่มีมนุษย์อยู่ในนั้น อันหมายถึงพวกเขาและพวกเรา
หลายครั้งที่ชั้นเรียนวิชาศาสนา หรือจริยธรรม กลายเป็นชั้นเรียนที่เนื้อหาเน้นหนักไปทางการแสดงอภินิหารแฟนตาซี และท่องจำหลักธรรมที่ชวนเข้าใจยาก แต่เนื้อหาที่ทำให้นักเรียนได้สัมผัสกับความเป็นมนุษย์กลับไม่มีพื้นที่ให้เรียนรู้มากนัก เช่นเดียวกับเนื้อหาชาวพุทธตัวอย่างที่ไกลตัว ไกลยุคสมัย เมื่อนักเรียนเปิดอ่านก็รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และดีงามสูงส่ง แต่ยากที่จะเห็น ตัวเขา ในตัวอย่าง เหล่านั้น เพราะแทบจะไม่มีอัตลักษณ์ที่ชวนนักเรียนยึดโยงกับสิ่งที่พวกเขาเป็น ในฐานะคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ถือครองทรัพยากรอะไรมากมาย และการเป็นคนดีคนหนึ่งจะไกลเกินเอื้อมไปด้วยหรือไม่ ?
แม้จริยธรรมขึ้นหิ้งนั้นดีงาม แต่อาจจะนิ่งเฉยจนเกินไป จะดีกว่าหรือไม่หากชั้นเรียนวิชาจริยธรรม ชวนนักเรียนหันกลับมามองเห็นความดี ความพึงพอใจ ความชื่นชอบ ที่เขาพอจะปฏิบัติได้ในฐานะปุถุชนคนหนึ่ง เรียนรู้ทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเองและผู้อื่น เพื่อแลกเปลี่ยน ตักเตือน ช่วยกันขัดเกลาให้เป็นตัวเองที่ดีขึ้น นี่อาจเป็นความหมายของการเรียนรู้จริยธรรมในแง่มุมของมนุษยนิยม ที่เชื่อว่าคนเราล้วนผิดพลาดได้และเรียนรู้เป็น ไม่เว้นแต่ศาสดาองค์ใด ๆ ก็ตาม
การสอนศีลธรรมจึงไม่ใช่การสอนเรื่องของ จิตใจ อย่างเดียว แต่ต้องควบคู่กับการสอนให้ คิด วิเคราะห์ มากขึ้น เพราะสมองส่วนหน้าของมนุษย์ทำหน้าที่เสมือน เบรก ที่ช่วยยับยั้งไม่ให้เรากระทำตามอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง
ฉะนั้น หากการสอนเน้นเพียงเรื่องความดีงาม เช่น การรู้จักเห็นใจหรือการไม่โกรธ จะทำให้เด็กเรียนรู้เพียงด้านอารมณ์ความรู้สึก แต่ไม่ได้พัฒนากลไกการคิดอย่างมีวิจารณญาณซึ่งจำเป็นต่อการควบคุมพฤติกรรมจริง ๆ
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพราะนั่นคือทักษะที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการตัดสินใจของตนเองได้ รู้เท่าทันตัวเอง และสามารถยืนหยัดต่อความซับซ้อนของโลกที่กลับตาลปัตร และเช่นกัน ตาลปัตรก็ไม่ใช่สรณะของความดีงามอีกต่อไป
สาธุ…